วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน 2569

Login
Login

'ม็อบ' รุก 'กระตุก กกต.' ฟันคดีโกง สว. เดิมพันครั้งสำคัญ

'ม็อบ'รุก'กระตุกกกต.'ฟันโกงสว. เดิมพันครั้งสำคัญ เขย่าโครงสร้าง‘อำนาจสีน้ำเงิน’ หาก กกต.ปล่อย“229” แรงกระเพื่อมอาจลุกลามรัฐบาล

KEY POINTS

  • ไอลอว์และพรรคประชาชนจัดกิจกรรมเดินขบวนเพื่อกดดันให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ต้องหา 229 รายในคดีทุจริตเลือกตั้ง สว.
  • การเคลื่อนไหวจัดขึ้นหนึ่งวันก่อนที่ กกต. จะมีมติวินิจฉัยคดี เพื่อสร้างแรงกดดันต่อการตัดสินใจโดยตรง
  • พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เข้าร่วมการชุมนุมด้วยตนเองเพื่อปลุกกระแสและดึงดูดมวลชน
  • เป้าหมายหลักคือการผลักดันให้คดีไปถึงชั้นศาลฎีกา และผลการตัดสินของ กกต. อาจเป็นชนวนให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “ไอลอว์” และ “พรรคประชาชน” นัดหมายจัดกิจกรรมเดินขบวนและชุมนุมใหญ่ภายใต้แคมเปญ “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” เพื่อกดดันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด 229 ราย ในคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเดินขบวนจากสำนักงานไอลอว์ ลาดพร้าว 25 ในช่วงสาย ไปตามถนนลาดพร้าว และไปจบที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) แยกปทุมวัน ในช่วงเย็น

เจตนาคือ เป็นการ “เคลื่อนไหวใหญ่” ก่อน กกต. วินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 1 วัน

แม้จะไม่ใช่การนัดชุมนุมแบบยืดเยื้อ แต่ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตา เพราะครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ภาคประชาชนอย่าง “ไอลอว์” เพียงอย่างเดียว แต่ “พรรคประชาชน” ลงมาเล่นบนถนนด้วย โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคอย่าง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่ประกาศเชิญชวนเอง

ถือเป็นการ “เคาะสนิม” ในรอบหลายเดือนของบรรดา สส.พรรคประชาชน หลังจากก่อนหน้านี้พยายามหลีกเลี่ยงเข้าร่วมชุมนุมกับ “กลุ่มสามนิ้ว” เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบไปเล่นงานทางกฎหมาย โดยเฉพาะแกนนำที่ยังมีคดี หรืออยู่ระหว่างต่อสู้คดี โดยเฉพาะคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

แต่ครั้งนี้ลงมาเล่นเอง ย่อมหมายความว่า การเคลื่อนไหวนี้มีความหมาย และจำเป็นต้องใช้ตัวเองเป็น “แม่เหล็ก” ในการดึงดูดมวลชนกลับมาอีกครั้ง

เป็นการดึงตัวเองมาเป็น “จุดโฟกัส” ให้ทุกสายตาเข้ามาจับจ้องการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ และคดีฮั้ว สว. ในมือ กกต.

ซึ่งกระแสตอบรับของมวลชนในการเดินขบวนครั้งนี้ อาจเป็น “ตัวกำหนด” การเคลื่อนไหวและแนวทางการต่อสู้ในเรื่องนี้ในครั้งต่อ ๆ ไป

หากมวลชนมามากเหมือนสมัยขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างน้อยจะเป็นการสร้างแรงกดดันไปถึง “กกต.” ได้ เพราะก่อนหน้านี้การเคลื่อนไหวในลักษณะของการเสวนาและการเปิดเผยข้อมูล ยังไม่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางเท่าที่ควร และยังไม่สามารถทำให้สังคมมาโฟกัสในจุดเดียวกันได้

ดังนั้น จึงต้อง “ปลุกกระแส” และบุคคลที่ปลุกกระแสได้ต้องเป็นระดับ “ตัวท็อป” ของฝั่งตรงข้ามรัฐบาล นั่นคือ “เท้ง ณัฐพงษ์” และแกนนำพรรคประชาชน ซึ่งเป็นที่รู้จักของสังคมเป็นอย่างดี

หากขบวนในวันอาทิตย์ หรือบริเวณหน้าหอศิลป์ฯ มีมวลชนมาเข้าร่วมจำนวนมากเหมือนตอนการชุมนุมของ “กลุ่มสามนิ้ว” อาจสร้างความกดดันต่อ กกต. ในวันรุ่งขึ้นได้

หากการปลุกเร้าสามารถสร้าง “อารมณ์ร่วม” ให้มวลชนเฝ้ารอผลคำวินิจฉัย กกต. ให้วันจันทร์บนหน้าโซเชียลมีแต่เรื่องคดีฮั้ว สว. แรงกดดันต่อ กกต. ก็จะยิ่งมีมากขึ้นไปอีก

