รัฐพันลึก-การเมืองพิสดาร หลักประกัน ‘น้ำเงินอยู่ยาว’ ?!?
KEY POINTS
- ช่วงนี้ นายกฯอนุทิน แสดงความมั่นใจทางการเมือง ท้าทายกระแสและเสียงวิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่มีสารพัดปัญหาใหญ่เป็นบ่วงรัดคออยู่มากมาย
- ความมั่นใจของนายกฯ น่าจะเกิดจาก “วงจรการเมืองไทย” ในระยะหลังๆ ที่การตัดสินอนาคตของรัฐบาล ไม่ได้มาจาก “เสียงของประชาชน” เสมอไป หนำซ้ำ “เสียงของประชาชน” ยังมีน้ำหนักน้อยมากกับการเป็นรัฐบาล และการดำรงอยู่ของรัฐบาล
- ระบบการเมืองแบบนี้ มีความยึดโยงกับประชาชนน้อยมาก แต่ผู้ที่มีบทบาท หรืออำนาจเหนือองค์กรเหล่านี้ ในแวดวงการเมืองไทย เชื่อกันว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่เรียกกันว่า “ฝ่ายอนุรักษนิยมจารีต” หรือ “รัฐพันลึก”
สังเกตกันไหม... ช่วงนี้ นายกฯอนุทิน แสดงความมั่นใจทางการเมือง ท้าทายกระแสและเสียงวิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่มีสารพัดปัญหาใหญ่เป็นบ่วงรัดคออยู่มากมาย เรียกว่านิ้วมือมีไม่พอให้นับ
ตีความได้ว่า งานนี้ “เอาอยู่!”
วันก่อนโพสต์ข้อความ “การตัดสินใจของประชาชน ชัดเจนกว่าผลโพลล์และบทวิเคราะห์ของทุกฝ่าย”
หลายคนวิเคราะห์ว่า ท่านนายกฯโพสต์แบบนี้ น่าจะหมายถึงการเลือกตั้งซ่อมที่อุดรธานี ซึ่งภูมิใจไทยชนะเด็ดขาด แต่บางคนก็ค่อนแคะว่า ไม่น่าจะใช่มั้ง... เพราะเลือกตั้งซ่อมแทบไม่มีนัยทางการเมือง เนื่องจากคู่แข่งสำคัญไม่ลงแข่งด้วยเลยแม้แต่คนเดียว เจอพรรค 1 เสียงส่งผู้สมัครประกบ เขายังได้คะแนนมาเป็นหมื่น บางคนก็เลยคาดเดาว่า หรือท่านจะหมายถึงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ที่พรรคของท่านกวาดมาเกือบ 200 เสียง
แต่มีอีกมุมหนึ่งที่น่าจะมีน้ำหนักมากกว่า ก็คือ ความมั่นใจของท่านนายกฯ น่าจะเกิดจาก “วงจรการเมืองไทย” ในระยะหลังๆ ที่การตัดสินอนาคตของรัฐบาล ไม่ได้มาจาก “เสียงของประชาชน” เสมอไป หนำซ้ำ “เสียงของประชาชน” ยังมีน้ำหนักน้อยมากกับการเป็นรัฐบาล และการดำรงอยู่ของรัฐบาล
กลายเป็นระบบการเมืองที่พิลึกพิลั่นประเทศหนึ่งในโลก เรียกว่า ถาม AI เกี่ยวกับการเมืองไทย จะหาคำตอบที่แม่นยำได้ยากมาก เพราะ AI ยังงง (ลองใช้ TH-AI Passport ทดลองดูได้) กล่าวคือ
- พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้เป็นรัฐบาล
- เลือกตั้งจบ แต่การเมืองไทยไม่จบ เพราะต้องรอ 2 เดือนกว่า กกต.จะรับรอง
อาจารย์บวรศักดิ์เพิ่งพูดในเวทีเสวนาสัปดาห์ก่อนว่า ไทยเป็นประเทศที่รอผลเลือกตั้งนานที่สุดในโลก เพราะกฎหมายย้อนยุคไปเหมือนยังไม่มีทีวี ไม่ใช่แค่ไม่มีโซเชียลมีเดียรายงานคะแนน
- รัฐบาลที่ว่าเข้มแข็งสุดๆ ก็มีอันเป็นไปได้ง่ายๆ จาก “นิติสงคราม”
- นิติสงครามตัดสินโดยองค์กรอิสระ ซึ่งแต่ละองค์กรมีคณะบุคคลไม่ถึง 10 คน เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ มี 9 คน ป.ป.ช. มี 9 คน กกต.มี 7 คน
