เกมปลุกเร้าใน-นอกสภาของพรรคประชาชน ตั้งธงกดดันทั้งคดีโกง สว. ปูทางโหมก่อนถึงวาระซักฟอกรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย หวีงเสี้ยม”เพื่อไทย แตกหัก “ภูมิใจไทย”
KEY POINTS
- พรรคประชาชน เดินเกมการเมืองปลุกเร้าก่อนซักฟอก ทั้งในและนอกสภา เพื่อกดดันให้พรรคเพื่อไทย ถอนตัวพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ
- พรรคเพื่อไทยยังไม่คิดถึงการถอนตัวจากรัฐบาล เนื่องจาก 2 ผู้นำหลังฉาก "ทักษิณ" และ"แพทองธาร ชินวัตร" ยังมีคดี ม.112 และคดีอาญาในชั้น ป.ป.ช. ซึ่งเป็นแรงบีบของ "รัฐพันลึก"
- แม้ฝ่ายค้านจะพยายามผลักดันสูตรรัฐบาลใหม่ "ส้ม-แดง-เขียว" แต่ยังเป็นโอกาสยากภายใต้บริบทการเมืองปัจจุบัน เพราะพรรคเพื่อไทยยังไม่พร้อมเลือกตั้ง - กระแสพรรคยังไม่ฟื้นตัว
เกมการเมืองสูตร “ส้ม-แดง-เขียว” ถูกหยิบกลับมาเขย่าอีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันคดีโกง สว. และสารพัดคดีที่พาดพิง “เพื่อไทย” ขณะที่ “พรรคประชาชน” เดินเกมเร้าทั้งในและนอกสภา หวังปูทางให้ “ค่ายแดง” ถอนตัวจากรัฐบาลน้ำเงิน แต่ติดบ่วง 2 อดีตนายกฯ “ทักษิณ-แพทองธาร” ที่ยังมีคดีเป็นชนักปักหลัง ทำให้การหักดิบ “อนุทิน” ยังไม่ใช่เรื่องง่าย
สูตรรัฐบาล “ส้ม-แดง-เขียว” ถูกจุดออกมาอีกครั้งในห้วงที่เป็นรอยต่อระหว่างคดีโกง สว. และฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาชน” กำลังเดินเกมเร้าทั้งในสภาและนอกสภา เพื่อปูทางไปสู่การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลน้ำเงินก่อนพ้นศักราช 2569
จุดพลิกผันทางการเมืองกำลังร้อนระอุ เมื่อ “ม็อบสนธิ” ประกาศทวงคืนประเทศไทย รวมทั้ง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดหน้าจับมือกับ “ไอลอว์” ลงถนนเดินกดดันคดีโกง สว. ก่อนตัดสินชี้ขาดในวันที่ 14 ก.ย. 2569
ขณะที่คนการเมืองฝั่งสีส้ม ทั้ง “พรรณิการ์ วานิช” และ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ปลุกเร้าผ่านสื่อกระแสหลักและกระแสรอง ยุ “ค่ายแดง” เพื่อไทยให้ทิ้งหนู กระโดดออกจากการร่วมรัฐบาล โดยใช้โอกาสที่ซีกฝ่ายค้านกำลังปลุกกระแสคดีโกง สว. โกงสอบท้องถิ่น และคดีเขากระโดง เป็นเงื่อนไขที่ “ค่ายแดง” สามารถตัดสินใจล้ม “ระบอบสีน้ำเงิน” ได้
สูตรดีลขั้วใหม่ “ส้ม-แดง-เขียว” ไฟจราจร ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่มีความพยายามหยั่งกระแสข่าวทั้งก่อนจัดตั้งรัฐบาลช่วงหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 รวมทั้งมีความพยายามจะให้เกิดการจับมือกันระหว่าง “แดง-เขียว” หลัง “ทักษิณ ชินวัตร” พ้นโทษจากเรือนจำกลางคลองเปรม
ยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านที่นำโดย “พรรคประชาชน” อ่านเกมออก รู้ว่าวิธีการที่จะทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” ล้มลง ทางเดียวคือ “พรรคเพื่อไทย” ต้องชิงถอนตัวจากรัฐบาล
เพราะการเปิดเกมรบผ่านเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำได้เพียงทำลายความชอบธรรมและดิสเครดิต “ระบอบสีน้ำเงิน” และนายกฯ อนุทินเท่านั้น ลำพังเสียงฝ่ายค้านทั้งหมดไม่สามารถล้มรัฐบาลได้
