วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

สมการเสริมแกร่ง ‘อนุทิน2’ ตัวแปร ‘กล้าธรรม’ - ‘เนวิน’ ชี้ขาด

โจทย์ ‘ค่ายน้ำเงิน’ พรรคภูมิใจไทย ต้องการเป็นรัฐบาลครบเทอม ภายใต้การผนึกพันธมิตร ประคองอำนาจให้ได้นานที่สุด โดยมีตัวแปรอย่าง “พรรคกล้าธรรม” เป็นสูตรเพิ่มเสียงรัฐบาลอีกสูตรหนึ่ง ขณะที่การตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ “ครูใหญ่เนวิน”

KEY POINTS

  • พรรคกล้าธรรมของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้รัฐบาลอนุทิน
  • มีการวิเคราะห์สมการปรับ ครม. หลายรูปแบบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจัดสรรโควตารัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมระหว่าง "เพื่อไทย" และ "ภูมิใจไทย" 
  • การตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ "เนวิน ชิดชอบ"  ซึ่งล่าสุดแกนนำพรรคเพื่อไทยได้รับสัญญาณว่ายังไม่ต้องการให้ "พรรคกล้าธรรม" เข้าร่วมในเวลานี้

สูตรสมการ สัญญาณไฟจราจร “แดง-เขียว-ส้ม” คงแท้งแล้ว แม้ก่อนหน้านี้จะพรรคประชาชน (ปชน.) จะต้องการเสี้ยม “พรรคเพื่อไทย” ใช้โอกาสมรสุมรุมเร้า “พรรคภูมิใจไทย” ทั้งคดีโกงเลือก สว. คดีทุจริตข้อสอบท้องถิ่น เพื่อกดดันให้ “พรรคน้ำเงิน” ขาดพันธมิตรร่วมรัฐบาล

หลังผ่านเหตุการณ์สภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบวาระ 3 ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ก็ปรากฎเสียงของ “ก๊กสีเขียว” พรรคกล้าธรรมของผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า เทเสียงเห็นชอบให้อย่างท่วมท้น

โดยอาศัยจังหวะก่อน ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กประกาศไม่ยอมรับ “พรรคกล้าธรรม” เป็นฝ่ายค้าน ทำให้เสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เหลือเพียง 148 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาชน 119 เสียง (จาก 120 สส.) ไม่นับ“สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี เขต 7 ที่ปัจจุบันเป็นงูเห่าถูกดองไว้ในพรรค ยังไม่มีมติขับพ้นพรรค

พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคไทรวมพลง 6 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง พรรคไทยภักดี 1 เสียง

เท่ากับว่า พลังการตรวจสอบของฝ่ายค้านในสภาฯ ลดน้อยถอยลง แม้เดิมทีจะมี “กล้าธรรม” เป็นฝ่ายค้านอยู่แล้ว

แต่ท่าทีและจังหวะการขับเคลื่อนของ “พรรคสีเขียว” กลับสวนทางกับฝ่ายค้าน และมีใจให้กับพรรคน้ำเงินในระยะหลัง

สมการเสริมแกร่ง ‘อนุทิน2’ ตัวแปร ‘กล้าธรรม’ - ‘เนวิน’ ชี้ขาด

ถอดรหัส ฝ่ายค้านไม่ต้องการให้พรรคผู้กองร่วมรัฐนาวาลงเรือลำเดียวกัน คงไม่ใช่เพียงเพราะการโหวตสวนมติพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ผ่านมา

แต่ว่ากันว่า เป็นเพราะพรรคประชาชนไม่ต้องการให้มีตัวแทนพรรคสีเขียวมาอยู่ในวงประชุมวิปฝ่ายค้านด้วย ซึ่งจะเป็นการล้วงข้อมูลหรือล้วงตับก่อนเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สมการเสริมแกร่ง ‘อนุทิน2’ ตัวแปร ‘กล้าธรรม’ - ‘เนวิน’ ชี้ขาด

