ถึงคราว "สว.สีส้ม" ถูกตรวจสอบจาก "กกต." ปมฮั้ว-ล็อกเลือก หลัง "คนภูมิใจไทย" ตั้งคำถามถึงการตรวจสอบเช่นเดียวกับ สว.สีน้ำเงิน
KEY POINTS
- กกต. เตรียมวินิจฉัยคดี "ฮั้ว สว." เพิ่มอีก 3 สำนวน ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้สมัคร สว. ในแคมเปญ "สว.ประชาชน" ซึ่งเกี่ยวข้องกับคณะก้าวหน้าและไอลอว์
- การสืบสวนมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมนัดพบปะของผู้สมัคร สว. ราว 300 คน ก่อนวันเลือกระดับประเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอาจมีการจัดเลี้ยงเพื่อจูงใจและแลกคะแนนเสียง
- ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาคือการปรากฏ หลังประชุม ที่พบ "โพยล็อก" ที่อาจเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมาย
คดี “ฮั้ว สว.” ยังไม่จบ หลัง กกต.เตรียมวินิจฉัยอีก 3 สำนวนที่เกี่ยวเนื่องกับ กลุ่มผู้สมัคร สว.สีส้ม คณะก้าวหน้า และไอลอว์
ย้อนรอยแคมเปญ “สว.ประชาชน” เป้าหมายผลักดันผู้สมัครเข้าสู่สภาสูง ก่อนปรากฏกิจกรรมพบปะ 25 มิถุนายน 2567 และ “โพยเลือก สว.ประชาชน” กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา ท่ามกลางข้อกล่าวหาและคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้อง
คดี “ฮั้ว สว.” ยังมีอีก 3 สำนวน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเตรียมวินิจฉัย โดย “ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก” รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 เปิดเผยกลางวงประชุมสภาฯ เมื่อ 16 กันยายนว่า “3 สำนวนนั้นถูกเสนอต่อ กกต.แล้ว โดย กกต.สั่งสอบเพิ่มเติม และจะทราบผลเร็ว ๆ นี้”
โดย 3 สำนวนดังกล่าว คาดว่าจะเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับ 1. กลุ่ม สว.สีส้ม คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2. กลุ่ม สว.สีส้ม คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศ และ 3. กลุ่ม สว.อิสระ
หากย้อนรอยจากคำแถลงหรือการอภิปรายของ “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.พรรคภูมิใจไทย และมือกฎหมายของพรรค ที่ก่อนหน้านี้เรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบขยายผล “คดีฮั้ว” ไปยังกลุ่มการเมืองสีส้ม พร้อมพาดพิงถึงกลุ่มไอลอว์ สว.สีส้ม หรือในปัจจุบันเรียกตัวเองว่า “กลุ่มพันธุ์ใหม่” และ สว.กลุ่มอิสระที่รวมตัวกัน ซึ่งคาดคะเนว่าได้รวมตัว จัดเลี้ยง แลกคะแนน
พร้อมตั้งคำถามว่า อาจมีคนเบื้องหลังที่ช่วยสนับสนุนเงินทุน ไม่ใช่ผู้สมัคร สว.ขณะนั้นลงขันกันเอง หากเป็นเช่นนั้น จะเท่ากับว่าเข้าข่ายทำผิดกฎหมายเลือก สว. ในประเด็น “จัดเลี้ยงเพื่อจูงใจให้ผู้สมัคร หรือผู้มีสิทธิลงคะแนน หรือไม่ลงคะแนนให้ผู้ใด”
หากย้อนรอยเรื่องนี้ จะพบว่า ราวเดือนเมษายน 2567 เริ่มมีความเคลื่อนไหวจาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ได้เปิดหน้าเชิญชวนประชาชนที่มีคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกเป็น สว. ภายใต้แคมเปญ “สว.ประชาชน”
โดยวางเป้าหมายหลักให้มี สว.ในเครือข่ายเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือ 67 คน เพื่อหวังผลต่อยอดไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ก่อนหน้านั้น “พรรคส้ม” พยายามทุกวิถีทางเพื่อโละรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของ คสช. แต่ไม่สามารถฝ่าเงื่อนไข “เสียง สว.” 1 ใน 3 ไปได้ รวมถึงหวังผลเพิ่มเสียงถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองในรัฐสภา เพื่อผลักดันกฎหมายก้าวหน้าให้บรรลุความสำเร็จ
ช่วงที่ “ธนาธร” เคลื่อนไหว ทำให้ถูกตั้งคำถามจาก “สว.” ยุคนั้นว่า เป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทำผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะการกระทำของ “คณะก้าวหน้า” คือการเชิญชวนให้สมัครไปโหวต ไม่ใช่สมัครเพื่อเป็น สว. ซึ่ง “สมชาย แสวงการ” เรียกร้องให้ กกต.เข้าตรวจสอบ
ทว่า “อิทธิพร บุญประคอง” เมื่อครั้งยังเป็นประธาน กกต. ตอบคำถามสื่อมวลชนตอนหนึ่งว่า การรณรงค์ของคณะก้าวหน้า ควรถูกสนับสนุน เพราะเท่ากับการเชิญชวนให้ประชาชนที่สนใจไปสมัคร หากสมัครเยอะ จะทำให้เกิดการแข่งขัน และทำให้การแข่งขันมีคุณค่า
