"กมธ.การเมือง วุฒิสภา" เสนอรายงาน ให้ปฏิรูปโครงสร้าง "กกต." และ "ระบบการเลือกตั้ง" โดยผนึกพลังของฝ่ายค้าน และภาคประชาชน แก้รัฐธรรมนูญ
KEY POINTS
- คณะกรรมาธิการวุฒิสภาเสนอรายงานให้มีการปฏิรูปโครงสร้าง กกต. และระบบการเลือกตั้งครั้งใหญ่ โดยชี้ว่าการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาล้มเหลว ไม่สามารถปราบโกงได้ และมีปัญหาความโปร่งใส
- ข้อเสนอหลักคือการแก้ไขที่มาและอำนาจของ กกต. โดยให้มีคณะกรรมการสรรหาจากหลายภาคส่วน ให้ สส. และ สว. มีอำนาจเห็นชอบร่วมกัน และฟื้นกลไกการถอดถอนโดยรัฐสภาที่ริเริ่มโดยประชาชน
- เสนอให้แก้ไขระบบเลือกตั้ง สส. โดยใช้ "เบอร์เดียวกัน" ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อลดความสับสนของประชาชน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ตรงกับฝ่ายค้าน
- สว. กลุ่มดังกล่าวจะร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัย
“วุฒิสภา” ผ่านรายงานศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ที่เสนอโดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ซึ่งเก็บข้อมูล การเลือกตั้ง สส. ปี 2562 ปี 2566 และ ปี2569 มาศึกษาพร้อมทำบทวิเคราะห์
สะท้อนเป็นภาพความ “ล้มเหลว” ของระบบเลือกตั้ง ที่ “รัฐธรรมนูญ 2560” ออกแบบไว้ โดยจุดมุ่งหมายเดิมตั้งเป้าให้เป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” แต่การจัดการการเลือกตั้ง 3 ครั้ง ที่ผ่านมา ถือเป็นบทพิสูจน์ว่า นอกจากจะปราบโกงไม่ได้แล้ว ในทางตรงกันข้ามการจัดการเลือกตั้งยังมีข้อครหาเปิดช่องว่างให้บางกลุ่ม “โกงเลือกตั้ง”
เป้าหลักที่โดนโจมตีอย่างหนักคือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ที่รายงานพบข้อค้นพบว่า แม้จะทำหน้าที่ตามกฎหมาย แต่แท้จริงกลับซ่อนมีด เพื่อใช้บั่นทำลายสถาบันการเมือง-พรรคการเมือง
โดยรายงานสะท้อนความล้มเหลวของ “กกต.” ต่อการทำหน้าที่ จัดการเลือกตั้ง รวมถึงกำกับ และ ตรวจสอบการเลือกตั้ง ให้ “สุจริต-เที่ยงธรรม” เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ และเชื่อมั่นจากประชาชน-สังคมโดยรวม
นอกจากนั้นยังวิพากษ์ถึงการทำงานที่ยึดติดกรอบเดิม ไม่พัฒนา ปรับปรุงระบบเลือกตั้ง ที่เอื้อต่อประชาชน ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสะดวก เช่น กรณีบัตรเลือกตั้ง ที่ไม่เปลี่ยนรูปแบบ พร้อมยกตัวอย่างจากหลายประเทศ ที่นำ เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ลงคะแนนผ่านมือถือมาใช้ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน “กกต.” ยังมีปัญหาเรื่องความเป็นกลาง โดยยกเคสที่ “กกต.ท้องถิ่น และ กปน.” มักตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “บ้านใหญ่การเมือง”
ปัญหาที่ถูกสะท้อนรายงานของกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ เสนอทางออก ผ่านการแก้กฎหมาย ได้แก่ 1.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2.แก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 3.แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. และ 4.แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาของ สว.
สำหรับสาระที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และ กฎหมายประกอบ พบว่าเสนอแก้บทบัญญัติที่เป็นรายละเอียดที่ผูกโยงกัน ตั้งแต่ ปรับโครงสร้าง “กกต.” ตั้งแต่กระบวนการสรรหา ที่เสนอให้ ปรับกรรมการสรรหา จากเดิมที่มี ประธานศาลฎีกา เป็นประธานสรรหา และตัวแทนจากฝ่ายการเมือง เป็นกรรมการ
พร้อมกับให้เป็น “ภาคประชาชน-ภาคนักวิชาการ” ผสมไปกับฝ่ายการเมือง เป็นคณะสรรหา เพื่อให้เกิดดุลยภาพแบบไตรภาคี ขณะที่การให้ความเห็นชอบ ต้องเป็นอำนาจร่วมของ “สส. และ สว.” ไม่ใช่ผูกขาดเฉพาะ “สว.” อย่างในปัจจุบัน
ขณะที่บุคคลที่จะมาเป็น “กกต.” มีข้อเสนอให้ลดอายุ ให้บุคคลที่มีคุณสมบัติ อายุ 35 ปี สมัครได้ พร้อมปรับให้ กกต. มาจาก 4 สายงานหลัก คือ สายกฎหมาย สายภาคประชาชน สายวิชาการ และสายเทคโนโลยีสารสนเทศ
จากปัจจุบันที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต. มีคุณสมบัติ ใน 6 สายงาน คือ สายราชการ สายศาลหรืออัยการ สายรัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานอื่นของรัฐ สายนักวิชาการ สายวิชาชีพ และสายภาคประชาสังคม
ส่วนการตรวจสอบ มีข้อเสนอฟื้น “ถอดถอน” กกต. ผ่านกลไกของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ลงมติ โดยมีกระบวนการขั้นต้นที่ ประชาชน 5หมื่นคน เข้าชื่อเสนอถอดถอนต่อ “รัฐสภา”
ในกระบวนการเลือก สส. เสนอให้แก้ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. โดยเฉพาะ ปรับ “เบอร์เดียวกัน” ทั้งเลือกตั้งเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกันประชาชนสับสน ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกันกับข้อเรียกร้องของ “พรรคการเมืองส้ม” โดยในรายละเอียดของการศึกษาและข้อเสนอ พบว่า “สว.สีน้ำเงิน” ลุกทักท้วง โดยเฉพาะ การริบอำนาจ “ตรวจสอบเลือกตั้ง” ออกจาก “กกต.”