ในขณะที่อีกกระแสก็อ่านเกมฝ่ายค้านครั้งนี้ทำนองว่า “พรรคกล้าธรรม” ไม่ร่วมลงชื่อด้วยในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่กระแสข่าวทางนี้น่าจะเป็นไปได้น้อยกว่า การที่“พรรคเขียว”อาจเป็นไส้ศึกเกลือเป็นหนอนในซีกฝ่ายค้าน

สูตรเดิมรัฐบาลแดง-น้ำเงิน

สูตร สมการรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล 2 ที่กำลังรอจังหวะ 1 ปีแรกถึงดำเนินการปรับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) คงจะเกิดขึ้นได้อย่างช้าในช่วงต้นปี 2570 หรือราวๆ ไตรมาสแรก

มีการมองฉากทัศน์เสียงพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ไว้หลายทิศทาง

สูตรแรก กรณียังไม่มี 58 สส.ของพรรคกล้าธรรม ทำให้เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลยังเป็นไปตามเดิม 16 พรรคการเมือง จำนวน 294 เสียง เป็นรัฐบาลพรรคร่วมน้ำเงิน-แดง

ประกอบด้วย ภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง

พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคเล็ก พรรคละ 1 เสียง รวม 8 เสียง ประกอบด้วย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคใหม่ พรรคมิติใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรครวมพลังประชาชน พรรคโอกาสใหม่ และเสียงสุดท้ายจาก “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี งูเห่าพรรคประชาชน

สมการเสริมแกร่ง ‘อนุทิน2’ ตัวแปร ‘กล้าธรรม’ - ‘เนวิน’ ชี้ขาด

ว่ากันว่าสูตรแรกก็มีโอกาสที่ยังเป็นไปได้อยู่สูง เพราะมีสัญญาณจากผู้บริหารระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทย ยืนยันกับแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า “ครูใหญ่แห่งพรรคน้ำเงิน” ยังไม่ต้องการให้ “พรรคกล้าธรรม” เข้าร่วมรัฐบาล

ทำให้สูตรนี้ถูกมองว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นเกมทิ้งฝ่ายค้านมาเป็นฝ่ายคอยอย่าง “อาหวัง”นั้น เป็นการปล่อยออกจาก “พรรคกล้าธรรม” มากกว่าในระยะนี้

น้ำเงิน-แดง-เขียว 352 สส.

สูตร 2 รัฐบาลน้ำเงิน-แดง-เขียว ทำให้มีเสียงพรรคร่วมรัฐบาลที่ทะลุเพดานแข็งแกร่ง 352 เสียง

สูตรนี้เท่ากับว่า จำนวนเก้าอี้รัฐมนตรีเฉลี่ยของพรรคการเมือง 3 พรรคดังกล่าวจะเป็น อัตรา 10 สส.ต่อ 1 รัฐมนตรี ซึ่งจะทำให้โควตาของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยลดลงไปจากเดิม

สูตรนี้ผู้นำสูงสุดของพรรคสีน้ำเงินและพรรคสีแดงต้องเคลียร์เก้าอี้รัฐมนตรีให้ลงตัวก่อนแบ่งเก้าอี้ให้ พรรคผู้กอง ซึ่งเป็นไปได้ว่า พรรคเพื่อไทยอาจได้เก้าอี้รัฐมนตรีตามสัดส่วนเดิม 8 ที่นั่ง เพื่อไม่ให้กระทบสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วม แต่พรรคภูมิใจไทยจะเป็นฝ่ายเสียเก้าอี้ให้พรรคผู้กองแทน

อีกทั้งสูตรนี้ยังถูกโจมตีและมีจุดอ่อนว่า รัฐนาวาสีน้ำเงินจะผนึกกำลังกันจนผ่านกฎหมายสำคัญและเสียงโหวตไว้วางใจรัฐบาลได้ท่วมท้น รอดพ้นการถูกสอยลงกลางสภา และถูกฝ่ายค้านขยายผลตีกินเป็น “เผด็จการรัฐสภา” เสียงข้างมาก

