วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

‘ฮั้ว สว.’ เกมอำมหิตการเมือง บันไดขั้นแรก สู่วงจรอุบาทว์

คดีฮั้ว สว. ถูกมองมากกว่าปมทุจริต เพราะมีโครงสร้างอำนาจที่เชื่อมต่อ สภาสูง-กกต.-พรรคการเมือง-ฝ่ายบริหาร และส่อเค้าก่อร่างเป็น วงจรอุบาทว์ทางการเมือง

KEY POINTS

  • คดี "ฮั้ว สว." ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจนำไปสู่ "วงจรอุบาทว์"
  • สะท้อนปัญหาโครงสร้างอำนาจและระบอบอุปถัมภ์ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ สว., กกต., พรรคการเมือง และฝ่ายบริหาร
  • อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตือนว่าหากความขัดแย้งไร้การประนีประนอม อาจเปิดช่องให้ทหารกลับมาแทรกแซงการเมืองอีกครั้ง

ปรากฏการณ์ “ฮั้ว สว.” สะท้อนภาพใหญ่ทางการเมืองภายใต้ “ระบอบอุปถัมภ์” ที่เชื่อมโยงและผูกขาดในหลายระดับ เริ่มตั้งแต่ “สภาสูง” ที่มี “สว.สีน้ำเงิน” เป็นเสียงข้างมาก คณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะองค์กรอิสระที่กำกับและตรวจสอบนักการเมือง-พรรคการเมือง ซึ่ง “สว.” เป็นผู้ให้ความเห็นชอบ ก่อนจะโยงเข้ากับ “พรรคการเมือง” เสียงข้างมากในสภาฯ ฝ่ายบริหาร และคณะรัฐมนตรี 

ปัจจุบันมีคนมองว่าคดีโกง สว. อาจเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง และอาจทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมืองอีกครั้ง โดยผลปลายทางเป็นสิ่งที่ “นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย” ไม่ต้องการ

ก่อนที่ความกังวลต่อภาพการเมืองปัจจุบันจะเป็นจิ๊กซอว์ที่ถูกต่อและกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ “ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่” นักวิชาการนิด้า ในฐานะอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มองปรากฏการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นว่า จากปรากฏการณ์ที่มีจุดตั้งต้นในคดีฮั้ว สว. อาจนำประเทศไทยวนลูปไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมือง พร้อมกับตั้งคำถามไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า

“คิดถึงประเทศไทยหรือไม่ ก็รู้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจเรียกทหารเข้ามาฉีกรัฐธรรมนูญได้อีก ในข้อเท็จจริงทางการเมืองปัจจุบัน ยังมีวิธีคิดแบบ Zero-Sum Game ไม่ใช่การเมืองแบบประนีประนอม ไม่ใช่การเมืองที่อดทนรอ 4 ปี รัฐบาลทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ฝ่ายค้านตรวจสอบแบบตรงไปตรงมา เหตุที่เป็นแบบนี้เป็นเหมือนสังคมหมากินหมา ไม่มีใครยอมใคร เผลอเมื่อใดต้องโดนกิน เหตุผลที่เป็นแบบนี้เพราะสภาพวัฒนธรรมการเมืองที่ใช้อำนาจแบบไม่มีความอดทน”

“ชาติชาย” ยังฉายภาพด้วยว่า การเมืองไทยตลอด 94 ปี นับตั้งแต่ปี 2475 มีรัฐบาลมาแล้ว 66 ชุด คิดค่าเฉลี่ยรัฐบาลหนึ่งอยู่ได้เพียงปีเศษ สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเมืองที่ไม่แข็งแรง มีการแก่งแย่งพื้นที่อำนาจ ใช้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเหยื่อเพื่อให้อำนาจอยู่ต่อ จึงทำให้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ธรรมนูญที่นำไปสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น แต่เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมต่อการมีอำนาจ เป็นไปเพื่อรีโมตให้ฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์

“หากแบ่งการเมืองเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบน คือการสร้างประเทศให้ดีงามตามกฎเกณฑ์ ประชาชนเข้มแข็ง ระดับกลาง คือการบริหารของฝ่ายรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคงชายแดน และระดับล่าง คือการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างแย่งชิงอำนาจ ฝ่ายค้านมุ่งหวังเขย่ารัฐบาล สร้างกระแสกดดัน ทำให้เกิดปัญหายุ่งเหยิง หากเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่พบว่า การเมืองระดับกลางและระดับล่างที่มีปัญหา กกต. มีความบกพร่อง ไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร ใช้ทุกวิถีทางให้เข้าสู่อำนาจ ทั้งซื้อเสียง ติดสินบน ฮั้ว สว.”

