วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

‘สิทธิโชติ’ แจงเสียงข้างน้อย คดีโกง สว. มติ 5:2 ตีตก ‘บิ๊กน้ำเงิน’

‘สิทธิโชติ’ แจงปมร้อนคดีโกง สว. ยันเป็น 2 เสียงข้างน้อยในมติ 5:2 ยกคำร้องไม่เอาผิด ‘บิ๊กเนมน้ำเงิน’ เผยทำเต็มที่แล้ว ประกอบร่างจนครบ หลักฐานเด็ด 12 โพยฮั้ว

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. 1 ใน 2 เสียงข้างน้อยคดีโกง สว.แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงถึงการไต่สวนและการลงมติคดีโกง สว.วานนี้ (14 ก.ย.) ว่า สาเหตุที่มาแถลงวันนี้ ดูข่าวแล้ว ท่านประธาน กกต.อาจจะลืมไป ก่อนแถลงข่าว เราคุยกันแล้วว่า 1.ในการชี้แจงแถลงข่าว เราจะต้องพูดเป็นทีละข้อหาว่า ข้อกล่าวหานี้ กกต.มีมติเสียงข้างมากเท่าไหร่ ข้างน้อยเท่าไหร่ บอกให้ชัดไป เราพูดถึงขนาดว่า มติของศาลรัฐธรรมนูญ ทุกครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเพรสข่าว หรือทำอะไรเกี่ยวกับมติ ศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่าคำร้องนี้ ผลเป็นอย่างไร มติเสียงข้างมากใครบ้าง ข้างน้อยใครบ้าง ท่านจะพูดอย่างชัดเจน

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ในที่ประชุม กกต.วานนี้ (14 ก.ย.) เราหารือกันว่า ไม่ถึงต้องบอกชื่อหรอก แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหา กกต.ได้ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร เราเคารพเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยกี่เสียง ท่านแถลงเหตุผลของท่านไปตามที่ลงในซีกข้างมาก ไม่ว่ากัน แต่ขอได้แจ้งให้ประชาชนทราบด้วยว่า ในทุกมตินั้น ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ มีเอกฉันท์อยู่ในเรื่องของบางคนที่ยกมีเอกฉันท์ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง และไม่ได้มีบทบาทในการกระทำตามข้อกล่าวหา ที่ลงบางคนก็เอกฉันท์เหมือนกันเพราะชัดเจนทั้งพยานบุคคล พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น โทรศัพท์ และเส้นเงิน

“แต่ที่สำคัญคือข้อกล่าวหาที่ 1-2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง สส. กก.บห.นั้น มติไม่เอกฉันท์ ขอยืนยัน บางคนที่สำคัญอาจเป็นมติ 5 ต่อ 2 โดยเสียงข้างน้อยให้สั่งฟ้อง มีบางคนอาจจะเป็น 6 ต่อ 1 โดยเสียงข้างน้อยให้สั่งฟ้อง บางคนไม่เกี่ยวข้องเลย ก็จะลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ก็มี ถ้าพิจารณาตามเนื้อผ้า ไม่ใช่มติ 5 ต่อ 2 ทั้งหมด” นายสิทธิโชติ กล่าว

นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า ยอมรับว่า กกต.เสียงข้างน้อย 2 เสียงคือตนกับนายชาย ณ นคร โดยเรามองว่าพยานหลักฐานที่เห็น ที่ปรากฏ ค่อนข้างที่จะเชื่อได้ ทำไมถึงพูดอย่างนั้น หมายความว่า เราต้องมองบริบทว่า ในการกระทำคราวนี้ ไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่ทำกระจายทั้งประเทศ แต่ที่เราจับได้ไล่ทัน มีบางจุดเช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย มาประชุมกันแต่ละโรงแรมเพื่อทำโพย พอเราจับได้ โพยมีอยู่ 12 โพยฮั้ว มีหมายเลขที่เขียนไว้ คนที่ได้อันดับ 1-7 จะอยู่ใน 12 โพยนี้ทั้งนั้น เกิดจากกลุ่มที่ทำโพยกัน และถูกลงโทษด้วย กลุ่มนี้แสดงให้เห็นว่า ที่ลงโทษไปเป็นการกระทำที่ทุจริตต่อการเลือก สว. อาจไปถึงอาญาด้วยซ้ำ ถ้าฟังได้ว่า ไปเข้ามาตรา 77 (1) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