หากคำวินิจฉัยออกมาค้านสายตาประชาชนเหมือนที่ตั้งข้อสังเกตกันไว้ ตัวเล็กตัวน้อยโดนสอย ในขณะที่ “ปลาตัวใหญ่” รอดหมด หรือโหดสุดคือ “229 ราย” รอดยกพวง เหมือนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ซึ่งสังคมไม่ยอมรับจากวิธีการตรวจสอบ และความสัมพันธ์ส่วนบุคคลของกรรมการบางคนที่เชื่อมโยงกับผู้ถูกกล่าวหา สถานการณ์ทางการเมืองจะร้อนแรงมากทันที

เหมือนกับหลาย ๆ คดีของผู้มีอำนาจในอดีตในมือองค์กรอิสระที่ “กลุ่มสามนิ้ว” เคยจับจ้อง และแสดงการเคลื่อนไหวทันทีที่ผลคำวินิจฉัยออกมาค้านสายตาหรือย้อนแย้ง

แน่นอนว่า หากการเดินขบวนในวันอาทิตย์ “ปลุกขึ้น” แล้วคำวินิจฉัยของ กกต. ออกมาเหมือน “สุมไฟ” อาจจะมีการเคลื่อนไหวแบบ “ต่อยอด” ทันที ไม่ได้จบแค่นั้น การจัดชุมนุมแบบ “แฟลชม็อบ” อาจจะถูกปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ จุดมุ่งหมายไม่ได้ไปถึงขั้นจะ“ล้มรัฐบาล” แต่เป้าหมายสูงสุดคือ การกดดันให้ กกต. สั่งฟ้อง 229 ชีวิต ที่มีบิ๊กการเมืองสีน้ำเงินถูกกล่าวหา ไปสู่ชั้นศาลฎีกา ซึ่งน่าไว้วางใจมากกว่า กกต. ตัดสินเอง

แค่สั่งฟ้อง 229 ชีวิต ก็ถือเป็น “ชัยชนะ” ในชั้นแรกแล้ว เพราะพลพรรคสีส้มรู้ดีว่า สิ่งหนึ่งที่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ยังคืบคลานเข้าไปแทรกแซงไม่ได้คือ “ตุลาการ”

แต่หากไม่ลงมือทำอะไรเลย ปล่อยให้ กกต. วินิจฉัย โดยไม่มีแรงกดดัน โดยที่สังคมไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม โอกาสจะเกิดการ “ปล่อยผี” แบบยกป่าช้าก็มีโอกาสสูงมาก เพื่อ “ตัดจบ” ให้สาวไปไม่ถึง “ตัวใหญ่”

หาก “ตัวใหญ่” รอดหมด การเกาะติดคดีนี้ที่ผ่านมาก็ไร้ความหมาย เพราะคนที่โดนไม่ได้มีอิทธิพลทางการเมืองแต่อย่างใด นี่เป็นสาเหตุที่ “สส.พรรคส้ม” ต้องลงมาเล่นเองด้วย

ดังนั้น ปริมาณมวลชนและการตื่นตัวของประชาชนในวันอาทิตย์ จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนต่อการตัดสินของ กกต. ในวันจันทร์ด้วย

หากมาน้อย ผู้คนบางตา ก็อาจทำให้ “ฝ่ายตรงข้าม” ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอีก เพราะคิดว่าอีกฝั่งปลุกไม่ขึ้น

แต่หากปลุกขึ้น เกมจะเปลี่ยนทันที เพราะแรงกดดันที่เริ่มต้นจากถนน อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าสำนักงาน กกต. หากคดีฮั้ว สว. เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการศาล และพาดพิงถึงเครือข่ายอำนาจสีน้ำเงินมากขึ้น แรงกระเพื่อมย่อมย้อนกลับไปกระทบรัฐบาลโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อ “คดีโกง สว.” กลายเป็นจุดร่วมที่ทำให้ฝ่ายค้าน ภาคประชาชน และมวลชนกลับมาเชื่อมต่อกันได้อีกครั้ง

จึงต้องจับตา 2 วันสำคัญ 13-14 กันยายน เพราะวันอาทิตย์อาจเป็นวันวัดพลังมวลชน ขณะที่วันจันทร์คือวันวัดใจ กกต. 

ไม่ว่าผลจะออกหน้าไหน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอาจเป็นตัวชี้ว่า “ม็อบกระตุกคดี” ครั้งนี้ จะจบแค่แรงกดดันต่อองค์กรอิสระ หรือจะกลายเป็นชนวนใหม่ที่เขย่ารัฐบาลสีน้ำเงินไปพร้อมกัน