‘ฮั้ว สว.’ เกมอำมหิตการเมือง บันไดขั้นแรก สู่วงจรอุบาทว์

“ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือความวุ่นวาย ส่งผลต่อรัฐบาลไม่มั่นคง เพราะไม่มีความสนับสนุนที่ดีพอ ดังนั้น การเมืองปัจจุบันเล่นกันไม่ตรงไปตรงมา แม้เวทีไม่มีมิตร ไม่มีศัตรู มีแต่ความอำมหิต ส่วนรัฐธรรมนูญตอนนี้ถูกบิดพลิ้ว ตีความไปเรื่อยเปื่อย” ชาติชาย ประเมินฉากทัศน์การเมืองปัจจุบัน

กับจุดเริ่มต้นของสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน “อดีต กรธ.” ประเมินว่ามีหลายปัจจัยที่สนับสนุน หากตั้งต้นจากเรื่องที่เห็นชัด คือ ที่มาของ สว. ยอมรับว่าที่มานั้นไม่สมบูรณ์แบบ แม้ก่อนหน้านี้ กรธ. อยากเขียนให้รัดกุม เลือกไขว้ 7 ชั้น แต่ กกต. ขณะนั้นบอกว่าเสียเวลา จึงเหลือเพียง 3 ชั้น พร้อมกำชับให้ กกต. กำกับให้ดี อย่าให้ฮั้วกัน แต่ยอมรับว่าสิ่งที่ออกแบบโดย กรธ. นั้นดีไม่พอ เพราะมองโลกในแง่ดีเกินไป

“ตลาดการเมืองไทยถูกผูกขาด ซื้อ ฮั้ว เหมือนเครือข่ายอาชญากรรมที่แพร่ไปทุกพื้นที่ ตอนแรกหวังว่า กกต. จะดูแลได้อย่างเท่าทัน แต่พอออกมาแบบนี้ กกต. น่าจะบกพร่อง ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นแบบนี้ หากจะใช้ระบบนี้ ต้องแก้ไข เขียนให้รัดกุม กลั่นกรองหลายชั้น เพื่อให้ฮั้วให้น้อยที่สุด” อดีต กรธ. ประเมิน

ขณะที่การออกแบบให้ “สว.” เห็นชอบองค์กรอิสระ จนกลายเป็นที่มาของ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ในคดีฮั้ว สว. “อ.ชาติชาย” ยอมรับว่าตอนนั้นพยายามแก้ไขไม่ให้ “รัฐสภา” ล็อกโหวตพวกเดียวกัน จึงให้อำนาจประมุข 3 ฝ่าย คือฝ่ายศาล ประธานรัฐสภา และผู้นำฝ่ายค้าน ในฐานะตัวแทนประชาชน เป็นผู้สรรหา และให้ สว. เห็นชอบ แต่หากแบบนี้ไม่ถูกและแก้ไข ต้องให้เกิดการตรวจสอบ ขณะที่ประเด็นที่ “นักการเมือง-พรรคการเมือง” แหวกช่องโหว่กฎหมายเพื่อแทรกแซง เพราะความไร้สปิริตทางการเมือง ไม่ควรล้วงลูก แต่ปัจจุบันพบว่าการเมืองระดับท้องถิ่น ทั้ง อบจ. อบต. และเทศบาล เป็นคนของพรรคการเมือง

‘ฮั้ว สว.’ เกมอำมหิตการเมือง บันไดขั้นแรก สู่วงจรอุบาทว์

นอกจากนั้น สิ่งที่ถูกวิเคราะห์ไปกว่า “สถานการณ์ในคดีฮั้ว สว.” ที่มีภาพสะท้อนว่า “รัฐบาล-เสียงข้างมากในสภาฯ เป็นสีน้ำเงิน” โดยเป็นกลุ่มก้อนกับ “สภาสูงสีน้ำเงิน” ที่มีอำนาจเห็นชอบ “องค์กรอิสระ” คือภาพสะท้อนของ “ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ”

ทว่า “อดีต กรธ.” มองในสิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น คือความแตกแยกที่สะสมจนไม่สามารถประนีประนอมกันได้

“การเมืองทุกอย่างมีข้อบกพร่อง อยากให้มองให้กว้างมากกว่าความชอบ หรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า เพราะปัจจุบันโลกเปลี่ยน มีวิกฤติระดับโลก อย่าทำตัวเป็นกบที่ตีกันอยู่ในกะลา” อดีต กรธ. ประเมิน พร้อมมองว่าทางออกของปัญหาการเมืองไทยที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือเคารพต่อหลักนิติธรรม ส่วนคดีฮั้ว สว. กกต. ต้องชี้แจง หากส่อพิรุธต้องฟ้อง และเมื่อเรื่องส่งไปศาล ต้องอดทน แม้ว่าจะเกลียด กกต. บางคน แต่อย่าเผาทั้งบ้านเพื่อไล่ หรือล้มทั้งหมด

ดังนั้น ไม่ว่าคดีฮั้ว สว. จะมีบทสรุปหรือเดินต่อไปอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือปมการเมืองที่จุดชนวนความขัดแย้งทางการเมือง และส่อเค้านำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น ซึ่งหวังว่าจะยุติลงได้ โดยไม่เดินไปสู่ปลายทางของวงจรอุบาทว์ทางการเมือง