“ถ้ามองอย่างนี้ ทุกพื้นที่เกี่ยวข้องกับพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นมาแทรกเลย ทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับพรรค ในกลุ่มนี้เมื่อทำโพยเสร็จ ไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ เขาให้การในครั้งแรกว่า มีการกระทำมอบหมายให้ สส.ในพื้นที่ หรือบุคลากรของพรรค เป็นคนดำเนินการ และเขาดำเนินการอย่างนั้นจริง ๆ ผมไม่ได้เชื่อว่าคนนี้พูดน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่คำพูดของเขา ได้รับการปฏิบัติ และเกิดขึ้นจริงตามที่พูดหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริงเป็นไปตามคำพูดของเขา มันก็น่าเชื่อถือ มันพิสูจน์ได้จากการทำโพยแต่ละจังหวัด” นายสิทธิโชติ กล่าว

นายสิทธิโชติ ยังกล่าวถึงกรณีเบอร์โทรศัพท์และเส้นทางการเงิน โดยเบอร์โทรศัพท์พยานปากนี้ให้การว่าติดต่อใครในพรรคการเมืองนี้ ไม่ว่าเพียงแค่สมาชิกพรรค หรือ กก.บห. หรือเป็น สส.มีการยึดโยงกันอยู่ในนั้น พอเราตรวจแล้วเจอจริง โยงกันจริง นอกจากนี้หลังจาก กกต.ได้ประกาศผล สว.แล้ว มีการนัดประชุม สว.ที่โรงแรมหนึ่งใน กทม. วันที่ 21 ก.ค. 2567 คนในพรรคมาร่วมประชุม พยานที่เคยเป็นหน้าห้องรัฐมนตรี เคยเป็นเลขาฯ สส.ในพรรคเป็นพยานให้เราว่า วันที่ 21 ก.ค. 2567 มีการนัดประชุม สว.ที่ประกาศใหม่ เพื่อมากำหนดตัว คนเป็นประธานวุฒิสภา และรองประธานฯ มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรค เดินออกมา อาจพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่หัวหน้าพรรคอาจอยู่คนละห้อง 

“พฤติการณ์เหล่านี้ รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคนภายหลัง หรือช่วงเวลาเลือก สว.มันสอดคล้องกันหมด ความเห็นเสียงข้างน้อยเห็นว่า กรณีนี้ถือได้ว่าเป็นการสนับสนุน หรือเป็นการทำให้มีการเกิดเหตุการณ์ทำโพยฮั้วแต่ละจังหวัด ตามที่พยานปากนี้ให้การไว้” นายสิทธิโชติ กล่าว

นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีอีกคนหนึ่ง คือนายดิเรก พรสีมา อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม 3 จ.มหาสารคาม ให้การสอดคล้องกับพยานที่เคยเป็นหน้าห้องรัฐมนตรี โดยนายดิเรก บอกชื่อคน ๆ หนึ่ง เคยอยู่กับรัฐมนตรีหนุ่ม ๆ และเล่าให้ฟังว่า พฤติการณ์เป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงที่เล่าให้ฟัง และตรงกับพยานรหัสที่ 16/26 ซึ่งกันไว้เป็นพยานด้วย ส่วนการกลับคำให้การ ที่เห็นว่าไม่น่าจะกลับคำด้วยว่าถูกข่มขู่ อยากให้มองว่า ณ เวลามาให้การ เขาเป็นใคร ใครจะข่มขู่เขาได้ เขาเป็นผู้มีบารมี เป็น สส.พรรคนั้น ณ เวลานั้น มาให้การตอนเป็น สส.อยู่ ใครข่มขู่เขา ส่วนพยานอีกคนที่กลับคำให้การ และมาให้การ ก็เป็นพ่อตาหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ ใครจะกล้าข่มขู่เขา

