วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

ฝ่ายมั่นคงประเมินปม ‘ฮั้ว สว.’ จับตา‘เงื่อนไขใหม่’ จุดไฟการเมือง

ภาพการเคลื่อนไหวในเวลานี้อาจยังเป็นเพียง “ม็อบอุ่นเครื่อง” แต่หากมีปัจจัยใดจุดติดขึ้นมา เกมการเมืองบนท้องถนนจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ “รัฐบาลอนุทิน” ในอนาคต

KEY POINTS

  • ภายหลัง กกต.แถลงผลการพิจารณา “คดีฮั้วเลือก สว.” จะมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งดำเนินคดี
  • ประเมินม็อบจุดติดหรือไม่ ขึ้นอยู่ประเด็นที่แกนนำจะขยายต่อ น่าสนใจ หรือ เป็นเรื่องเดิม
  • กลุ่มผู้เข้าร่วม จึงเป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ และมีจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนไม่มากนัก
  • พรรคประชาชน ถูกมองว่าสูญเสียฐานมวลชนส่วนหนึ่งจากกรณีการยกมือโหวตสนับสนุน “นายอนุทิน” ให้เป็นนายกฯ
  • กลุ่มสนธิ เคยมีจุดพีกสูงสุดเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันฐานมวลชนเริ่มโรยราและมีจำนวนลดลง

หน่วยงานด้านความมั่นคงได้เรียกประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุมในพื้นที่กทม. เพียงไม่กี่วัน ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะแถลงผลการพิจารณา “คดีฮั้วเลือก สว.” จะมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 รายหรือไม่ 

การจับตาสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดก่อนวันแถลงของกกต.หนึ่งวัน 13 ก.ย. “ไอลอว์” (iLaw) และเครือข่ายภาคประชาชน จัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง เพื่อเรียกร้องให้ กกต. มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว. ทั้ง 229 คน โดยมี“พรรคประชาชน” ที่จัดเวทีร่วมกัน ตรวจสอบเปิดโปงตัวละครคดีนี้อย่างต่อเนื่องร่วมด้วยช่วยกัน 

คำถามสำคัญคือ กิจกรรมดังกล่าวจะพัฒนาไปสู่การชุมนุมขนาดใหญ่ได้หรือไม่ หน่วยงานความมั่นคงประเมินว่า ยังต้องพิจารณาหลายปัจจัย โดยเฉพาะประเด็นที่แกนนำจะนำไปขยายต่อ สามารถดึงความสนใจของประชาชนให้ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนได้มากน้อยเพียงใด เพราะปัจจุบันการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองส่วนใหญ่ยังอยู่บนพื้นที่โซเชียลมีเดีย

ขณะเดียวกัน ต้องดูด้วยว่าเนื้อหาที่นำมาเคลื่อนไหวเป็น “ประเด็นใหม่” ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคม หรือเป็นเพียงเรื่องเดิมที่ถูกนำมาเล่าใหม่ และถูกนำเสนอผ่านพื้นที่สื่อสาธารณะอยู่แล้ว รวมถึงรัฐบาลสามารถชี้แจงและตอบโต้ข้อกล่าวหาได้อย่างกระจ่างหรือไม่ ซึ่งหากรัฐบาลสามารถตอบข้อครหาได้ทั้งหมด กระแสการชุมนุมก็อาจไม่ขยายตัวจนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง

ดังนั้น กลุ่มผู้เข้าร่วมในระยะนี้ จึงน่าจะเป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ และมีจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนไม่มากนัก หากเทียบกับช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่พรรคอนาคตใหม่ หรือที่ถูกเรียกว่า “พรรคส้ม” สามารถระดมมวลชนลงถนนได้เป็นจำนวนมาก เพราะขณะนั้นเป็น “ของใหม่” ที่เพิ่งก่อตัวและประกอบร่างทางการเมือง จึงสร้างความรู้สึก “หวือหวา” และดึงดูดความสนใจจากประชาชนได้มากกว่า

