เหลือทนระบอบเก่า “เป๋า ไอลอว์” นำทัพเยาวชนสาย “ทะลุเพดาน” จุดไฟม็อบเปิดโปง “ระบอบน้ำเงินแท้” ฉุดประเทศถอยหลัง
KEY POINTS
-
เหลือทนระบอบเก่า “เป๋า ไอลอว์” นำทัพเยาวชนสาย “ทะลุเพดาน” จุดไฟม็อบเปิดโปง “ระบอบน้ำเงินแท้” ฉุดประเทศถอยหลัง
-
รถไฟสายความหวัง สถานีแรกถล่มคดี “โกง สว.” สถานีต่อไปล้มรัฐบาล “ภูมิใจไทย” ตัดแขนขาระบอบน้ำเงินแท้
-
แม้จะไม่มีโอกาสชนะ การลงถนนครั้งใหม่ของเยาวชนเจน XYZ คงจะต้องมีการ“ปล่อยของ”เต็มที่ โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ กกต. หากแต่เป็นองคาพยพ “สมาพันธ์บ้านใหญ่” ใต้ร่มธงสีน้ำเงินแท้
ใกล้ถึงวันชี้ขาดสถานการณ์การเมืองคือ วันจันทร์ที่ 14 ก.ย.2569 เมื่อ “7 เสือ กกต.” นัดหมายจะลงมติชี้ขาดสำนวนคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ “คดีฮั้ว สว.” ที่ลากยาวมา 2 ปีกว่า
“เป๋า ไอลอว์” หรือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ. iLaw ในฐานะหัวหมู่ทะลวงฟันเปิดเกมลากไส้กลโกง สว. ด้วยสำนวนจริงจากอนุกรรมการสอบสวนของ กกต.ชุดที่ 26 จนผู้คนตื่นตัวและเฝ้ารอคำสั่งของ กกต.
ดังนั้น กลุ่มไอลอว์ จึงจัดกิจกรรมอุ่นเครื่องกดดัน กกต. ให้สั่งฟ้องทั้ง สว. และนักการเมืองค่ายสีน้ำเงิน ในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย.นี้
สายแรก “เดิน” ไอลอว์เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม #สั่งฟ้อง229 จากสำนักงาน iLaw ลาดพร้าว 25 ถึงหอศิลป์กรุงเทพฯ ระยะทาง 11 กม.
สายที่สอง “วิ่ง” กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) เปิดแคมเปญ “วิ่งสิวะ” ชวนคนสวมเสื้อสีน้ำเงิน วิ่งจากจามจุรีสแควร์มาชูป้ายผ้าประจาน กกต. บนสกายวอล์กปทุมวัน
สุดท้าย มวลชนทั้งกลุ่มเดินและวิ่งมารวมตัวกันทำกิจกรรม “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” ที่ลานหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ
การปรากฏตัว “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” (DRG) ร่วมกับไอลอว์ ในเวทีกิจกรรม #สั่งฟ้อง229 เป็นการส่งสัญญาณการกลับมาของ “ม็อบเยาวชนสีส้ม” ภาค 2
กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) ที่มาจากกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ซึ่งก่อตั้งโดย “โรม” รังสิมันต์ โรม และ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว เมื่อปี 2560 ซึ่งปัจจุบัน ทั้งคู่เป็น สส.สังกัดพรรคประชาชน
หลังเหตุการณ์ยุบพรรคอนาคตใหม่ ปี 2563 กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) รับบทพี่เลี้ยง “เยาวชนสีส้ม” ทั้งนักเรียนและนักศึกษา จัดกิจกรรมแฟลชม็อบทั่วประเทศ
กระทั่งวันที่ 10 ส.ค.2563 “กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ที่ลานพญานาค ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่ง “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ได้อ่านแถลงการณ์ 10 ข้อเสนอ “ปฏิรูปสถาบันฯ” อันสะท้านสะเทือนไปทั้งแผ่นดิน
ทิศทางการเคลื่อนไหวของนักเรียน นักศึกษาในนามกลุ่มราษฎร กลุ่มเยาวชนปลดแอก กลุ่มทะลุฟ้า กลุ่มทะลุวัง ฯลฯ จึงหันไปในทิศทางเดียวกันคือ ชูธงปฏิรูปสถาบันฯ และยกเลิก ม.112
เวลานั้น “เป๋า ไอลอว์” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในฐานะ ผอ.ไอลอว์ (iLaw) ได้ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมาย รวมถึงขึ้นเวทีปราศรัยถึงประเด็นการใช้มาตรา 112 ในการจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุมม็อบเยาวชน
ไม่แปลกที่ “เป๋า ไอลอว์” จะคุ้นเคยกับแกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย กลุ่มราษฎร แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กลุ่มเยาวชนปลดแอก ฯลฯ