“การที่เขามายื่นหนังสือกลับคำให้การ ณ เวลาเราตั้งอนุกรรมการฯชุดที่ 36 แล้ว น่าจะเวลา 30 ต.ค. 2568 ห่างจากที่เขาให้การนานมาก ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวง เมื่อฟัง มองช้างมองทั้งตัวแล้ว ช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือปลีกย่อย ก็ผิดไป แต่ว่าช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างนั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยคือเห็นว่า ผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1-2 เพียงแต่ท่านประธาน กกต.อาจไม่มีตัวเลขในมือเวลานั้น แต่ท่านบอกในที่ประชุมวันนี้ว่า ได้บอกในการแถลงข่าววานนี้เป็นความเห็นของเสียงข้างมาก ขออนุญาตเรียนด้วยว่า ไม่มีมติเอกฉันท์ในกลุ่มคนสำคัญ มีแต่ 5 ต่อ 2” นายสิทธิโชติ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีภาคประชาชน และฝ่ายค้านอาจยื่นฟ้อง กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ถ้ามีการฟ้อง ตนมีหลักฐานว่าลงมติอย่างไร มีเหตุผลยึดโยงหมดว่าเป็นอย่างไร เหตุผลของตนเขียนทำนองคำวินิจฉัยสั้น ๆ ผูกโยงเหมือนที่ศาลเขียน เราเห็นอย่างไร เห็นภาพอย่างไร มีพยานอ้างอิงได้ จับต้องได้อย่างไร

เมื่อถามถึงมติ กกต.ที่ออกมา สะท้อนว่ามีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของ กกต.หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ใช่หรอก คิดว่ากรรมการทุกท่านแยกแยะได้ เฉพาะเรื่องนี้เห็นไม่ตรงกัน เรื่องอื่นไม่ใช่ว่าไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เฉพาะเรื่องนี้ไม่ใช่แบ่งฝักฝ่าย เพียงแต่ความเห็นไม่ตรงกัน เพราะต่างคนต่างมีเหตุผล แต่เหตุผลที่ตนพูด ก็เป็นเหตุผลที่ร้อยเรียงกัน หยิบเล็กหยิบน้อยจากการกระทำของแต่ละกลุ่ม มาวิเคราะห์รวมกัน ทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีเบื้องหลังที่มาอย่างไร คล้าย ๆ กับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยหยิบเล็กหยิบน้อย แล้ววินิจฉัยว่าการกระทำบางพรรค เซาะกร่อนบ่อนทำลาย เราก็เหมือนกัน หยิบเล็กหยิบน้อยให้เห็นว่า ช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับงวง แล้วบอกไม่ใช่ช้าง เมื่อไหร่เราจับผสมได้หมด นั่นแหละคือช้าง เราจะเห็นว่าการกระทำทั้งหมดหน้าตาเป็นอย่างนี้

ถามย้ำถึงมติของ กกต.ในข้อกล่าวหาต่าง ๆ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า มีมติเอกฉันท์บางกลุ่ม โดยในส่วนข้อกล่าวหากับ สว.ตัวจริง เท่าที่ดูไม่เชิงเอกฉันท์ แต่มีบางส่วนมติ 4 ต่อ 3 เห็นควรสั่งฟ้อง ส่วนที่เอกฉันท์คือไม่ใช่ สว. เป็นโหวตเตอร์ที่มีเส้นทางการเงินชัดเจน หนีไม่ออก อันนี้เอกฉันท์ เพราะอย่างน้อยเสียงข้างน้อยยืนอยู่แล้ว 2 เสียง เพราะชัดเจนขนาดนั้น กกต.ทุกท่านเห็นด้วยกันว่าต้องลง แต่พอเป็น สว.ตัวจริง ไม่เป็นเอกฉันท์ แต่เสียงข้างน้อยยืนอยู่ 2 ท่านมาอีก 2 ก็เป็น 4 เสียง

เมื่อถามถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน นายสิทธิโชติ กล่าวว่า นักการเมืองจริง ๆ เหมือนที่เราสงสัยกัน ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเอง แต่จะออกจากคนรอบข้าง คนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ไม่มีออกจากตัวเอง หรือออกจากคนสำคัญ ๆ ของประเทศ แต่ปรากฏจากพยานว่า ใช้เงินสด ไปรับเงินสด ชั้นที่ 4 ของที่ทำการพรรค ทว่าเป็นคำกล่าวอ้าง ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ มีแต่ถ้อยคำกล่าวอ้าง 

