สังเวย‘26 สว.’ เซฟ'ระบอบน้ำเงิน' ลดแรงเสียดทาน กุมสภาพ‘สภาสูง’ จับตาวิกฤติศรัทธากระบวนการยุติธรรม สู่แรงกดดันทางการเมือง
KEY POINTS
- กกต. มีมติสั่งฟ้อง 26 สว. ในคดีฮั้วเลือกตั้ง แต่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยทั้งหมดรอดพ้นข้อกล่าวหา
- การดำเนินคดีดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการ "สังเวย" สว. เพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคม และช่วยให้พรรคภูมิใจไทยรอดพ้นจากความเสี่ยงถูกยุบพรรค
- แม้จะมีการดำเนินคดีกับ สว. 26 คน แต่จำนวนดังกล่าวยังไม่กระทบต่อเสียงข้างมาก ทำให้ขั้วอำนาจเดิมยังสามารถกุมสภาพในสภาสูงไว้ได้
มติ กกต. สั่งฟ้อง 77 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว. แต่ไร้เงากรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย สะท้อนเกม “สังเวย 26 สว.” เพื่อลดแรงเสียดทาน ขณะเดียวกันยังรักษา “ไข่แดง” ของค่ายสีน้ำเงิน และไม่กระทบเสียงข้างมากในสภาสูง ท่ามกลางคำถามถึง “วิกฤติศรัทธา” ต่อกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ
“ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. และ “ว่าที่ ร.ต.ภาสภร สิริภคยาพร” รองเลขาธิการ กกต. ลงมานั่งแถลงผลการลงมติในคดีฮั้ว สว. ด้วยตัวเอง
โดยสรุปคือ กกต. มีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย ในจำนวนนี้ไม่มี สส. กรรมการบริหารพรรคการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเลย
สำหรับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดที่ กกต. พิจารณาในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 427 ราย ไม่ใช่จำนวน 229 ราย ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 สั่งฟ้อง ซึ่งมีทั้ง สว. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยอยู่ในนั้นด้วย
จากมติของ กกต. ในครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการ “ปล่อยผี” ให้นักการเมืองใน “ค่ายภูมิใจไทย” เป็นอิสระทั้งหมดจากคดีนี้ โดยเฉพาะเหล่ากรรมการบริหารพรรคที่ถูกกล่าวหาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
“สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย และ “ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์” รมช.คมนาคม ในฐานะรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
“ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย “ศุภมาส อิศรภักดี” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย
“กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง ประธานวิปรัฐบาล “ชลัฐ รัชกิจประการ” สส.บัญชีรายชื่อ และ “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รมช.มหาดไทย กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
เช่นเดียวกับคีย์แมนสำคัญของพรรคคนอื่นๆ ทั้ง “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “นภินทร ศรีสรรพางค์” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ “สุขสมรวย วันทนียกุล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
คนเหล่านี้เหมือนถูกตัดตอนเรียบร้อยในชั้น กกต. ไม่ต้องไปดิ้นรนต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเหมือนกับ 77 ราย
การที่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรอดหมด ยังส่งผลให้ “ค่ายสีน้ำเงิน” รอดจากการถูกร้องยุบพรรค เพราะหากมีกรรมการบริหารพรรคสักคนหนึ่งถูก กกต. สั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาเลือกตั้ง ย่อมต้องนำเรื่องนี้ไปต่อยอดร้องยุบพรรคภูมิใจไทยแน่นอน
อย่างไรก็ดี ผลที่ออกมาไม่ได้หนีไปจากความคาดหมายของสังคมเท่าไหร่นัก เพราะก่อนหน้านี้เคยมีการคาดการณ์กันว่า “กกต.” จะลดแรงเสียดทานจากสังคม ด้วยการเลือกเชือด “ปลาซิวปลาสร้อย” เพื่อป้องกันไม่ให้ไปถึง “ปลาใหญ่” คือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
หาก กกต. ยึดตามมติของ “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36” ที่เคยมีมติยกคำร้องทั้งหมด ซึ่งสวนทางกับ “คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26” โดยสิ้นเชิง อาจยิ่งสร้างความไม่พอใจให้สังคม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ก่อนหน้านี้มีการปล่อยหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นคลิปเสียง คลิปวิดีโอ ใบเสร็จต่างๆ ออกมามากมาย หากปล่อยผีทั้งหมด ย่อมค้านสายตาของสังคม และอาจทำให้เกิดความวุ่นวายได้
ดังนั้น การสั่งฟ้อง 77 ราย จึงเหมือนเป็น “ทางออก” เพื่อแสดงให้เห็นว่า การที่ กกต. มีมติสั่งฟ้องครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่ “ปลาซิวปลาสร้อย” อย่างเดียว แต่มี สว. ชุดปัจจุบันถึง 26 คน
ถือเป็น “ทางออก” ที่ชาญฉลาดของผู้คิดเกมนี้ เพราะแม้ สว. จะโดนไปถึง 26 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อ “เสียงข้างมาก” ใน “สภาสูง” เรียกว่า ยังคุมสภาพได้อยู่เบ็ดเสร็จ ต่อให้ภายภาคหน้าจะมีการเลื่อน สว. สำรอง ซึ่งไม่ใช่กลุ่มก้อนเดียวกันขึ้นมาก็ตาม
ขณะที่ 26 รายที่โดนสั่งฟ้องในครั้งนี้ สอดรับกับกระแสข่าวลือก่อนหน้านี้เหมือนกันว่า จะมีการ “บูชายัญ” สว. ประมาณ 20 คน เพื่อลดกระแสสังคม ให้ “กกต.” ยังทำงานได้อยู่
การ “ปล่อยผี” แบบไม่มีนักการเมืองในค่ายสีน้ำเงินถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว ตรงตามที่มีการคาดการณ์กันไว้ เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึง “ความแข็งแกร่ง” ของ “ระบอบสีน้ำเงิน”
“กกต.” จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างดีของการควบคุมกลไกองค์กรอิสระ ว่าระบอบดังกล่าวกุมสภาพได้อย่าง “เบ็ดเสร็จ” ไม่มีปัญหาในเรื่องของการคุมเสียงเลย
แม้วันนี้ “ค่ายสีน้ำเงิน” จะรอด สิ่งที่น่ากลัวหลังจากนี้คือ “วิกฤติศรัทธา” ในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการตัดสินคดีความต่างๆ ใน “องค์กรอิสระ” นับจากนี้เป็นต้นไป
ท้ายที่สุด มติ กกต. ครั้งนี้จึงถูกมองได้สองชั้น ด้านหนึ่งคือการ “สังเวย 26 สว.” เพื่อให้เห็นว่าคดีฮั้ว สว. เดินหน้า ไม่ได้ “ปล่อยผี” ทั้งหมด แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นการ “ป้องไข่แดง” ด้วยการกันนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยออกจากคดี ส่งผลให้โครงสร้างอำนาจของ “ค่ายสีน้ำเงิน” ยังไม่สะเทือน และที่สำคัญคือ เสียงข้างมากในสภาสูงยังอยู่ในมือ
เกมนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “รอด-ไม่รอด” ในคดีฮั้ว สว. แต่คือเกมประคองอำนาจของ “ภูมิใจไทย” ไปพร้อมกับการรักษาสภาพการเมืองในสภาสูง
ขณะที่โจทย์ใหญ่หลังจากนี้ไม่ได้อยู่แค่การต่อสู้ในชั้นศาล หากแต่อยู่ที่ว่า “วิกฤติศรัทธา” ต่อ กกต. และองค์กรอิสระ จะขยายตัวจนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่