รวมทั้งตระกูล “ทะลุเพดาน” ได้แก่ ทะลุฟ้า ทะลุวัง และทะลุแก๊ซ ซึ่งยิ่งชีพ รับเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เนื่องจากเยาวชนหลายคนถูกจับกุมคุมขัง และมีคดีความติดตัวอยู่
2-3 ปีมานี้ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ได้รับชัยชนะในเวทีเลือกตั้ง แม้จะเป็นฝ่ายค้าน แต่เยาวชนเจนใหม่ ยังมีความหวังที่จะเห็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
บทเรียนที่ “เยาวชนส้ม” สุดเจ็บปวด คือ MOA ส้ม-น้ำเงิน เมื่อพรรคประชาชน มี 143 เสียง ยกมือให้พรรคภูมิใจไทย ที่มี 71 เสียง จัดตั้งรัฐบาลโดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล
แกนนำพรรคส้มหวังให้มีการปลดล็อกแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่พรรคน้ำเงินหักดิบยุบสภาฯ ชิงโหนกระแสชาตินิยม จนได้รับเสียง สส.ท่วมท้น จัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2
ด้วยความคับแค้น “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จึงจับมือ “เป๋า ไอลอว์” ขยี้คดีฮั้ว สว. และยกระดับเป็นการต่อสู้ 2 ประสานทั้งในสภาและบนท้องถนน
เมื่อสถานการณ์คดีฮั้ว สว.ใกล้สุกงอม กลุ่มเยาวชนเจนใหม่ จึงกระโดดมาทำกิจกรรมกับไอลอว์ กดดัน กกต. และส่งสัญญาณไปถึง “ระบอบสีน้ำเงินแท้” ให้เตรียมรับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวมวลชนระลอกใหม่
นักวิชาการปีกซ้ายบางกลุ่ม อธิบายสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงินแท้” นั้นประกอบด้วย “สมาพันธ์บ้านใหญ่” และ “องค์กรปรสิตอิสระ” หรือ “รัฐพันลึก”
สมาพันธ์บ้านใหญ่ มีอิทธิพลต่อองค์กรรัฐพันลึก ผ่านอำนาจของ “สว.สีน้ำเงิน” ในการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ และพวกเขาถูกดึงเข้าไปค้ำจุนโครงสร้างอำนาจกลุ่มอนุรักษนิยม
หาก “7 เสือ กกต.” ไม่สั่งฟ้องทั้ง 229 คนหรือสั่งฟ้องบางส่วน คาดว่าจะสร้างความโกรธแค้นให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ และประชาชนทั่วไป
กิจกรรม “ประชาชนปล่อยของ” อาจพัฒนาไปสู่การชุมนุมมวลชนโดยธรรมชาติ เปลี่ยนความโกรธร่วมให้กลายเป็นสะพานไปสู่ความหวังร่วมกัน ที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านความไม่เป็นธรรม
การชุมนุมมวลชนใน พ.ศ. นี้ อาจเหมือนปรากฏการณ์ “ม็อบไร้แกนนำ” ช่วงปี 2563-2564 มีการชุมนุมแบบแฟลชม็อบของเยาวชน ค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่ ก่อนที่จะมีการยกระดับเป็นเรื่องปฏิรูปสถาบันฯ
ช่วงหนึ่ง มีการออกแบบม็อบ REDEM ที่มวลชนร่วมกันโหวตผ่าน Telegram ซึ่งกลยุทธ์ “ไร้แกนนำ” บีบให้รัฐบาลประยุทธ์ต้องใช้ไม้แข็งจับกุมผู้ชุมนุมจำนวนมาก
สิ่งที่น่ากังวลคือ ยุทธศาสตร์ต้าน “ระบอบสีน้ำเงิน” อาจจะมีบางกลุ่มล้ำเส้นชูธงล้ม “สีน้ำเงินแท้” เหมือนสมัยม็อบทะลุเพดาน ซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนเปิดทางให้รัฐบาลอนุทินใช้ไม้แข็งปราบปราม
เมื่อไม่นานมานี้ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้จัดงานเสวนาการเมืองไทย “ยุค six seven” ซึ่ง กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ผู้ศึกษาการชุมนุมของเยาวชนเจน XYZ มานาน ได้พูดถึงความหวังของคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไว้น่าสนใจ
“กนกรัตน์” ยอมรับว่า การเมืองไทยในปัจจุบัน ถ้าใช้กรอบทฤษฎีโครงสร้างโอกาสทางการเมือง มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย โอกาสถูกปิดหมด ไม่มีการลดระดับการปราบปรามของรัฐ
“ชนชั้นนำ Unify มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนใหญ่ รัฐราชการ ท้องถิ่น เจ้าพ่อท้องถิ่น ผนึกกำลังแบบที่มองไม่เห็นรอยแตกแม้แต่นิดเดียว”
แม้จะไม่มีโอกาสชนะ การลงถนนครั้งใหม่ของเยาวชนเจน XYZ คงจะต้องมีการ“ปล่อยของ”เต็มที่ โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ กกต. หากแต่เป็นองคาพยพ “สมาพันธ์บ้านใหญ่” ใต้ร่มธงสีน้ำเงินแท้