ขณะเดียวกันยังเปิดช่องให้ “หน่วยงานตรวจสอบ” ที่ “ฝ่ายการเมือง” กำกับเข้ามามีส่วนร่วมไต่ส่วนฝ่ายการเมือง และ การฟื้นบท “ถอดถอน” องค์กรอิสระ ที่ตั้งต้นจาก “ประชาชน” เพียง 5 หมื่นคน
การเสนอรายงานให้ “วุฒิสภา” ที่ผ่านการพิจารณาโดยไม่ลงมติ คำถามคือจะขับเคลื่อนไปต่ออย่างไร เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ท่ามกลาง “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ที่มีความเห็นต่าง แบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจน
ประเด็นนี้ “นรเศรษฐ์ ปรัชญากร” สว. ฐานะประธาน กมธ.การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชนฯ บอกว่ากับข้อเสนอที่ต้องผลักดันต่อคือ การนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับ “กกต.” รวมถึงการแก้ไข พ.ร.ป. ที่เกี่ยวข้อง โดยจากนี้ต้องอาศัยการขับเคลื่อนของ “สส.” ในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจเสนอแก้ได้ตามกฎหมาย ขณะนี้ “ฝ่ายค้าน” เตรียมนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้แก้ไขเป็นรายมาตราแล้ว
ทว่าลำพังต่อการคาดหวังให้ “สส.” เดินหน้าแก้กฎหมายเพียงลำพัง อาจเผชิญกับเสียงข้างมากที่ยังไม่เห็นด้วยดังนั้นสิ่งที่ “สว.นรเศรษฐ์” มองเป็นภาคต่อต้องขอแรงภาคประชาชนผลักดัน พร้อมมองในความเป็นไปได้ว่าทางนี้จะประสบความสำเร็จ รวดเร็ว มากกว่า “การเมือง” ทำเองฝ่ายเดียว
ขณะที่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับ “สว.พันธุ์ใหม่” เพื่อเป็นข้อเสนอที่ใช้เป็น “ทางออก” ของชุดความเห็น ที่แยกเป็น 2 ขั้ว “นรเศรษฐ์” ฐานะแกนนำ บอกว่า ยังขาดชื่อที่ลงสนับสนุน ประมาณ 40 ชื่อ ทั้งนี้ได้พูดคุยกับ พรรคประชาชนแล้ว ไม่มีอะไรติดใจในสาระ และอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อมาให้ แต่จังหวะนี้ยังมีเวลาที่รอได้ พร้อมคาดคะเนว่า พร้อมจะยื่นเสนอต่อรัฐสภา ในเวลาใกล้เคียงกับการยื่นร่างของภาคประชาชน
“สิ่งที่รัฐสภา รออยู่ตอนนี้ คือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ปัจจุบันทราบว่ามีผู้ร่วมลงชื่อแล้ว 2 แสนคน แต่ภาคประชาชน ยังต้องการพลังร่วมให้มากกว่านั้น เพื่อให้เป็นส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของรัฐสภา ที่ส่งต่อให้ร่างแก้รัฐธรรมนูญทุกฉบับถูกรับหลักการในวาระแรก” นรเศรษฐ์ ระบุ
พร้อมมองปฏิทินการเมือง ใน 28 กันยายน ที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะตัดสินคดีบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ประกอบว่า ว่าจะเป็นสัญญาณของจุดเปลี่ยนทางสังคม ที่ “เครือข่ายภาคประชาชน” รอให้เป็นจุดเร่งต่อการสนับสนุน ให้แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปรับโครงสร้างทางการเมือง
การแก้ไขกระบวนการ-กลไกที่ใช้เลือกตั้ง คาดหวังให้ตอบโจทย์จุดมุ่งหมายของ “การเลือกตั้งที่เสรี และเป็นธรรม” มากที่สุด ทว่าอุปสรรคสำคัญที่ต้องฝ่าไปให้ได้อยู่ที่ “สว.สีน้ำเงิน” ที่ยังคุมเกมแก้รัฐธรรมนูญ-กฎหมาย ซึ่งขณะนี้ตั้งแท่นพร้อมปะทะ ออกหน้า แทน “สส.ฝ่ายสีน้ำเงิน”