สูตรเขี่ยพรรคเล็กออก

สูตร 3 พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และเขี่ยพรรคเล็กพรรคละ 1 เสียงออก ซึ่งปัจจุบันพรรคร่วมรัฐบาลมี พรรคการเมืองเบี้ยหัวแตก พรรคละ 1 เสียงอยู่ 8 เสียง หากไม่มีเสียงพรรคเล็กเหล่านี้ ก็จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาล น้ำเงินกอดคอแดงและเขียว มีเสียงที่ยังแข็งแกร่ง 344 เสียง

สมการนี้ก็ยังต้องมีการเจรจาต่อรองถึงสัดส่วนเก้าอี้รัฐมนตรีที่จะต้องแบ่งให้กับพรรคกล้าธรรม ซึ่งพรรคกล้าธรรม มีความต้องการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในขณะที่นักการเมืองในค่ายแดง เห็นว่าถ้าพรรคเพื่อไทยถูกหั่นสัดส่วนรัฐมนตรีลดลง จากการดึง "เขียว" มาร่วมรัฐบาลควรยื่นเงื่อนไขต่อรองไปยัง "น้ำเงิน" ขอเอากระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุขมาอยู่ในการกำกับของพรรค ทว่าสูตรนี้ยังเป็นไปได้น้อย เพราะพรรคครูใหญ่คงไม่ยอมแลกกระทรวงมหาดไทยให้ง่าย

แม้สูตรนี้เสียงจะแน่นขึ้น แต่ความสัมพันธ์อาจไม่เหมือนเดิมในหมู่พรรคร่วม เพราะมีการมองว่าการดึง "เขียว" มาอาจเป็นการกดดัน "ค่ายแดง" ไปในตัว

สมการเสริมแกร่ง ‘อนุทิน2’ ตัวแปร ‘กล้าธรรม’ - ‘เนวิน’ ชี้ขาด

รัฐบาลแดง-เขียว พท.พ้นรัฐบาล

สูตรสมการที่ 4 เขี่ย “พรรคเพื่อไทย” พ้นรัฐบาล หรือมีการยึดกระทรวงในอ้อมกอดพรรคเพื่อไทยมาให้ “พรรคกล้าธรรม” จะทำให้รัฐบาลน้ำเงิน-เขียวมีเสียง ที่ยังเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรอยู่ คือ 278 เสียง

สมการนี้ อาจเกิดขึ้นภายใต้ “พรรคเพื่อไทย” เจรจากับพรรคภูมิใจไทยเรื่องการจัดสรรเก้าอี้ไม่ลงตัว

กระทรวงใหญ่อย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการถูกยึดหมดหน้าตัก หรือถูกโยกไปกำกับกระทรวงใหญ่เกรดเอกระทรวงอื่นแทน จนทำให้เคลียร์กันไม่ได้ ผู้นำสูงสุดของค่ายแดงไม่พอใจ อาจส่งสัญญาณให้ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเล่นบทบาทฝ่ายค้าน แต่สูตรนี้ก็ไม่ใช่ทางถนัดของพรรรคเพื่อไทยมากนักในภาวะที่พรรคยังไม่ฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม สมการ “แดง” พ้นวงโคจรรัฐบาลน้ำเงิน ยังเป็นไปได้ยากอยู่ ด้วยภายใต้บทบาทท่าทีของผู้นำค่ายแดงที่วางหมากให้ “พรรคเพื่อไทย” เล่นบทนิ่งสงบ หรือเป็นเด็กดีภายใต้การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ศึกซักฟอก พท.อุ้มน้ำเงิน

อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ด้วยตัวเลข สส. 74 เสียงทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ไร้อำนาจต่อรองทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยที่มี สส.ในสภาเด็ดขาด 192 เสียง

ที่ผ่านมา สส.ค่ายแดงในสภาฯ ก็ยังไม่มีใครออกตัวอภิปรายชื่นชมผลงานของรัฐบาลภูมิใจไทยมากนัก เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ตัวเองปิดฉากทางการเมือง เพราะคู่แข่งในพื้นที่ยังหนีไม่พ้นพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม และยังต้องเผชิญการต่อสู้กับพรรคที่อาศัยกระแสอย่าง “พรรคประชาชน”

สมการเสริมแกร่ง ‘อนุทิน2’ ตัวแปร ‘กล้าธรรม’ - ‘เนวิน’ ชี้ขาด

“นายใหญ่” และแกนนำพรรคอ่านเกมแล้วสถานการณ์ทางการเมือง ณ ตอนนี้ บรรดา สส.ของพรรคเพื่อไทยยังไม่พร้อมที่จะนับถอยหลังเข้าสู่โหมดหาเสียงเลือกตั้ง

เพราะเป็นการร่วมรัฐบาลยังไม่ครบ 1 ปี สรรพกำลังจากการใช้งบประมาณก็ยังไม่ได้เดินเครื่องเต็มที่ ฉะนั้นการอยู่ร่วมรัฐบาลต่อจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าถอนตัวไปนั่งฝ่ายค้าน แล้วเสียเปรียบเหมือนช่วงปลายรัฐบาลอนุทิน 1

ฉากทัศน์ต่อไป ไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก หากเข้าสู่โหมดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ หนู บรรดา สส.ในพรรคเพื่อไทย ก็พร้อมกดปุ่มลงมติไว้วางใจให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ ต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรอวันที่พรรคจะฟื้นตัวและแข็งแรงมากกว่าวันนี้

สมการเสริมแกร่ง ‘อนุทิน2’ ตัวแปร ‘กล้าธรรม’ - ‘เนวิน’ ชี้ขาด

ตัวแปรสีเขียว วัดใจ “เนวิน”

จากสัญญาณของ สส.พรรคร่วมรัฐบาลในรัฐสภาเวลานี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยพยายามตรวจสอบเช็กข่าวลืออยู่เป็นระยะ และได้รับการยืนยันจากแกนนำพรรคน้ำเงิน ด้วยคีย์เวิร์ดคำเดิมว่า “ลุงเนวิน” ยังไม่เอา “พรรคสีเขียว” ร่วมรัฐบาลเวลานี้ หรือเท่ากับว่าในเร็วๆนี้ จะยังไม่มีการปรับ ครม.เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อบวกลบคูณหารเกมกระบวนท่าเคลื่อนไหวของผู้กองแห่งกล้าธรรม รวมทั้งเกมการปล่อยข่าวออกมา ดูสมประโยชน์และเข้าทางพรรคสีเขียวทั้งหมดเท่านั้น

สมการเสริมแกร่ง ‘อนุทิน2’ ตัวแปร ‘กล้าธรรม’ - ‘เนวิน’ ชี้ขาด

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยมรสุมทางการเมืองที่รุมถล่มพรรคน้ำเงิน ทำให้ตำบลกระสุนตกมาอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยเสียส่วนใหญ่ การปรับ ครม.จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดกระแสโจมตีลงได้บางส่วน

โจทย์ใหญ่ของ “ค่ายน้ำเงิน” คือการประคับประคองสถานการณ์ให้รัฐบาล อนุทิน อยู่ยาวครบเทอม ดังนั้นจึงต้องดึงพันธมิตรทางการเมืองมาเสริมความแข็งแกร่ง

ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับ “ครูใหญ่เนวิน” ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักให้รอบด้าน เพราะอาจเป็นการรับมิตรที่วันข้างหน้ายังเป็นศัตรูในสนามเลือกตั้ง อีกทั้งยังเปิดช่องให้ “พรรคผู้กอง”ที่เน้นทำงานการเมืองมวลชนในพื้นที่ เติบโตมากขึ้นกว่าเดิม