ส่วนเส้นเงิน มีปัญหานิดหนึ่ง เนื่องจากว่า บางคนได้เคยพูดในที่ประชุม เรียนท่านประธาน กกต.แล้วว่า สว.ตัวจริงบางคน ที่ถูกสั่งฟ้องในคราวนี้ด้วย เช่น จ.ประจวบคีรีขันธ์ เส้นเงินที่รับโอนมาปล่อยไปถึงไหน ถามคณะที่ 26 หรือคนที่โอนมา เราก็เจอมือจ่าย โอนไปทางใต้ จ.สุราษฎร์ธานี โอนเป็นแสน ๆ บาทรับมาจากใคร อยากรู้คนที่โอนให้เป็นใคร เพื่อได้ไปต่อ แต่ได้รับแจ้งว่า เนื่องจาก กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ก่อนหน้าไม่รับรองเส้นเงินนี้ จึงไปไม่ได้ ก็ได้แค่นี้ แต่ตนก็ยังเห็นว่าผิด เพราะยังไงก็ต้องโอนเงินไปยังแหล่งที่มา เราก็เดากันเอง ให้ไปถึงแหล่งเงินที่โอน เพื่อไปต่อ ก็ได้ข้อจำกัด

เมื่อถามถึงการพิจารณาต่อไปของ กกต. นายสิทธิโชติ กล่าวว่า สำนวนนี้จบไปแล้ว เพียงแต่ว่าจะส่งศาลฎีกาเมื่อไหร่ จบแล้วด้วยพยานหลักฐานที่มีเท่านี้ พยานหลักฐานนอกเหนือจากนี้ ไม่ได้อยู่ในสำนวน ไม่ได้ควานหาอีกแล้ว เพราะหมดเวลาในการทำงานแล้ว

ส่วนสำนวนที่ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบเรื่องอั้งยี่ และฟอกเงินจากการโกง สว.นั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ดีเอสไอก็ไปทำเรื่องฟอกเงินอยู่แล้ว แต่ความผิดเนื่องจากกฎหมายเขียนว่า ความผิดการเลือก สว.ให้ถือเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงินด้วย เขาต้องการความผิดมูลฐานนี้ ไปดำเนินการฟอกเงินด้วย 

“มีพยานพูดถึง ในส่วนนี้ มีเพียงถ้อยคำ คำพูดเท่านั้น มีพยาน 2 คน นอกจากพยาน 16 แล้ว ยังมีคุณดิเรกอีกคนหนึ่ง แต่ไม่มีพยานอื่นที่สนับสนุน มีแต่คำพูดอย่างเดียว แต่คำพูดของคนเชื่อไม่ได้ แม้แต่ตัวคนยังไม่เชื่อเลย แต่สิ่งที่เขาพูดมันเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ถ้าเกิดจริง มันก็น่าเชื่อ” นายสิทธิโชติ กล่าว

เมื่อถามว่า ประธาน กกต.ระบุว่า มีพยานให้การขัดแย้งกัน ทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า พยานให้การขัดแย้งกันบ้างเล็กน้อย เช่น ถ้าได้ สว.ระดับประเทศที่เลือกแล้ว มีคนอยู่ในกลุ่ม 15-20 คน จะได้โควตา สว.ตัวจริง 1 คน และส่งชื่อ สว.ตัวจริงไปยังคนที่มีอำนาจในพรรค มีสายโทรศัพท์กันอยู่ และส่งต่อไปยัง สส. ก่อนจะส่งต่อไปยังรัฐมนตรี เพื่อลงในโพย ส่วนพยานรหัสอีก 2 ปากบอกว่า ไม่ได้ส่งชื่อให้แค่ 1 คน แต่มี 2 คน แตกต่างในรายละเอียดว่า ได้กี่คนแค่นั้นเอง

“ถ้าจะมองว่าพยานปากนี้ให้การขัดกันเอง เชื่อถือไม่ได้ มันไม่น่าเชื่อถือก็เป็นเหตุได้ แต่ต้องอย่าลืมว่าเรื่องนี้ เรียกมาสอบหลังเกิดเกือบ 1 ปีแล้ว พยานหลักฐานต่าง ๆ หาลำบาก การกระทำครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ปกปิดวิธีการทำทั้งสิ้น เห็นว่าทุกครั้งที่มีการนัดประชุมกัน จะเก็บโทรศัพท์ ห้ามถ่ายภาพ ยึดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมด เพียงแต่ว่า คนจำนวนเยอะ เลยติดยากหน่อย บางคนมองว่าทำไมไมถ่ายภาพ ไม่บันทึก เพราะไม่มีโทรศัพท์ หาพยานหลักฐานยาก” นายสิทธิโชติ กล่าว

