"วุฒิสภา" เตรียมถก รายงานอัพเกรดเลือกตั้งเสรี-เป็นธรรม กมธ. ชงริบอำนาจ กกต. ตรวจสอบเลือกตั้ง เพิ่ม ภาคปชช. สรรหา กกต. พร้อมแนะ แก้รธน. รื้อระเบียบ กกต.-เลือกตั้ง
KEY POINTS
- กมธ.การเมือง วุฒิสภา เสนอรายงานปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้ง โดยชี้ว่าปัญหาหลักอยู่ที่ กกต.
- ข้อเสนอสำคัญคือการแยกอำนาจของ กกต. ระหว่าง "การจัดการเลือกตั้ง" ออกจาก "การตรวจสอบการเลือกตั้ง" เพื่อป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตนเอง
- เสนอให้ปฏิรูปที่มาของ กกต. โดยให้มีกระบวนการสรรหาที่ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งสามารถถอดถอนได้
- เสนอให้ประชาชนทั่วไปสามารถสมัครเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ได้ เพื่อลดอิทธิพลทางการเมืองของข้าราชการในพื้นที่
ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 21 กันยายน โดยมีวาระพิจารณาสำคัญ คือ รายงานศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม เสนอโดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธานกมธ.
ผู้สื่อข่าวรายงานในรายงานฉบับดังกล่าว ได้ยกบทเรียนการเลือกตั้ง สส. ปี2562 ปี2566 และ ปี2569 เป็นฐานการพิจารณา และพบปัญหาสำคัญ คือ
ชี้ต้นตอปัญหาเลือกตั้ง อยู่ที่ "กกต."
1.ปัญหาเชิงโครงสร้าง กฎหมาย และระบบการเลือกตั้ง ที่พบว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ดุลยพินิจเพื่อวินิจฉัยและชี้ขาดในประเด็นต่างๆ ไม่น่าเชื่อถือ เช่น กรณีที่พรรคการเมืองแจกน้ำดื่มในคูหาเลือกตั้ง โดย กกต.ในอดีตวินิจฉัยว่าไม่ผิด แต่ปัจจุบันถูกวินิจฉัยว่าผิด ซึ่งกระทบต่อผู้รับสมัครรับเลือกตั้งไม่มั่นใจในการใช้นโยบายหาเสียง เพราะกังวลว่าจะถูกใช้เป็นประเด็นกลั่นแกล้ง ผ่านการฟ้องร้องต่อ กกต. นอกจากนั้น กกต. ยังล่าช้าตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร เช่น ถือหุ้นสื่อ คดีอาญา ที่ต้องใช้เวลานาน 1-2 ปี เพราะขาดอำนาจมาตรฐานประสานงานกับหน่วยงานรัฐอื่น ทำให้ผู้ได้รับเลือกตั้งถูกวินิจฉัยความผิดย้อนหลัง นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ สิ้นเปลืองงบประมาณ
กกต. ใช้อำนาจ ทำลายโครงสร้างพรรคการเมือง
รายงานของกมธ.พัฒนาการเมือง ยังระบุต่อว่า กกต. มีปัญหาตีความ โดยมักเป็นไปเพื่อป้องกันความรับผิดของตนเอง โดยตีความอย่างเคร่งครัดที่เป็นอุปสรรคต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือ ตีความคับแคบ และระมัดระวังเกินไป เช่น บัตรเลือกตั้งที่ไม่เคยเปลี่ยนรูปแบบ ทั้งที่หลายประเทศพัฒนาไปสู่การใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ลงคะแนนผ่านมือถือ ที่ทำให้การพัฒนาการเลือกตั้งที่ทันสมัยสะดุดลงและไม่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้ การใช้บทลงโทษที่รุนแรงในการตัดสินทางการเมือง ทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร โดยเฉพาะการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต รุนแรงเกินไป และครอบคลุมถึงกรรมการบริหารพรรคได้ ที่อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของ กกต. บางครั้งอาจเป็นการทำลายโครงสร้างของพรรคการเมือง ผ่านการตัดสิทธิ์ผู้บริหารพรรค
