“พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” จึงไม่ใช่เพียงปัญหาจากศึกนอกของรัฐบาลสีน้ำเงิน แต่กำลังมี “ศึกใน” ซ้อนทับเข้ามา
KEY POINTS
- พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และรัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤต หรือ "พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก" จากแรงกดดันทั้งภายนอกและภายใน
- "ศึกนอก" มาจากการเคลื่อนไหวของม็อบอนุรักษนิยม, คดีการเมืองสำคัญอย่างคดีฮั้ว สว. และการโจมตีจากฝ่ายค้าน
- "ศึกใน" คือความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ภายในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะระหว่างพรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) และพรรคเพื่อไทย (สีแดง) ที่เริ่มส่งสัญญาณไม่ลงรอยกัน
- ทั้งสองฝ่ายกำลังเดินเกมชิงไหวชิงพริบ โดยต่าง "ซ่อนไพ่ลับ" เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง
- มีการปล่อยข่าวสูตรใหม่ "น้ำเงิน-เขียว" (ภูมิใจไทย-กล้าธรรม) ซึ่งอาจเป็นไพ่ที่ภูมิใจไทยใช้ข่มหรือต่อรองกับพรรคเพื่อไทย
- พรรคเพื่อไทยถูกมองว่าอาจกำลังเดินเกมสองหน้า คือรักษาสถานะพรรคร่วมรัฐบาลไปพร้อมๆ กับการขยี้ปัญหาของรัฐบาล เพื่อรอจังหวะพลิกเกมชิงความได้เปรียบ
สถานการณ์ “พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” ภายใน “รัฐบาลสีน้ำเงิน” จากสารพัดปัจจัยที่กำลังรายล้อมเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นบรรดา “ม็อบอนุรักษนิยม” ที่นัดหมายชุมนุมรายวัน
ทั้งม็อบต้านยิวนำโดย “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ที่ปลุกพลังมวลชนเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”
หรือท่าทีของ “จตุพร พรหมพันธุ์” วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ที่ชวนจับตาตั้งแต่ 14-28 ก.ย.นี้ ซึ่งอาจอยู่ในสภาวะ ชุลมุนวุ่นวาย จากการประกาศนัดชุมนุมต่าง ๆ ท่ามกลางบรรดา “คดีการเมือง” ที่กำลังจะชี้ชะตา
ทั้งกรณีที่ กกต. กำลังจะวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 ก.ย. ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็เตรียมวินิจฉัยคดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด
เป็นการตอกย้ำว่า สถานการณ์ภายใน “ขั้วอนุรักษนิยม” เวลานี้กำลัง “แตกแยก” กันไปคนละทิศละทาง
ขณะที่ในมิติการเมือง แม้ให้น้ำหนักการลงถนนของสารพัดม็อบยังจุดไม่ติด แต่เป็นเพียงการ “เช็กกระแส” มวลชน เพื่อเลี้ยงกระแสรอจังหวะ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสัญญาณจาก “รัฐพันลึก” ที่แม้เวลานี้กำลังแบกหลังแอ่น “รัฐบาลสีน้ำเงิน” แต่ยังไร้ซึ่งสัญญาณ “เซตซีโร่” หรือมีตัวเลือกอื่นที่จะเข้ามาแทนที่
แน่นอนว่า ท่ามกลางสารพัดปัจจัยที่กำลังรายล้อมและเขย่าเสถียรภาพรัฐบาล ทั้ง “คดีโกง สว.” ที่ถูกไล่บี้จาก “ฝ่ายส้ม” ซึ่งโชว์ฟอร์มฝ่ายค้านขมักเขม้น ปลุกแนวร่วม ขยี้ “ซีรีส์มหาโกง” ภาคต่าง ๆ ที่กำลังจะชี้ชะตาในวันที่ 14 ก.ย.นี้
ฉะนั้น กระแสข่าวที่ว่า “กกต.” ส่งแชตถึง “รัฐบาล” ห้ามพูดถึงรายงานการปฏิบัติงานของ กกต. ปี 2567 และ 2568 ที่ค้างอยู่ในสภาฯ ก่อนวันที่ 14 ก.ย. จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ
แม้ “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.ภูมิใจไทย ประธานวิปรัฐบาล จะออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว
แต่หากจับสัญญาณจาก “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ ที่พูดชัดว่า วาระดังกล่าวจะไม่มีการพิจารณาในสภาฯ สัปดาห์นี้อย่างแน่นอน ยิ่งตอกย้ำถึงการเดินเกมของ “ฝ่ายสีน้ำเงิน” เชื่อมโยงไปถึงกระแสข่าวดังกล่าวที่ “มีมูลความจริง”
ไหนจะสถานการณ์รัฐบาลที่กำลังติดหล่ม จากนโยบายเรือธงสำคัญที่ “เจอแรงต้าน” เวลานี้จึงได้เห็นการพลิกเกม ดันสารพัดประชานิยมสีน้ำเงิน รวมถึงเปลี่ยนตัว “โฆษกรัฐบาล” ปรับภาพการสื่อสาร จาก “รัชดา ธนาดิเรก” เป็น “หมอเอก” เอกภพ เพียรพิเศษ อดีต สส.พรรคส้ม เพื่อสู้ “สงครามข่าวสาร” ที่พรรคส้มกำลังบดขยี้สารพัดประเด็นร้อน
ขณะที่สถานการณ์ “ขั้วรัฐบาล” แม้เวลานี้ยังไร้ซึ่ง “เงื่อนไข” ที่นำไปสู่การ “พลิกขั้ว” หรือ “แตกหัก” ระหว่าง “พรรคสีน้ำเงิน” และ “พรรคสีแดง” ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล
แต่ไม่ว่าจะเป็นดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด ก็ทำให้ถูกจับตาว่า เป็นการเลื่อนเพื่อยื้อ หรือเดินเกมต่อรองอะไรภายในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่
ไหนจะเกมเสี้ยม “น้ำเงิน-แดง” ผ่านสูตรใหม่ “น้ำเงิน-เขียว” ดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล หรือซีนชื่นมื่นระหว่าง “เสี่ยเบนซ์” อรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษกพรรคกล้าธรรม และ “ลูกแบด” ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หน้าห้องประชุม ครม. ที่รัฐสภา เมื่อ 8 ก.ย. ซึ่งถูกตีความถึงนัยการเมืองอย่างเลี่ยงไม่พ้น
น่าสนใจตรงที่สัญญาณดังกล่าวถูกปล่อยออกมาหลังท่าทีของ “ฝั่งสีแดง” ทั้ง “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” อดีตแกนนำ นปช. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ออกมาตั้งคำถาม โดยหยิบยกเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปี ซึ่ง “พรรคประชาชน” ลงนาม MOA ร่วมกับ “พรรคภูมิใจไทย” เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 เพื่อสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ ในรัฐบาลอนุทิน 1
พร้อมทิ้งคำถามปลายเปิดเสมือนขยี้ตนตอปัญหา ว่า “ผลทางการเมืองจากการตั้งรัฐบาล MOA ประสบความสำเร็จตามเงื่อนไขหรือไม่ อย่างไร เป็นที่ทราบทั่วกันแล้ว”
ไหนจะท่าทีการ “ปล่อยล้อฟรี” ให้ “หมอชลน่าน ศรีแก้ว” อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ขึ้นเวทีฝ่ายค้าน หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น” เมื่อ 29 ส.ค. เพื่อร่วมพูดคุยเรื่องโกง สว. จนถูกจับตาไปถึงความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล
หรือแม้แต่การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา หากสังเกตดี ๆ หลายช็อตหลายตอน สส.เพื่อไทยเองก็แอบกระทบชิ่งไปที่บรรดาประเด็นร้อน “สีน้ำเงิน”
อาทิ “อดิศร เพียงเกษ” สส.พรรคเพื่อไทย อดีตแนวร่วม นปช. ที่พูดถึง สว. ซึ่งเวลานี้ถูกรวบอำนาจโดยสีน้ำเงิน และมีคดีโกง สว. ตามหลอน เปรียบ สว. เสมือน “ไส้ติ่ง” ที่มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ตัดทิ้งก็ไม่เป็นไร รวมถึงการใช้งบประมาณขององค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย 100% ไปเผยแพร่ประชาธิปไตยแก่ชาวบ้าน จะเท่ากับการให้ยาพิษทางประชาธิปไตย