- บางเรื่องเกิดจากความผิดแค่คนคนเดียว แต่ล้มรัฐบาลได้ หรือยุบพรรคการเมืองที่มีสมาชิกหลักแสนคนได้ เช่น คดีมาตรฐานจริยธรรม
ระบบการเมืองแบบนี้ มีความยึดโยงกับประชาชนน้อยมาก แต่ผู้ที่มีบทบาท หรืออำนาจเหนือองค์กรเหล่านี้ ในแวดวงการเมืองไทย เชื่อกันว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่เรียกกันว่า “ฝ่ายอนุรักษนิยมจารีต” หรือ “รัฐพันลึก”
หากย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และมีรัฐบาลชุดแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนั้น คือ รัฐบาลไทยรักไทย รัฐบาลแต่ละชุดมีอันเป็นไปจากการรัฐประหาร และนิติสงครามทั้งสิ้น
หากย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และมีรัฐบาลชุดแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนั้น คือ รัฐบาลไทยรักไทย รัฐบาลแต่ละชุดมีอันเป็นไปจากการรัฐประหาร และนิติสงครามทั้งสิ้น
- รัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร (ไทยรักไทย) สมัยที่ 2 โดนนิติสงคราม ตามด้วยรัฐประหาร
- รัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช (พลังประชาชน) โดนนิติสงคราม จากการจัดรายการทำกับข้าวออกทีวี
- รัฐบาลคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (พลังประชาชน) โดนนิติสงคราม ยุบพรรค เพราะกรรมการบริหารพรรคทุจริตเลือกตั้ง
- รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (เพื่อไทย) โดนนิติสงครามจนกลายเป็นแค่รัฐบาลรักษาการ ตามด้วยถูกรัฐประหาร
ทั้งหมดนี้เป็นรัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งมาอย่างเด็ดขาด ท่วมท้น บางรัฐบาลชนะมาแบบแลนด์สไลด์
- รัฐบาลคุณเศรษฐา ทวีสิน (เพื่อไทย) โดนนิติสงคราม ประเด็นมาตรฐานจริยธรรม
- รัฐบาลคุณแพทองธาร ชินวัตร (เพื่อไทย) โดนนิติสงคราม ประเด็นมาตรฐานจริยธรรมเช่นกัน
สองรัฐบาลนี้ แม้ไม่ได้ชนะเลือกตั้งอันดับ 1 แต่ก็เป็นพรรคอันดับ 2
ทุกรัฐบาลที่กล่าวมานี้ เป็นเครือข่ายของคุณทักษิณ ซึ่งแม้จะได้รับความนิยม ครองใจประชาชน แต่มักยืนอยู่ตรงกันข้ามกับกองทัพ และองค์กรอิสระ
คราวนี้ลองหันมาดูรัฐบาลที่รอดจากนิติสงคราม และการรัฐประหารกันบ้าง
- รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ประชาธิปัตย์) ไม่ได้ชนะเลือกตั้ง แต่พลิกขั้วมาเพราะงูเห่า “กลุ่มเพื่อนเนวิน” โหวตสนับสนุน
เกือบตลอดวาระของการบริหารประเทศ โดนม็อบเสื้อแดงชุมนุมขับไล่ 2 ปีซ้อน โดนกดดันอย่างหนัก แต่มีกองทัพยืนเคียงข้าง สุดท้ายไม่โดนรัฐประหาร และอยู่ได้จนยุบสภาไปเอง
- รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (พลังประชารัฐ) ไม่ได้ชนะเลือกตั้ง แต่ตั้งรัฐบาลได้ด้วยกติกาประหลาดของรัฐธรรมนูญปี 60 คือ ให้ สว.ร่วมเลือกนายกฯ โดยเป็น สว.ที่ พลเอกประยุทธ์ แต่งตั้งมาเอง ในฐานะหัวหน้า คสช.