ถามย้ำถึงพยานรหัสที่ 16/26 ที่กลับคำให้การ ซึ่งถูกยกมาว่าไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลให้ กก.บห. และ สส.ในพรรคภูมิใจไทย ไม่ถูกสั่งฟ้องนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า พยานรหัส 16/26 ที่กลับคำให้การ แล้วบอกว่าโพยไม่มีอยู่จริง แล้วมาทำทีหลังที่คณะที่ 26 มาสอบ และมาทำโพยกันเอง ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิด ถ่ายในขณะวันเลือก สว.เมื่อ 26 มิ.ย. 2567 กล้องยังถ่ายเห็นผู้มีสิทธิเลือก สว. ดึงโพยออกมา เพื่อจะลอก จำนวน 20 ช่อง แสดงว่าวันนั้นมีโพยอยู่แล้ว ไม่ใช่มาทำตอนคณะที่ 26 หรอก มีอยู่ก่อนแล้ว และที่จับได้ มาให้การกับคณะที่ 26 บางคนถ่ายภาพโพยมาในโทรศัพท์ ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าเขามีภาพโพยอยู่ พนักงานสืบสวนขอดูโทรศัพท์ แล้วไปเจอ บันทึกวันที่ไว้ด้วยว่าทำวันไหน แสดงให้เห็นว่าโพยมีมาก่อนแล้ว ไม่ใช่คณะที่ 26 กลั่นแกล้งเขา 

“ถ้าเราคิดว่าโพยไม่มีในโลกนี้เลย เพิ่งมีตอนคณะที่ 26 ทำ ต้องให้ความเป็นธรรมทุกคน ต้องไล่ดูว่า ใครที่มา ถูกกลั่นแกล้งได้อย่างไร เพื่อยกฟ้องหรือปล่อยไป แต่ถ้าเชื่อว่าโพยนี้มีอยู่ก่อน เกลื่อนเมือง มีการร้องทุกจังหวัด ต้องพิจารณาว่าใครทำ กระบวนทรรศน์ต้องคิดแบบนี้ก่อน ให้ความเป็นธรรมกับใคร ดูว่าใครทำผิด ทำมากน้อยแค่ไหน ใครผิดอย่างไร วิธีคิดควรต้องเป็นแบบนี้” นายสิทธิโชติ กล่าว

นายสิทธิโชติ ยังกล่าวด้วยว่า ขั้นตอนการสอบสวนของ กกต.ถูกตัดตอนที่อำเภอหมด เนื่องจากผู้สมัครหลายคน ให้การว่า มาสมัครเอง ควักเงินเอง สนใจในการเมือง แต่เห็นคนอื่นดีกว่า ก็เลยไม่เลือกตัวเอง ไปเลือกคนอื่น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีอันจะกิน เป็นลูกจ้างเจ้านายที่มาสมัคร พอถูกตัดตอนอย่างนี้ ไปไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือทางกฎหมายว่า ขอความร่วมมือดีเอสไอ ปปง. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปร่วมสืบสวนตั้งแต่ต้น และนำเรียน กกต.ว่า เป็นอย่างนี้ ถึงจะทำให้งานทั้งประเทศไปด้วยกันได้ ไม่อย่างนั้นคนไม่กลัว จึงมาจบที่คณะที่ 26 ตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนร่วมกัน มีคนพร้อมกระจายไปทั้งประเทศ ถึงได้ข้อมูลไปเท่าที่เห็น เป็นการล่าช้าไปนิดหนึ่ง มีเหตุมีผลทำไมล่าช้า ไม่ขอกล่าวก็แล้วกัน เป็นเรื่องบรรยากาศทางการเมือง

ถามย้ำถึงเรื่องโพยเลือก สว.หมายถึงผิดตั้งแต่ตอนทำโพย ไม่ใช่ผิดในตอนนำโพยเข้าสู่วันเลือก สว. นายสิทธิโชติ กล่าวว่า เรื่องโพยนั้น ถ้าปกติมีหลายความหมาย ถ้าเราได้ใบ สว.43 ผู้สมัครเป็น 10 คน เราจำไม่ได้ ก็ต้องจด อย่างนี้ไม่ผิด เป็นบันทึกช่วยจำเรา แต่สิ่งที่จะผิดได้คือ บันทึกที่มีอยู่ เป็นตัวเลขต่าง ๆ เราไม่ได้คิดเอง คนอื่นคิดให้ การที่คนอื่นคิดให้เรา และขอให้ไปรวมกัน ทำแบบนั้น ศาลฎีกาเคยตัดสินแล้วว่า ไม่ใช่ดุลพินิจอิสระในการใช้สิทธิเลือก สว.บริสุทธิ์ใจ แต่เป็นการทุจริตเลือกตั้ง ผิดมาตรา 62 เลยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ไม่ต้องอาศัยบทกฎหมายอื่น

