สภาสัปดาห์ที่ผ่านมา "ภท." สกัด "ปชน." ไม่ให้อภิปรายรายงาน กกต. เมื่อเปิดรายงาน พบข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญหาการเลือก ตรงกับข้อสันนิษฐาน ฝ่ายค้าน ต่อขบวนการฮั้ว-โกง สว.
KEY POINTS
- สส. พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาว่าสร้างความวุ่นวายในสภาฯ โดยเสนอญัตติด่วนเรื่องไฟใต้ เพื่อขัดขวางการพิจารณารายงานประจำปีของ กกต.
- ฝ่ายค้านเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวมีเจตนาเพื่อปกป้องพรรคภูมิใจไทยซึ่งถูกกล่าวหาในคดี "ฮั้ว สว." และหลีกเลี่ยงการซักฟอก กกต. ในประเด็นนี้
- รายงาน กกต. ปี 2567-2568 มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปัญหาการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และความคืบหน้าที่ล่าช้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ซึ่งมีคดีไปถึงชั้นอัยการและศาลเพียง 7.19%
การประชุมสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความปั่นป่วน ถึงขั้นที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลประกาศไม่ขอ “ญาติดี” ต่อกัน จน “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ ต้องสั่งปิดการประชุม เพื่อสกัดเกมล่มประชุม หลังฝ่ายค้านขอนับองค์ประชุมระหว่างอภิปรายญัตติแก้ปัญหาไฟใต้
จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายมาจาก สส.ภูมิใจไทย “ซาการียา สะอิ” ที่เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้พิจารณาข้อเสนอของ สส. ต่อรัฐบาลเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งกลับมามีเหตุปะทุอีกครั้ง
การเสนอญัตติดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการชิงจังหวะ หักข้อตกลงระหว่างวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล ที่เดิมกำหนดให้พิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก่อน แล้วจึงเข้าสู่คิวญัตติไฟใต้
ทันทีที่ สส.ภูมิใจไทยเดินเกมปาดหน้า ฝ่ายค้านก็ไม่ยอมเดินตามรัฐบาล พร้อมส่ง สส. ออกมาตะโกนฟ้องประชาชนว่า สิ่งที่รัฐบาลทำคือสกัดไม่ให้อภิปรายรายงาน กกต. ตามระเบียบวาระ เพราะพรรคภูมิใจไทยมีส่วนได้เสียในฐานะผู้ถูกกล่าวหาในคดี “ฮั้ว สว.” และต้องการปกป้อง กกต. ซึ่งขณะนั้น “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. มารอชี้แจงอยู่แล้ว
ความวุ่นวายยิ่งทวีความดุเดือด เมื่อ “รังสิมันต์ โรม” ประกาศไม่ยินดีนับเป็นพี่น้องกับ “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมขณะนั้น
มัลลิกาพยายามคลายบรรยากาศตึงเครียดด้วยการเรียกตัวเองว่า “พี่” แต่ สส.พรรคประชาชนมองว่านี่คือการถ่วงเวลา เพื่อไม่ให้สภาฯ พิจารณารายงาน กกต. ได้ทันก่อนปิดประชุมเวลา 19.00 น.
ภาพสภาฯ วันที่ 3 กันยายน จึงสะท้อนความขัดแย้งระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ที่อาจลุกลามไปสู่ความแตกหักในอนาคต หากทั้งสองฝ่ายยังยืนอยู่คนละขั้วในประเด็นสำคัญ
คำถามคือ สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยพยายามปกป้องด้วยการยื้อเวลา ไม่ให้สภาฯ พิจารณารายงาน กกต. ประจำปี 2567 และ 2568 นั้น มีเนื้อหาอะไรที่อ่อนไหวต่อภูมิใจไทยและรัฐบาลสีน้ำเงินหรือไม่
รายงาน กกต. ปี 2567 จัดทำขึ้นในยุคของ “อิทธิพร บุญประคอง” ขณะดำรงตำแหน่งประธาน กกต. โดยมี “แสวง บุญมี” เป็นเลขาธิการ กกต. ส่วนรายงานปี 2568 มี “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” เป็นประธาน กกต. และยังมีเลขาธิการคนเดิม
เนื้อหาในรายงานทั้งสองฉบับ เป็นภาพรวมผลการปฏิบัติงานสำคัญของ กกต. ในแต่ละปี ครอบคลุมภารกิจเกี่ยวกับพรรคการเมือง การสืบสวนและไต่สวน การจัดการเลือกตั้ง การออกระเบียบสำคัญ การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส งบการเงิน ข้อสังเกต และบทสรุปปัญหาอุปสรรคในการทำงาน
ประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมใช้เปิดอภิปรายคือ “กระบวนการเลือก สว. และการตรวจสอบคดีฮั้ว-โกง สว.” เพราะหากปล่อยให้เดินหน้าพิจารณา คำถามสำคัญที่ กกต. อาจต้องตอบคือ เหตุใดคดีฮั้ว สว. ที่พัวพันกับแกนนำภูมิใจไทยจึงยืดเยื้อมานานถึง 2 ปี
ในรายงาน กกต. ปี 2567 เรื่องการเลือก สว. ถูกระบุเป็นหัวข้อใหญ่ โดยสะท้อนปัญหาการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ซึ่งมีเวลาเพียง 5 วัน ทำให้บางหน่วยตรวจสอบไม่ทัน และต้องประกาศรายชื่อผู้สมัครออกไปก่อน
รายงานระบุว่า ภายหลังการเลือกในแต่ละระดับมีผลส่งกลับมา พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติ จนเกิดปัญหาในการลบรายชื่อออกจากบัญชีผู้สมัครระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตของฝ่ายค้านและไอลอว์ ที่มองว่าเป็นต้นตอของการ “ล็อก-ฮั้ว” เพราะการตรวจสอบคุณสมบัติให้เป็นไปตามกฎหมายถูกละเลย จนเกิดขบวนการ “พลีชีพ” และการระดมคนมาสมัคร
นอกจากนี้ ยังเคยมีข้อสังเกตจากคณะทำงานของ กมธ. สว. ชุดก่อนว่า หากปล่อยให้ผู้ขาดคุณสมบัติเข้าไปลงคะแนน อาจกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการเลือก สว. ทั้งกระบวนการ โดยเฉพาะเมื่อการเลือกดังกล่าวถูกตั้งข้อสงสัยว่าเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย
สำหรับบทบาทของ กกต. ที่เป็นทั้งผู้จัดและผู้กำกับการเลือกตั้ง รายงานระบุถึง ภารกิจควบคุม สอดส่อง สืบสวน และไต่สวน แต่ในรายงานปี 2567 กลับไม่พบการนำเสนอปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. อย่างชัดเจน
ขณะที่งบประมาณสำหรับการจัดเลือก สว. ตามการตรวจสอบบัญชี พบว่าใช้งบสูงถึง 942 ล้านบาท
ส่วนรายงาน กกต. ปี 2568 มีข้อมูลสำคัญเรื่องผลการดำเนินคดีจากการเลือก สว. ปี 2567 โดยระบุว่า มีคดีที่ส่งฟ้องอาญา 10 คดี และในปี 2568 มีเรื่องส่งศาลรวม 434 คดี
ในจำนวนนี้ 429 คดีเกี่ยวข้องกับผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อีก 2 คดีเกี่ยวกับการจัดทำ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ และอีก 1 คดีเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด
หากแยกตามความคืบหน้าของคดีทั้ง 434 เรื่อง พบว่า
อยู่ระหว่างพิจารณาของสำนักกฎหมายและคดี 27 เรื่อง อยู่ในขั้นตอนของ กกต. จังหวัด 68 เรื่อง อยู่ในชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวน 306 เรื่อง อยู่ในชั้นพิจารณาของอัยการ 25 เรื่อง อยู่ในชั้นพิจารณาของศาล 6 เรื่อง
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขคดีทั้งหมด 434 เรื่อง จะพบว่าคดีที่ไปถึงชั้นอัยการและศาลมีเพียง 31 เรื่อง หรือคิดเป็น 7.19%
ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ กกต. ระบุไว้ในรายงานประจำปี 2567 และ 2568 และสอดคล้องกับข้อมูลที่ภาคประชาชน เครือข่ายผู้สมัคร สว. รวมถึงผู้ตรวจการเลือกตั้ง เคยนำพยานหลักฐานมาเปิดเผยผ่านเวทีฝ่ายค้าน
ข้อกล่าวหาหลักคือ การเลือก สว. มีปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่ขั้นตอนรับสมัครที่ กกต. รับรองผู้ขาดคุณสมบัติให้เข้ามาอยู่ในกระบวนการ ไปจนถึงการตรวจสอบภายหลัง ซึ่งแม้ กกต. จะพบปัญหาและรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวน แต่คดีกลับมีความคืบหน้าน้อย
จึงเป็นคำถามที่ กกต. ต้องตอบให้ชัดว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้นเป็นเพียงข้อจำกัดของกระบวนการ หรือเป็นการดึงเวลาเพื่อปกป้องผู้มีอำนาจและ สว. บางฝ่ายกันแน่
ความวุ่นวายในสภาฯ ไม่ได้เป็นเพียงการแย่งคิวพิจารณาญัตติ แต่สะท้อนว่ารายงาน กกต. ปี 2567-2568 อาจมีเนื้อหาที่สร้างแรงกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นการเลือก สว. และความคืบหน้าของคดีฮั้ว
หากการประชุมสภาฯ สัปดาห์นี้ไม่มีเกมยื้อเวลา และ “แสวง” ไม่เบี้ยวนัด พรรคฝ่ายค้านน่าจะได้เปิดอภิปรายอย่างเต็มที่ รวมถึงอาจมีการเปิดหลักฐานใหม่ผ่านเวทีสภา ซึ่งถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศอีกครั้ง