รายงานระบุด้วยว่า นอกจากนั้นยังมีข้อกังขาต่อที่มาของ กกต. และความยึดโยงของประชาชน โดย กกต.ชุดปัจจุบันมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีรากฐานจากการยึดอำนาจ ทำให้ กกต.ถูกตั้งคำถามของที่มาและความชอบธรรม โดยเฉพาะ กกต. บางคนมาจากการเลือกของ สนช.ที่มาจากการสรรหาของ คสช. ขณะที่สว.ชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกกันเองของสายอาชีพ ทำให้มีคำถามการยึดโยงของประชาชน
ชี้ กกต.ส่วนกลาง-ภูมิภาค ทำงานไร้มาตรฐาน
ขณะเดียวกัน กกต.ส่วนกลางกับภูมิภาค มีมาตรฐานทำงานไม่ตรงกัน นอกจากนั้นยังพบปัญหาความไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย (กปน.) ที่เป็นข้าราชการในท้องที่ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ส่งผลต่อการทำงาน และมีข้อกังวลต่อการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยที่ผันแปรไปตามสถานการณ์การเมือง ที่ถูกโยงถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมในการรับคะแนน ที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ไม่มีสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์
ชง "ประชาชน" มีส่วนร่วมสรรหา กกต. ให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารายงานดังกล่าว ระบุถึงข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขใน 3 แนวทาง คือ ข้อเสนอในระดับหลักการ ปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. แบ่งบทบาท ตรวจสอบ ถ่วงดุล กระจายอำนาจในการเลือกตั้งไปสู่ท้องถิ่น โดยหัวใจของข้อเสนอส่วนดังกล่าวคือ สร้างความยึดโยงของ กกต. กับประชาชน ผ่านการให้ความเห็นชอบจากมติร่วมกันของรัฐสภา คือ สส. และ สว. และปรับโครงสร้างคณะกรรมการสรรหา ให้เป็นแบบดุลยภาพไตรภาคี มีฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชาการ และภาคประชาชน เพื่อลดผูกขาด ขณะที่คุณสมบัติของ กกต. ให้ลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำเหลือ 35 ปี และ ให้ กกต. มาจาก 4 สายงานหลัก คือ กฎหมาย วิชาการ ภาคประชาสังคม และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ริบอำนาจ "กกต." ตรวจสอบเลือกตั้ง
ขณะที่อำนาจหน้าที่ของ กกต. ต้องแยกอำนาจจัดการเลือกตั้ง ออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตนเองเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของการเลือกตั้ง พร้อมกับให้อำนาจรัฐสภาถอดถอน กกต. ได้ด้วยเสียงข้างมากของรัฐสภา เช่น 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 5 ขณะที่ในประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ ประชาชนสมัครเป็น กปน. แทนข้าราชการท้องถิ่นเพื่อลดอิทธิพลทางการเมือง
ชงแก้รธน. - พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. - กกต.
ขณะที่ข้อเสนอระยะสั้น รายงานมีข้อเสนอ อาทิ ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 7 วัน คืนสิทธิผู้ที่พลาดการเลือกตั้งล่วงหน้า ส่งเสริมการสังเกตการณ์โดยประชาชน และยกเว้นค่าใช้จ่ายผู้สังเกตการณ์ของพรรคการเมือง รายงานผลคะแนนรายหน่วยในรูปแบบดิจิทัล ใช้ระบบหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ กำหนดเกณฑ์ส่วนต่างราษฎรในแต่ละเขตไม่เกิน 5% เพื่อป้องกันการแบ่งเขตไม่เป็นธรรม โดยไม่แยกพื้นที่ระดับตำบลออกจากกัน ส่วนข้อเสนอระยะยาว คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. และ พ.ร.ป.กกต.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารายงานของกมธ.การพัฒนาการเมือง ยังได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมาย รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ไว้ในท้ายรายงานด้วย