ท่าทีของ “อดีตแกนนำ นปช.” ในช่วงที่ผ่านมา จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่า เพื่อไทยอาจกำลังเดินเกม 2 หน้า หน้าหนึ่งรักษาสถานะพรรคร่วมรัฐบาล อีกหน้ากำลังเดินเกมเพื่อขยี้รัฐบาล เพื่อรอจังหวะพลิกเกมหรือไม่
ฉะนั้น ภายใต้เกมการเมืองเวลานี้ แม้จะยังไร้ซึ่งสัญญาณแตกหัก หรือพลิกขั้ว แต่ท่ามกลางสัญญาณที่บ่งชี้อย่างชัดเจนถึง “เกมชิงไหวชิงพริบ” ต่างฝ่ายต่าง “ซ่อนไพ่ลับ” ไว้คนละใบ
แน่นอนว่า สูตร “น้ำเงิน-เขียว” ที่ถูกปล่อยออกมา แง่หนึ่งอาจตีความได้ว่า “ปล่อย” เพื่อ “ปั่นแดง” ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้อยู่ในร่องในรอยของการร่วม “รัฐนาวาสีน้ำเงิน”
ตอกย้ำด้วยท่าทีจาก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ล่าสุดออกมาแสดงความเห็นในลักษณะดักทาง “ดีลลับน้ำเงิน-เขียว” จะไม่กระทบกับการเฉลี่ยเก้าอี้ใน ครม.
เวิร์ดดิ้งสำคัญอยู่ตรงที่ “เรื่องการพูดคุยจัดตั้งรัฐบาลนั้นจบไปแล้วก่อนหน้าที่จะมีการโปรดเกล้าฯ ครม.”
นัยของ “จุลพันธ์” เสมือนเป็นการทวงสัญญาใจในวันแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคเพื่อไทย” เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา หากยังจำกันได้ วันนั้นปรากฏซีนชื่นมื่นสวมกอดระหว่าง “หนู-หนิม”
วันนั้นนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พูดถึงเหตุผลที่ไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ภายใต้กระแสข่าวมี "ใบสั่ง" จากผู้นำหลังม่านสีน้ำเงิน ว่า
“ไม่ชอบความรู้สึกนี้ แต่ก็มีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ฝืนไม่ได้ แต่ความเป็นเพื่อน ความผูกพันการเมืองก็ยังมีอยู่ ก็ไปปฏิบัติหน้าที่ในบทบาทที่ต่างกัน การเมืองก็อย่างนี้ วันนี้หนูกับหนิมก็ดีกันแล้ว”
ทั้งหมดทั้งมวลยิ่งเป็นการตอกย้ำถึง “เกมชิงไหวชิงพริบ” ที่ต่างฝ่ายต่างกำลังเปิดเกมรุก ช่วงชิงความได้เปรียบในเวลานี้
“พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” จึงไม่ใช่เพียงปัญหาจากศึกนอกของรัฐบาลสีน้ำเงิน แต่กำลังมี “ศึกใน” ซ้อนทับเข้ามา ทั้งแรงกดดันจากม็อบอนุรักษนิยม คดีฮั้ว สว. และสัญญาณจากพรรคร่วมรัฐบาลที่เริ่มขยับหมากกันมากขึ้น
แม้วันนี้ยังไม่มีใครเปิดไพ่ใบสุดท้าย และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนถึงการแตกหักหรือพลิกขั้ว แต่ยิ่งสถานการณ์เข้าใกล้จุดชี้ชะตา ยิ่งเห็นแต่ละฝ่ายเตรียมทางหนีทีไล่ของตัวเอง สูตร “น้ำเงิน-เขียว” อาจเป็นเพียงไพ่ข่ม “แดง” หรืออาจเป็นไพ่สำรองสำหรับวันที่สมการรัฐบาลเปลี่ยนก็เป็นได้
ท้ายที่สุด “รัฐบาลสีน้ำเงิน” จะผ่านทั้งศึกนอกและศึกในไปได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่แรงกดดันจากฝ่ายค้านเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่ว่าจะบริหารความสัมพันธ์กับพรรคร่วมอย่างไร และจะเก็บไพ่ลับใบไหนไว้ใช้ในจังหวะที่สำคัญที่สุด เพราะในเกมการเมืองที่ไม่มีใครไว้ใจใครเต็มร้อย คนที่เปิดไพ่ก่อน อาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบก่อนเช่นกัน