รัฐบาลนี้ถูกม็อบไล่ เป็นม็อบคนรุ่นใหม่ ม็อบสามนิ้ว แต่อยู่มาได้ กระทั่งเกือบครบวาระ แถม พลเอกประยุทธ์ ได้ต่อวาระ เพราะนับเวลาเป็นนายกฯไม่ถึง 8 ปี ทั้งๆ ที่อยู่ในตำแหน่งจริงๆ 9 ปี แต่ศาลรัฐธรรมนูญนับจำนวนปีไม่เหมือนประชาชนคนไทยทั่วๆ ไป
ความน่าสนใจก็คือ รัฐบาลเหล่านี้ แม้จะถูกยื่นเรื่อง ยื่นคำร้องให้องค์กรอิสระตรวจสอบ แต่ผลที่ออกมา “ไม่เคยระคายผิว”
เช่น พลเอกประยุทธ์ โดนร้องร่วม 10 กรณี ไม่มีกรณีไหนผิดเลย เช่นเดียวกับ พรรคประชาธิปัตย์ โดนร้องยุบพรรคหลายครั้ง แต่รอดทุกครั้ง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า สู้คดีเก่ง หรือไม่เคยทำผิดจริงๆ ก็เป็นได้
เงื่อนไขสำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลเหล่านี้ ยืนอยู่ข้างเดียวกับกองทัพ หรือมีกองทัพเป็นแบ็ก แม้จะไม่ได้ชนะเลือกตั้ง แต่ก็อยู่ในอำนาจได้ยาวนาน
หันมาดูพรรคภูมิใจไทย ณ ปี 2569 ต้องบอกว่า มีแต้มต่อเหนือกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เพราะ...
- ชนะเลือกตั้งปี 69 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เกือบ 200 เสียง
- มีอิทธิพลเหนือวุฒิสภาอย่างชัดเจน แม้พรรคจะปฏิเสธก็ตาม แต่แวดวงการเมืองรู้กันดี เพราะเรียกกันว่า รัฐบาลสีน้ำเงิน กับ สว.สีน้ำเงิน
- วุฒิสภาเป็นต้นธารการเลือกกรรมการองค์กรอิสระอีกที ทำให้ดูเหมือนรัฐบาลสีน้ำเงิน จะได้รับความเอ็นดู ความเข้าอกเข้าใจจากกรรมการองค์กรอิสระ แนวๆ ทำอะไรก็ไม่ผิด
ขณะเดียวกัน หากองค์กรอิสระโดนตรวจสอบ ก็จะได้รับการปกป้องจากเครือข่ายสีน้ำเงิน เช่น กรณีการยื่นสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ทั้งคณะ เพราะไปยกคำร้อง คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านยื่นเรื่องไปหลายเดือนแล้ว แต่ประธานโสภณ ซารัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย ก็ยังไม่ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเสียที
- พรรคภูมิใจไทยไม่ขัดแย้งกับกองทัพ และไม่แทรกแซงกองทัพในทุกกรณี ทำให้ไม่มีปัญหากับกองทัพ แม้จะไม่สามารถเรียกได้ว่า “อยู่ฝ่ายเดียวกัน” แต่ก็ไม่มีอะไรขัดแย้งให้ต้องกังวล
ด้วยเหตุนี้หรือไม่ ที่ทำให้นายกฯอนุทินมั่นใจว่าจะอยู่ยาว เพราะไม่มีเงื่อนไขใดที่ตนเองและพวกจะตกจากอำนาจได้เลย ทั้งกองทัพ รัฐพันลึก องค์กรอิสระ และนิติสงคราม