“สิ่งแรกที่ต้องเกิดขึ้นคือ รัฐบาลเดิมต้องแตกก่อน มันต้องมีการถอนตัว พรรคร่วมรัฐบาลต้องถอนก่อน ยกตัวอย่างใกล้ตัวที่สุด ปีที่แล้วก็ที่คุณอนุทินถอนจากคุณแพทองธาร ถูกไหมคะ มันถึงนำมาสู่ความล่มสลายต่าง ๆ ที่ตามมา มันก็เริ่มแรกก็คือการถอนตัวของคุณอนุทิน ถูกไหมคะ” พรรณิการ์ย้ำสูตร “หนิม” ทิ้ง “หนู” ผ่านรายการ “คมชัดลึก” ทาง“เนชั่นทีวี”
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะทิ้งสีน้ำเงิน ยังมีความเป็นไปได้ยากในสถานการณ์ขณะนี้ เพราะพรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้ถึงขั้นเกิดวิกฤติศรัทธาในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล การประสานผลประโยชน์ยังเป็นไปอย่างลงตัว ผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ
แกนนำพรรคเพื่อไทยที่นั่งในตำแหน่งรัฐบาลก็ออกตัวว่ายังทำงานร่วมกันต่อไปได้กับพรรคภูมิใจไทย เพราะในทางลึก ค่ายแดงรับรู้ดีว่ายังไม่มีความพร้อมในการเลือกตั้งในเร็ววันนี้
ด้วยปัจจัยที่กระแสพรรคยังไม่ตื่นตัว โอกาสจะทะยานขึ้นเป็นพรรคเกินร้อยเสียงยังเป็นไปได้ยาก เมื่อดูลู่ลมดินฟ้าแล้ว จึงพยากรณ์ได้ว่า โอกาสชนะเลือกตั้งของ “เพื่อไทย” ยังเป็นศูนย์
ที่สำคัญ เงื่อนไขใหญ่ที่ยังเป็น “บ่วง” และ “ชนักปักหลัง” ผู้นำจิตวิญญาณของเพื่อไทย ทั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” และ “แพทองธาร ชินวัตร” 2 อดีตนายกฯ คือคดีความที่ “รัฐพันลึก” ยังสามารถนำมาต่อรอง และ “ชนชั้นนำ” ยังสามารถกุมทิศทางเครือข่ายทางการเมืองให้ชี้เป็นชี้ตายทางการเมืองของค่ายแดงได้อยู่
โฟกัสที่นายใหญ่ “ทักษิณ” แม้จะพ้นโทษจองจำในคุกแล้วจากคดีชั้น 14 แต่ก็ยังมีคดีความเกี่ยวกับมาตรา 112 หลังอัยการยื่นอุทธรณ์ ทำให้คดียังเดินหน้าต่อในชั้นอุทธรณ์
คดีนี้ส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรมและทางการเมือง เพราะหากผลในชั้นอุทธรณ์เปลี่ยนเป็นลงโทษ ก็อาจกลับมากระทบสถานะและการเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ” อีกครั้งได้
พูดง่าย ๆ คือ “ทักษิณพ้นโทษคดีเดิม ไม่ได้แปลว่าคดีความหมด”
และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ยังเป็น “จุดเปราะ” ของเพื่อไทย เพราะ “ทักษิณ” เปรียบเสมือนผู้จัดการในฝั่งเพื่อไทย ยังคงเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อทิศทางพรรคอย่างมาก
ยังไม่นับรวมคดีเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป แม้คดีจบ แต่ “ภาระ” ยังอยู่ ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปประมาณ 17,600 ล้านบาท
ขณะที่ “นายน้อย” แพทองธาร ผู้นำจิตวิญญาณรุ่น 2 ก็ยังมีคดีเป็นชนัก จากคลิปเสียงสนทนากับ “สมเด็จ ฮุน เซน” ผู้นำจิตวิญญาณของกัมพูชา คดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นจริยธรรม จนส่งผลให้พ้นตำแหน่งนายกฯ
แต่ยังมีข้อกล่าวหาความผิดทางอาญาและการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยสถานะของคดียังอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช.