ทำให้การรณรงค์ของคณะก้าวหน้าได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายภาคประชาชน 17 องค์กร อาทิ ไอลอว์ ครช. - คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม WeVis WeWatch คปอ. เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ เครือข่าย DRG - ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ร่วมสนับสนุนและก่อตั้งเว็บไซต์ Senate67 เพื่อเป็นพื้นที่ออนไลน์รวบรวมประวัติ “ผู้สมัคร สว.” แนวคิด และจุดยืนในทางการเมือง 5 ประเด็น คือ
1. รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
2. เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2
3. ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ใหม่ จากการเลือกตั้ง 100%
4. ยกเลิก สว. ใช้ระบบสภาเดี่ยว
5. นิรโทษกรรมคดีการเมืองทุกคดี
ในช่วงนั้นพบว่า มีผู้สมัคร สว.เข้าแสดงตัวและกรอกประวัติ จำนวน 1,715 คน โดยจำนวนนั้นผ่านเข้ารอบประเทศได้ 225 คน
มีข้อมูลปรากฏว่า สว.ปัจจุบันเข้าไปกรอกประวัติและแสดงจุดยืนในเว็บไซต์ด้วย อาทิ ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งพิรัญวัฒน์ มานะ มหาสุวีระชัย ประทุม วงศ์สวัสดิ์ วีระพันธ์ สุวรรณนามัย อังคณา นีละไพจิตร ชวพล วัฒนพรมงคล
นันทนา นันทวโรภาส สุนทร พฤกษพิพัฒน์ ประภาส ปิ่นตบแต่ง เทวฤทธิ์ มณีฉาย ปฏิมา จีระแพทย์ มังกร ศรีเจริญกูล ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา เศรณี อนิลบล แล ดิลกวิทยรัตน์ นิคม มากรุ่งแจ้ง ประเทือง มนตรี และจิระศักดิ์ ชูความดี รัชนีกร ทองทิพย์ เป็นต้น
สำหรับกิจกรรมของ “สว.ประชาชน” มีกิจกรรมพบปะกันในสถานที่ต่าง ๆ และครั้งที่ถูกจับตามากที่สุด คือการนัดพบปะในวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี หนึ่งวันก่อนวันเลือกระดับประเทศ
โดยในวันนั้นมีผู้สมัคร สว.ราว 300 คนเข้าร่วม ซึ่งปรากฏภาพ สว.ปัจจุบัน อาทิ เทวฤทธิ์ นันทนา พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ และนรเศรษฐ์ ปรัชญากร เข้าร่วมงาน
ทั้งนี้ “สว.เทวฤทธิ์” กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ เนชั่นทีวี 22 เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอมรับว่า ไปร่วมกิจกรรม พร้อมเล่าบรรยากาศในวันนั้นว่า ในห้องที่คุยกันเป็นการแนะนำตัว มีกิจกรรมให้คนที่ตกรอบแล้วพูดความฝัน แรงบันดาลใจ และพูดปลุกใจต่อการปฏิบัติว่าจะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้จำเป็นต้องเลือกกัน
การจัดงานวันนั้น “เทวฤทธิ์” ปฏิเสธว่ามีคณะก้าวหน้าและไอลอว์เป็นผู้จัดงาน แต่คนที่จัดงานคือ กลุ่มอดีตผู้สมัครที่เคยทำแคมเปญแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยเคลื่อนไหวร่วมกันมาตั้งนาน จนมีบางส่วนที่ลงสมัครเป็น สว.
ขณะที่ “ทุนสนับสนุน” เขาบอกว่า เป็นการระดมทุนผ่านกล่องบริจาค พร้อมปฏิเสธไม่รู้ว่าผู้ที่จ่ายค่าใช้ห้องจูปิเตอร์ ซึ่งใช้เงินกว่า 2 แสนบาทนั้น ใช่ “บัญชีฟ้าเดียวกัน” หรือไม่
หลังงานประชุมปลุกใจ “สว.ประชาชน” พบโพยปรากฏ โดย “สว.เทวฤทธิ์” บอกว่า ได้เห็นผ่านสื่อมวลชน เพราะต้องมอนิเตอร์ข่าวการเมือง และต้องทำข้อมูลเพื่อไปเลือก สว. ทั้งนี้ทราบว่าบุคคลที่ถูกระบุในโพย มีทั้งตรงและไม่ตรง เพราะมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังจากนั้น
ส่วนกรณีที่ “กกต.” เตรียมสรุปสำนวน “ฮั้ว สว.ส้ม” เทวฤทธิ์ยืนยันว่าไม่เคยถูกเรียกให้ไปชี้แจงมาก่อน
ทว่ากิจกรรมในห้องจูปิเตอร์ เมื่อ 25 มิถุนายน 2567 มี สว.ประชาชนในกลุ่มท่องเที่ยวที่เข้าร่วม เปิดเผยข้อมูลว่า มีมาตรการควบคุม เก็บโทรศัพท์มือถือ ใส่สายรัดข้อมือ และจำกัดพื้นที่ ในห้องมีกิจกรรมโน้มน้าวให้ผู้สมัครบางส่วนไม่ลงคะแนนให้ตัวเอง แต่ให้ลงคะแนนเลือกแคนดิเดตเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม รวม 10 คน ใน 19 กลุ่ม ซึ่งภายหลังมี “โพยเลือก สว.ประชาชน” เผยแพร่ออกมา
ดังนั้น ต้องจับตากระบวนการสอบสวนของ “อนุกรรมการชุดที่ 26” และการวินิจฉัยในที่สุดของ “กกต.” ว่าจะตัดสิน “คดีฮั้ว สว.ฝั่งส้ม” ในเร็ว ๆ นี้อย่างไร ท่ามกลางกระแสกดดันทางการเมืองที่มุ่งเป้าฟาดฟัน “คู่แข่งทางการเมือง” ให้ย่อยยับไปตามกัน





