นักวิชาการ มอง คดีฮั้ว สว. “กกต.” ควรส่งศาลฏีกาเพื่อตัดสิน ห่วงไม่ส่งฟ้อง เรื่องอาจบานปลาย “มุนินทร์” มองช่องฟ้องตรงต่อศาลฎีกา
ที่รัฐสภา คณะ กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร จัดเสวนา เรื่อง วิกฤตศรัทธา (สภา) สูง: โอกาสและความท้าทายในการเมืองไทย” โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
โดยนายโคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่าสำหรับกระบวนการเลือก สว. ยอมรับว่าแพ้รู้เขา ดังนั้นเขาต้องปกป้องกระบวนการ ส่วนที่ที่ปกป้องแสดงว่าอยู่ในส่วนได้ประโยชน์จากกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา แม้ว่าตนจะมีบางอย่างที่ข้องใจกับ กกต. แต่ตอนนี้ตนอยากเห็นเจตนารณ์ปกป้องความถูกต้อง ต้องส่งงสำนวนไต่สวนเท่าที่เห็นว่าเรียบร้อย อาจไม่ใช่ส่งฟ้องทั้ง 229 คนต่อศาลฏีกา เพราะการพิจารณาประเด็นที่ควรเชื่อได้ว่า ไม่ใช่อำนาจของกกต. ที่จะวินิจฉัย ทั้งนี้กฎหมายกำหนดว่าผู้สมัคร หรือผู้ใดที่ทำให้กระบวนการเลือก สว. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ผู้ใดนั้นอาจเป็นผู้ช่วย สส. ที่โอนเงิน หากเชื่ออย่างนั้นควรส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัย ซึ่งผู้ใดนั้น ผมมองว่ารวมถึงนักการเมืองด้วย เพราะเป็นบุคคล
“ผมเดาความรู้สึกกกต. ว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ จะเลือกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคุ้มครอง หรือให้ประชาชนจะคุ้มครอง ซึ่งช้างตายทั้งตัวจะเอาใบบัวปิดมิดหรือไม่ หากประชาชนรู้สึกรู้สึกว่าเรื่องที่สาหัสยังอยู่ได ก่อนหน้านี้มีรัฐประหาร แต่ปัจจุบันคือค่อยรับประทาน เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ซึ่งผมหวังว่าไม่ควรออกมาทางนี้ และทางที่ควรออกคือ นำสำนวนของอนุกรรมการที่ 26 หากเชื่อได้เพียง 10% ขอให้ส่งศาล หากไม่ส่ง เรื่องอาจบานปลาย สังคมควรผ่อนหนักผ่อนเบา อย่ากินรวบอำนาจ เพราะทุกคนอยากมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศแบบเสมอภาคกัน” นายโคทม กล่าว
ขณะที่ นายมุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กระบวนการตรวจสอบการสุจริต เที่ยงธรรมการได้มาของ สว. เป็นหน้าที่ศาลฏีกา ส่วน กกต.เป็นผู้ประเมินพยานหลักฐานทั่วไป ดังนั้นการพิสูจน์ว่ากระทำผิดหรือไม่อยู่ในชั้นของศาลฏีกา ส่วนกรณีที่มีสังคมมองว่ามีกระบวนการที่กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 229 ในคดีฮั้ว สว. ยิ่งน่าสงสัยว่าพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นนั้นเป็นจริง
“มีคนพยายามตีความผิดจากกฎหมาย หรือปกป้องการทำงานที่ไม่โปร่งใสของ กกต. ยิ่งทำให้คนคิด หรือเชื่อว่าพยานหลักฐานน่าจะจริง หากไม่จริงต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ ความพยายามดึงเวลายิ่งสงสัยพยานหลักฐานจากที่เคยสงสัย 70% จะกลายเป็น 100% แต่ไม่ว่าจะสงสัยระดับใด ต้องเข้าสู่การพิสูจน์ของศาลแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้คนที่ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ตัวเอง” นายมุนินทร์ กล่าว
นายมุนินทร์ กล่าวต่อว่าก่อนหน้านี้ที่พบว่า กกต. ได้วางกรอบตีความกฎหมาย เพื่อจำกัดนิยามคำว่าควรเชื่อ เพื่อทำให้คนไม่เชื่อ ชัดเจนว่าเป็นการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย ดังนั้น กกต. ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง และทำงานภายใต้ความรับผิดชอบ หากไม่ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายจะเท่ากับทำละเมิดกฎหมาย เกิดความเคลือบแคลงต่อการทำงานของ กกต. ตนมองว่าคดีที่เกิดขึ้นคนที่ตัดสินคือ ศาล ส่วนในวันที่ 14 กันยายน ตนวิเคราะห์หากกกต.ไม่ส่งเรื่อง หรือ ส่งบางส่วน อาจมีคนยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อทบทวนมติของกกต.
ขณะที่นายชยพล สะท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่าในคดีฮั้ว สว. ที่กกต. เตรียมวินิจฉัย 14 กันยายน นี้ว่าจะส่งศาลหรือไม่ ตนรู้สึกว่า กกต. จะไม่ส่งเลย ทั้ง 229 คน หากเป็นเช่นนั้นข้อมูลที่ตนมีพร้อมจเปิดเผยต่อสาธารณะโดยข้อมูลมีเป็นจำนวนมากที่สามารถจับมาเล่นและสร้างความสนใจในสังคมได้เป็นปี