ฉะนั้น คดีนี้มีโอกาสทั้งรอดและไม่รอดสูงมาก เพราะแม้แพทองธารจะพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว แต่ผลของคดี ป.ป.ช. สามารถกระทบสิทธิและอนาคตทางการเมืองได้
“แพทองธาร” ยังมีสถานะสุ่มเสี่ยงอีกในคดี “โยกงบประมาณปี 2568” ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 เกี่ยวกับการเสนอแปรญัตติหรือกระทำการที่มีผลต่อการใช้งบประมาณ ซึ่งคดียังอยู่ในชั้น ป.ป.ช. เป็นข้อกล่าวหาแพทองธารและคณะรัฐมนตรี โดยอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ขาด
หากมองดีลแตกหัก “แดง” แตกคอกับ “พรรคภูมิใจไทย” เพื่อตั้งรัฐบาล “ส้ม-แดง-เขียว” เสียงรัฐบาลก็ยังปริ่มน้ำ
พรรคประชาชนมี 120 สส. ไม่นับ สส.งูเห่า 1 คน เหลือเพียง 119 คน เพื่อไทย 74 สส. พรรคกล้าธรรม 58 สส. จะได้เสียงเกินครึ่ง คือ 251 เสียง และยังจำเป็นต้องไปดีลพรรคการเมืองอื่นอีก
สูตรดังกล่าวถูกมองจากคนการเมืองในค่ายแดงด้วยว่า โอกาสที่สมการทางการเมืองเช่นนี้จะอยู่ได้ไม่นานมีสูง นับถอยหลังรอวันเลือกตั้งอย่างเดียว
สส.ในพรรคเพื่อไทยยังเห็นว่า การอุ้มโหวตไว้วางใจนายกฯ อนุทิน ในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ยังมีโอกาสมากกว่าการถอนตัวหรือทิ้งพรรคน้ำเงินภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
ด้วยเงื่อนไขที่ “นายใหญ่” ยังมีคดีทางการเมืองอยู่ข้างหลัง ขณะที่ “ชนชั้นนำ” และ “รัฐพันลึก” ยังต้องกล้ำกลืนเลือกใช้บริการ “พรรคภูมิใจไทย” มากกว่าพรรคอื่น ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” ก็ยังอ่อนแรงทางการเมือง ส่วน “ประชาธิปัตย์” ในฐานะอดีตพรรคการเมืองหัวขบวนอนุรักษนิยม ก็ยังรอวันฟื้นฟูแต้มนิยมให้กลับมายิ่งใหญ่
บริบทการเมืองชั่วโมงนี้จึงเป็นการยาก และคงเป็นเพียงแรงยุจากพลพรรคสีส้มเท่านั้น
บรรดาคีย์แมนสีส้ม ศาสดาผู้นำอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ก็ไม่ออกมารับลูกและเคลื่อนไหวทางการเมืองหน้าฉากมากนัก
ศาสดาฝั่งสีส้มอ่านเกมในทางลึกย่อมรับรู้ว่า “นายใหญ่” แห่งค่ายแดง คงไม่ตอบรับสูตรแตกหักกับ “พรรคน้ำเงิน” ในวันที่รัฐพันลึกยังมีแรงบีบทางการเมืองอยู่สูง
การวางหมากปล่อยให้คนการเมืองสีส้มที่ยืนอยู่หน้าฉากออกมากดดันคดีโกง สว. และเสี้ยมเพื่อไทย จึงเป็นทางเลือกที่หวังสร้างแต้มนิยมทางการเมืองให้ตัวเองไปพลางก่อน ถึงวันโหมโรงซักฟอกระบอบน้ำเงิน