แต่สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างออกไป โดยพรรคประชาชนถูกมองว่าสูญเสียฐานมวลชนไปไม่น้อย ส่วนหนึ่งมาจากกรณีการยกมือโหวตสนับสนุน “นายอนุทิน” ให้เป็นนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของมวลชนบางส่วน

อีกด้านหนึ่ง หน่วยงานความมั่นคงไม่ได้จับตาเฉพาะม็อบคดีฮั้ว สว. แต่ยังประเมินทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเตรียมเดินสายทั่วประเทศ ปลุกพลังมวลชนภายใต้แคมเปญ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”

เป้าหมายสำคัญคือ การกดดัน “รัฐบาลอนุทิน” ให้เร่งจัดการปัญหานักท่องเที่ยวที่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม หรือสร้างความกังวลให้กับคนไทย โดยเฉพาะกรณีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล

สำหรับพื้นที่ที่ถูกจับตา คือจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั้ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จ.ภูเก็ต จ.ชลบุรี จ.ระยอง และ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลากหลายสัญชาติเข้ามาพำนักและทำกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานความมั่นคงประเมินว่า แม้กลุ่มของสนธิจะชูประเด็นหลักเรื่อง “นักท่องเที่ยว” แต่มีความพยายามเชื่อมโยงไปยังประเด็นอื่น โดยเฉพาะ “คดีฮั้ว สว.” รวมถึงปัญหาทางการเมืองอื่นๆ เนื่องจากมองว่าการหยิบประเด็นที่สามารถปลุก “กระแสรักชาติ” มีโอกาสจุดติดและสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้ง่ายกว่า

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไป กลุ่มสนธิ เคยมีจุดพีกสูงสุดเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันฐานมวลชนเริ่มโรยราและมีจำนวนลดลง อีกทั้งอาจไม่สามารถทนแดดทนฝนหรือเคลื่อนไหวได้ยาวนานเหมือนในอดีต จึงมีความพยายามขยายฐานมวลชนด้วยการดึงกลุ่มอื่นเข้ามาเป็นแนวร่วม ทั้งกลุ่มกองทัพธรรม และกลุ่ม คปท. เพื่อประกอบกำลังและเพิ่มน้ำหนักในการเคลื่อนไหว

ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ได้ปล่อยให้สถานการณ์เดินไปฝ่ายเดียว โดยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร ต่างออกมา “แอ็กชัน” บังคับใช้กฎหมายกับนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมถึงเข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับการร้องเรียน

โดยวันนี้ 15 ก.ย.2569 กระทรวงมหาดไทยเตรียมประชุมร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

เป้าหมายคือการ “บูรณาการ” และเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเดินหน้าปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาและการถือครองทรัพย์สินผ่าน “นอมินี” ให้สามารถมองเห็นเส้นทางการเงินและเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ก่อนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ทั้งหมดจึงทำให้หน่วยงานความมั่นคงประเมินว่า ทั้งการเคลื่อนไหวกรณีคดีฮั้ว สว. และการเดินสายของกลุ่มสนธิ ยังไม่ถึงขั้น “จุดติด” หรือพัฒนาเป็นม็อบขนาดใหญ่ในห้วงเวลานี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประมาท เพราะสถานการณ์ทางการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากมี “เงื่อนไข” ใหม่เข้ามาเติมเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นคดีฮั้ว สว. ปัญหานักท่องเที่ยว หรือการขยายตัวของ “กระแสรักชาติ”

ดังนั้น ภาพการเคลื่อนไหวในเวลานี้อาจยังเป็นเพียง “ม็อบอุ่นเครื่อง” แต่หากมีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งจุดติดขึ้นมา เกมการเมืองบนท้องถนนก็อาจเปลี่ยนระดับ และกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ “รัฐบาลอนุทิน” ได้ในอนาคต