วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2569

Login
Login

‘ส้ม’ ขับ ‘กล้าธรรม’ พ้นฝ่ายค้าน ป้อง ‘เกลือเป็นหนอน’ ซักฟอกรัฐบาล

วิปฝ่ายค้าน มีมติขับ "พรรคกล้าธรรม" ออกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน เนื่องจากเคยลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ สวนมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน

KEY POINTS

  • วิปฝ่ายค้าน มีมติขับ "พรรคกล้าธรรม" ออกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน เนื่องจากเคยลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ สวนมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน
  • สาเหตุสำคัญคือ "พรรคประชาชน" ในฐานะแกนนำฝ่ายค้านต้องการป้องกันปัญหา "เกลือเป็นหนอน" หรือข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจรั่วไหลไปยังรัฐบาล
  • ปัจจุบันพรรคร่วมฝ่ายค้านเหลือจำนวนเพียง 5 พรรค 149 สส. แต่ล่าสุดเพิ่งอ้าแขนรับ "พรรคไทยรวมพลัง" เข้ามาเพิ่มเติม เพราะช่วงหลังลงมติไปในทิศทางเดียวกัน
  • ที่น่าสนใจ การปรับโครงสร้างฝ่ายค้านครั้งนี้ เกิดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อม ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมาถึง โดยคาดว่าจะมีการยื่นญัตติ และซักฟอกได้ในช่วง ต.ค.-พ.ย.นี้

“พรรคส้ม” ขยับ เดินเกมรุกขับ “พรรคกล้าธรรม” พ้นสมการ “ฝ่ายค้าน” เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” หวังสกัด “เกลือเป็นหนอน” ปล่อยข้อสอบรั่วไหลไปถึงหูคนภายนอก

คืนวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมือง มีกระแสข่าวว่า “พรรคกล้าธรรม” ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับขอถอนตัวออกจาก “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” โดยยื่นเจตจำนงไปยัง “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ว่า 7 สส.พรรคกล้าธรรม จะขอถอนตัวจากวิปฝ่ายค้าน

โดย 7 สส.ค่ายเขียว ที่เคยอยู่ในเก้าอี้วิปฝ่ายค้าน ส่วนใหญ่ล้วนเป็น “เครือข่ายบ้านใหญ่” ได้แก่ 1.เอกรัฐ พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด พรรคกล้าธรรม 2.ประสิทธิ์ โนทะ สส.น่าน พรรคกล้าธรรม 3.ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก พรรคกล้าธรรม 4.วงศ์วชร ขาวทอง สส.สงขลา นายทะเบียนพรรคกล้าธรรม 5.นรพล ตันติมนตรี สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม 6.ชยานันท์ เกตุเมฆ สส.หนองบัวลำภู พรรคกล้าธรรม 7.อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม

อย่างไรก็ดี “พริษฐ์” ชี้แจงเงื่อนปมสาเหตุดังกล่าวว่า “วิปฝ่ายค้าน” มีมติขับ “พรรคกล้าธรรม” ออกไปเอง เนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมมีมติให้ สส.ของพรรคลงมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 3 ขัดกับมติวิปฝ่ายค้านที่ตกลงร่วมกันว่าจะไม่ลงมติเห็นชอบ

อีกทั้งยังเกิดคำถามถึงสถานะและเจตนารมณ์ของพรรคกล้าธรรมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ประกอบกับความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับท่าทีของพรรคในการยื่นญัตติและการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น 

ดังนั้นจึงได้มีการหารือร่วมกับตัวแทนวิปของพรรคกล้าธรรม และตกลงร่วมกันที่จะปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน เพื่อให้กลไกของรัฐสภาที่ถูกออกแบบไว้สำหรับฝ่ายค้านได้ถูกใช้โดยพรรคการเมืองที่มีความประสงค์จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแท้จริง

“พริษฐ์” ระบุด้วยว่า อย่างไรก็ตาม พรรคกล้าธรรมมี สส. กว่า 50 คน ยังคงมีสิทธิในสภาที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานของฝ่ายค้าน เช่น โควตาการปรึกษาหารือ ปัญหาในพื้นที่ หรือเวลาอภิปรายวาระทั่วไป โดยจะยังคงประสานงานในส่วนนั้นตามปกติ