เมื่อถามว่า สามารถเปลี่ยนแปลงมติ กกต.วานนี้ได้หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า “ไม่ได้หรอก มีมติไปแล้ว เว้นแต่คนที่ส่งไปศาลฎีกา ถ้าศาลไต่สวน และเห็นภาพหมด ขึ้นอยู่กับว่าศาลฎีกาจะแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองอย่างไร”

ถามอีกว่าศาลฎีกาสามารถเรียกไต่สวนเพิ่มเติมได้หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ศาลเรียกไปดูได้ เป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีนี้ทั้งหมด แต่ท่านจะดำเนินคดีกับคนที่ไม่ได้ร้องไป ได้หรือไม่ ศาลต้องใช้อำนาจของศาลเอง หรือถ้าราษฎรเป็นโจทก์ หรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรง ไปยื่นคำร้องต่อศาลเอง แล้วศาลเกิดรับ ช่องทาง กกต.ก็มี แต่ถ้าศาลจะรับก็เป็นดุลพินิจของท่าน ใช้หลักความเป็นธรรมไปจับ ให้บ้านเมืองนี้ไปได้ อย่างไรก็ดีศาลฎีกา ไม่มีกฎหมายให้อำนาจแจ้งข้อกล่าวหาแบบ กกต. ถ้าความปรากฏ แต่ของศาลอาจใช้หลักความเป็นธรรม ก็สุดแท้แต่ว่าศาลจะมองในมุมไหน ศาลมีอำนาจเยอะที่จะทำได้

เมื่อถามว่า คดีดังกล่าวส่งผลให้เกิดข้อครหา กกต.สีน้ำเงิน จะแก้ข้อครหานี้อย่างไร นายสิทธิโชติ กล่าวว่าพูดไปแล้วว่า กกต.ไม่มีความเห็นเป็นตัวชี้ ความเห็นที่ท่านเห็น เป็นเอกฉันท์ไม่ว่าเป็นผลประโยชน์ฝ่ายไหนก็แล้วแต่ เผอิญว่าเสียงข้างมากเห็นว่า เป็นอย่างนี้ แล้วเป็นประโยชน์กับที่ถาม มองอย่างนั้นก็ได้ แต่ขอให้ดูเหตุผลของแต่ละท่านเป็นหลักดีกว่าว่า เราจะอยู่กลุ่มไหน แต่คิดว่าคนมาอยู่ในระดับ กกต. เหมือนกับว่า เป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนอยากทำดีให้กับบ้านเมือง ขึ้นอยู่กับเหตุผลมากกว่า

  • เปิดมติเสียงข้างมากคดีโกง สว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลมติที่ประชุม กกต.คดีโกง สว.วานนี้ (14 ก.ย.) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

1.เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง เห็นชอบให้ยกคำร้อง ในส่วนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพรรคการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภูมิใจไทยทั้งหมด

โดยเสียงข้างมาก 5 เสียง ในจำนวนนี้ 4 เสียงมาในยุคที่ สว.ชุดปัจจุบันให้ความเห็นชอบ ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ส่วนอีกคน 1 คนคือ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ยุค สนช.แต่งตั้ง ปัจจุบันรักษาการ กกต.

ส่วนเสียงข้างน้อย 2 เสียงคือ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย ณ นคร ที่ได้รับความเห็นชอบจาก 250 สว.ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช.

2.เสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียง เห็นชอบให้ส่งฟ้องศาลฎีกา พิจารณาเอาผิดกับ สว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 25 คน โดยในจำนวนนี้มี 2 เสียงข้างน้อยเดิมยืนพื้นคือ นายสิทธิโชติ และนายชาย

3.มติเอกฉันท์ 7 เสียง เห็นชอบให้ส่งศาลฎีกาฯ ดำเนินคดีกับกลุ่มโหวตเตอร์ ผู้สมัคร สว.และบุคคลอื่น ที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยง