วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สมชัย’ ชำแหละ เอกสารอนุฯ ชุด 36 ตีกรอบโกงสว. 'ฝ่ายการเมือง' ส่อหลุด

‘สมชัย’ ชำแหละ เอกสารอนุฯ ชุด 36 ชี้ ตีกรอบโกงสว. ช่วยฝ่ายการเมืองหลุดความเกี่ยวข้อง ซัด ใช้ตรรกะกรอบกฎหมายที่บิดเบี้ยว อาจเอาผิดอนุกรรมการได้

ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกพรรคประชาชนนางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาชน แถลงข่าวการตรวจสอบคดีการโกง สว. และนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)  และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ )  ในการแถลงได้มีการเชิญ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ร่วมแถลงข่าว

โดยนายสมชัย  กล่าวถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ในคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า กกต. ตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้ขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่าอนุกรรมการ 35 ชุดเดิมอาจมีภาระงานมากหรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญไม่เพียงพอ แต่กลับพบว่ามีหลายคนในชุดที่ 36 เป็นกรรมการอยู่ใน 35 ชุดแรกด้วย และเมื่อเข้ามาทำงานกลับไม่ค่อยซักถาม ฉะนั้น ความชอบธรรมของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 จึงไม่ค่อยมี

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ตนไม่ใช่คนเดียวที่ได้รับเอกสารของอนุกรรมการชุดที่ 36 และขอรอดูการวินิจฉัยของ กกต. วันที่ 14 กันยายน ว่าจะชอบธรรมและตรงไปตรงมาหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น เอกสารคงไม่ถูกนำมาเปิดเผยอีก แต่หากวินิจฉัยไม่ตรงไปตรงมา เอกสารที่มีซึ่งระบุถึงผู้ที่อาจกระทำผิดและความเชื่อมโยงไปยังฝ่ายการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรค ตนเชื่อว่าเรื่องนี้จะยาว

‘สมชัย’ ชำแหละ เอกสารอนุฯ ชุด 36 ตีกรอบโกงสว. 'ฝ่ายการเมือง' ส่อหลุด

นายสมชัย กล่าวอีกว่า จากรายงานการประชุมพบว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้งคือวันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 13.30-16.00 น. โดยทีมเลขานุการ กกต. จะมาสรุปสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนส่วนกลางชุดที่ 26 ทั้งข้อมูลจากผู้ถูกกล่าวร้องและความเห็นของคณะกรรมการชุดดังกล่าวมาเสนอที่ประชุม ซึ่งการประชุมในช่วงแรกๆ อาจจะมีการซักถามบ้าง แต่ระยะหลังฝ่ายเลขาจะเป็นผู้รายงานเกือบทั้งหมด เช่น ในการประชุมครั้งที่ 13/2569 มีเอกสาร 39 หน้า ฝ่ายอ่าน 38 หน้าครึ่ง ขณะที่กรรมการแทบไม่มีการซักถามหรือข้อสงสัย มีเพียงมติรับทราบข้อชี้แจง

นายสมชัย กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ อนุกรรมการชุดที่ 36 มี 7 คน และทีมเลขานุการ 9 คน และจากรายงานไม่พบว่ามีการเรียกคณะกรรมการชุดที่ 26 มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีการนำเอกสารต้นฉบับมาพิจารณา โดยเป็นเพียงการสรุปผลการสอบสวนและเอกสารของชุดที่ 26 อย่างไรก็ตาม จากรายงานพบว่านายเชาวนะ ไตรมาศ เป็นประธานอนุกรรมการชุดที่ 36 แต่กลับพบว่านายอนุชา จันทร์สุริยา หนึ่งในอนุกรรมการมีบทบาทในการนำประชุมทั้งการตั้งประเด็นและกำหนดกรอบการพิจารณา โดยในการประชุมครั้งที่ 4/2569 มีการกล่าวถึงผู้มีบารมีนอกพรรคที่อยู่ในพื้นที่บุรีรัมย์ ก่อนจะมีอนุกรรมการรายหนึ่งทักท้วงว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ไปยุ่งกับเขาทำไม เขาแค่เตะบอลของเขา เขานุ่งกางเกงขาสั้นของเขาอยู่ดีๆ ทำไมจะต้องไปยุ่งอะไรกับเขาด้วย ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้อง แต่ฝ่ายเลขานุการชี้แจงว่า แม้ไม่ได้เป็นผู้สมัคร ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค หรือไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค หากเป็นผู้กระทำความผิดก็สามารถนำมาอยู่ในสำนวนได้

‘สมชัย’ ชำแหละ เอกสารอนุฯ ชุด 36 ตีกรอบโกงสว. 'ฝ่ายการเมือง' ส่อหลุด

นายสมชัย กล่าวด้วยว่า การที่นายอนุชา พยายามตีกรอบและในช่วงแรกนั้นเพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งการตีกรอบดังกล่าวเป็นการตีกรอบกฎหมาย ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ อาจจะเป็นการตีกรอบที่ดีทำให้เกิดการวินิจฉัยที่ชัดเจนขึ้น ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้นก็ได้ หรืออาจจะเป็นการตีกรอบแล้วทำให้ใครต่อใครที่ผิดหลุดไปเลย ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่าเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองนั้น จะมีการสาวไปถึงนักการเมืองว่าร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ การตีกรอบที่อยู่ในการประชุมครั้งที่ 3 นั้น ตนอ่านแล้วเห็นว่าแปลก คือนักการเมืองไม่สามารถมาช่วย มายุ่ง มาแทรกแซง มาเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้ว สว.ได้ ขณะที่ฝั่งของผู้สมัครก็ไม่สามารถที่จะไปรับความช่วยเหลือได้

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าการตีกรอบดังกล่าวเป็นการตีกรอบที่ไม่ถูกต้อง หาก กกต.บอกว่าถูกต้องก็ขอให้ชี้แจงด้วยว่าถูกต้องตรงไหน หากตีกรอบเช่นนี้ก็แปลว่าไม่มีผู้สมัครคนไหนที่ไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองไม่ว่าคนนั้นจะได้เป็น สว. หรือไม่เป็นสว.ก็ตาม เมื่อไม่มีผู้สมัครคนไหนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองก็แปลว่าฝ่ายการเมืองก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตต่างๆ เหล่านี้ ฉะนั้น ย้ำว่า กกต. ต้องชี้แจง

นายสมชัย กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการร้องให้ขออำนาจศาลดูรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าอนุกรรมการแต่ละคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนบุคคลอย่างไรที่จะโหวต 5 คนที่บอกว่าไม่ผิดยกหมด กับอีก 2 คนที่บอกว่าไม่ยกหมด แต่ละคนมีเหตุผลอย่างไร ไปดูว่าคำที่เขียนดังกล่าวมาจากกรอบที่บิดเบี้ยวในตอนแรกหรือไม่ หากมาจากกรอบที่บิดเบี้ยวในตอนแรกแล้วใช้ตรรกะนี้ในการวินิจฉัย ก็สามารถที่จะเอาผิดคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ลงมติยกคำร้องโดยตีความกฎหมายที่บิดเบี้ยวในตอนต้น

‘สมชัย’ ชำแหละ เอกสารอนุฯ ชุด 36 ตีกรอบโกงสว. 'ฝ่ายการเมือง' ส่อหลุด

ขณะที่นายพริษฐ์ ยังได้เสนอข้อพิรุธของคณะอนุชุดที่ 36 และชุดที่ 26 คือเรื่องของที่มา ยังขาดคำตอบที่ชัดเจนถึงเหตุผลในการตั้งคณะอนุชุดที่ 36 กระบวนการทำงาน ยังขาดข้อมูลที่ชัดเจนถึงรายละเอียดการทำงานว่าเพียงพอหรือไม่ ในชัดที่ 36 หากเทียบกับชุดที่ 26 ทั้งเรื่องเวลาที่ใกล้เคียงกัน จำนวนครั้งในการประชุม ความชัดเจนในเอกสารว่ามีทั้งหมดกี่หน้า เพราะของชุดที่ 26 มีทั้งหมด 80,000-90,000 หน้า แค่คณะที่ 36 ไม่มีข้อมูลนี้เปิดเผย 

ส่วนข้อพิรุธที่ 3 การตีความสอดรับกับธงทางการเมืองหรือไม่ เพราะเราได้รับรู้ว่าคณะอนุที่ 36 ปฏิบัติตนเป็นศาลเอง และตีตกหลักฐานที่ยังไม่สิ้นข้อสงสัย แทนที่จะเป็นหลักฐานที่น่าสงสัยเพียงพอที่จะสั่งฟ้องได้ ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ ของ กกต. และยังเห็นการวินิจฉัยตีความที่พยายามจะสอดรับกับนักการเมืองเพื่อให้สาวไปไม่ถึงนักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม เช่น ระบบรัฐมนตรี สส. กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และได้เห็นถึงการพยายามปฏิเสธความเป็นขบวนการของการโกงสว. แต่เราเห็นหลักฐานแต่ละชิ้นแล้วพบว่าเป็นขบวนการเดียวกัน และข้อพิรุธข้อสุดท้ายคือ เรื่องของผลลัพธ์ ของคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 36 ที่มีความเห็นออกมาว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่งค้านกับหลักฐานที่เปิดเผยต่อที่สาธารณะ