ส่งผลให้ปัจจุบันพรรคร่วมฝ่ายค้านเหลืออยู่ 5 พรรคการเมือง รวม 149 สส. ได้แก่ พรรค ปชน.ในฐานะพรรคแกนนำหลักฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยภักดี และพรรคเสรีรวมไทย  แต่ล่าสุดเพิ่งเพิ่มพรรคไทยรวมพลัง เข้ามาจึงกลายเป็น 6 พรรค 

เนื่องจากในช่วงหลังได้ลงมติไปในทิศทางเดียวกับฝ่ายค้านมาโดยตลอด ทั้งเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ และ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 พร้อมแสดงความประสงค์ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน โดยภารกิจสำคัญเฉพาะหน้าคือการเดินหน้ายื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ทั้งนี้ สาเหตุประการสำคัญ “ค่ายส้ม” จำเป็นต้องขับ “ค่ายเขียว” ให้พ้น “ฝ่ายค้าน” ในช่วงเวลานี้ น่าจะเป็นเพราะอยู่ระหว่างการเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” กำลังยักแย่ยักยัน เมาหมัดจากทั้งกรณีโกง สว. กรณีโกงสอบท้องถิ่น 

รวมถึงการบริหารเศรษฐกิจตกต่ำ บริหารราชการแผ่นดินไม่ดีเพียงพอ พ่วงกับ “ม็อบขาประจำ” ฮึ่ม ๆ เตรียมขยับลงถนน

สถานะของ “กล้าธรรม” หลายคนทราบกันดีว่า ถูกดีดมาเป็น “ฝ่ายค้าน” อย่างจำยอม และอดทนรออยู่ในสถานะ “พรรครอร่วมรัฐบาล” มิใช่ “ฝ่ายค้าน” ตั้งแต่แรก ดังจะเห็นได้ว่า การลงมติหลายครั้งของ “ค่ายเขียว” ส่วนใหญ่หากไม่งดออกเสียง ก็มักเอนเอียงไปเข้าข้างทางรัฐบาลอยู่เสมอ

ประจวบเหมาะกับ “บิ๊กเนมค่ายน้ำเงิน” พ้นบ่วงคดีโกง สว. ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะ 3 พยานปากสำคัญ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิด “ค่ายเขียว” กลับคำให้การ นำไปสู่การตั้งคำถามถึงสถานะของ “กล้าธรรม” ในพรรคร่วมฝ่ายค้านยิ่งชัดเจนเข้าไปอีก

ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่ “พรรคส้ม” นำหัวขบวนเป็น “ฝ่ายค้าน” มาตลอด 8 ปี ใน 3 การเลือกตั้งที่ผ่านมา หลายครั้งช่วงก่อนการซักฟอก เกิด “ข้อสอบรั่ว” หลุดไปถึงหู “ผู้มีอำนาจ” ที่กำลังจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนสรรหาวิธีการมาหักล้างข้อกล่าวหาได้อย่างทันท่วงที

ยกตัวอย่างกรณีล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อครั้ง มี.ค. 2568 ที่ผ่านมาใน “รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” เดิมตั้งใจจะซักฟอก “แพทองธาร” พ่วงรัฐมนตรีอีก 10 คน ทว่าเกิดข้อสอบรั่วหลุดไปถึงหูผู้มีอำนาจ กระทั่งสื่อมวลชนได้ตัวร่างซักฟอกนำมาเผยแพร่ ส่งผลให้ “พรรคส้ม” ต้องเปลี่ยนเกมมายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ “แพทองธาร” เพียงคนเดียว เป็นต้น

ดังนั้นการตัด “กล้าธรรม” ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ย่อมเป็นการดีกว่าที่จะนำมาร่วม และเกิดข้อมูลรั่วไหลขึ้นซ้ำรอยแบบครั้งที่แล้วอีก

คำถามคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเกิดขึ้นช่วงเวลาใด “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน.ให้สัมภาษณ์เมื่อ 21 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าอยู่ในกรอบสมัยการประชุมนี้แน่นอน เชื่อว่าอยู่ภายในช่วงเดือน ต.ค.ไม่เกินต้นเดือน พ.ย.แน่นอน ที่ญัตติจะเข้าสู่สภา แต่ยังให้รายละเอียดได้ไม่มาก

สำหรับ “ข้อสอบ” ของ “ฝ่ายค้าน” คาดว่าจะใช้ธีม (Theme) ฉายภาพให้เห็น “ระบบอุปถัมภ์ค้ำระบอบน้ำเงิน” เป็นหลัก โดยจะฉายภาพให้เห็นระบบอุปถัมภ์การเอื้อกัน การวางรากฐาน ใจความสำคัญ นอกจากการทุจริตที่เห็นรายวัน และประชาชนเชื่อทั้งหมดแล้ว คือการวางรากฐานอำนาจ ค้ำจุนระบอบสีน้ำเงินในอนาคต

ส่วนประเด็นที่เตรียมจะ “ล็อคเป้า” รัฐมนตรีเรียงคนเพื่อซักฟอกนั้น แน่นอนว่าต้องนำมาด้วย “คดีโกง สว.” แม้ว่า “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” จะพ้นบ่วงไปแล้วหลายคน แต่มติของ กกต.กลับ “ค้านสายตา” ประชาชนอย่างหนัก และมีอีกหลายเงื่อนปมที่ยังไม่เคลียร์ โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน และการโทรศัพท์ ดังนั้นจึงน่าจะนำประเด็นนี้ มาเป็นเรื่องเด่นในการซักฟอก

ถัดมาหนีไม่พ้นกรณี “โกงสอบท้องถิ่น” ซึ่งเป็นมหากาพย์ มีคนได้รับผลกระทบจำนวนมาก และทำลายความศรัทธาในระบบราชการของประชาชนอย่างร้ายแรง ทว่ากลับหา “ตัวบงการเบื้องหลัง” มาเอาผิดไม่ได้ ปล่อยตัดตอนแค่ระดับ “อธิบดี” เท่านั้น คาดว่าจะมีการโยงถึง “อนุทิน” ในฐานะนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ปล่อยปละละเลย ไม่กำกับดูแลในเรื่องนี้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท ทั้งพรรค ปชน.-ปชป.ต่างกัดไม่ปล่อยด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะเงื่อนปมการ “ล็อคสเปก” ให้บางบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” เข้าไปเป็นคู่สัญญาหรือไม่ รวมถึงความไม่คุ้มค่าของโครงการ มีข้อบกพร่องเยอะ ผลาญภาษีของประชาชน

ส่วนที่เหลือ เช่น กรณีการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในก้อนที่ 2 กู้วิกฤติการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ดูท่าจะใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ กรณีเว็บพนันออนไลน์ ที่พัวพันไปหลายองคาพยพในสังคม แม้แต่ สส.ในสภาฯบางคน ยังมีคดีนี้ติดตัว และอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี เป็นต้น

หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า นับตั้งแต่มีการซักฟอกในสภาฯมา ไม่เคยมี “รัฐบาล” พ่ายแพ้ในการโหวตไม่ไว้วางใจมาก่อน โดยในยุคก่อนหน้ารัฐธรรมนูญปี 2560 หากใกล้เพลี่ยงพล้ำจะเดินเกม “ยุบสภาฯ” ก่อนลงมติ ส่วนหลังรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ปิดช่องโหว่ดังกล่าวไว้ ก็ยังไม่มี “ฝ่ายค้าน” สามารถล้ม “รัฐบาล” จากการซักฟอกลงได้

ดังนั้นการยื่นซักฟอกของ “ฝ่ายค้าน” แม้ไม่อาจหวังผลโค่น “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” ในการโหวตผ่านสภาฯได้ แต่เป็นการฉายภาพให้เห็น “ระบบอุปภัมป์-เครือข่าย” ของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กำลังกัดกินประเทศนี้

ชำแหละให้ประชาชนได้รับรู้ หวังผลต่อยอดในการเลือกตั้งครั้งถัดไป