"พจน์" ประกาศกลางเวที ต้านโกง69 เอกชนไม่จ่าย หวังปิดช่อง “คอร์รัปชัน-ปัญหาสังคม” เล็งขยายแนวร่วมต้านโกง พร้อมชี้แนวทางแก้ทุจริต รัฐบาลต้องมีส่วนร่วม-ราชการโปร่งใส
ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย องค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) พร้อมกับภาคีเครือข่าย จัดงาน วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2569 ภายใต้หัวข้อ โกงได้ แก้ได้ เปลี่ยนความสิ้นหวังเป็นพลังของคนทั้งประเทศ โชว์พลัง ไม่ทน ไม่เฉย ไม่ชิน
โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ ธุรกิจจะเลือกโกง หรือเลือกแก้ ตอนหนึ่งว่า คอร์รัปชัน คือมะเร็งร้ายที่กัดกินสังคมไทย ทั้งนี้สถานการณ์การเมือง การปกครองและสังคม ไม่ตอบสนองสิ่งที่ต้องการแก้ไข เพราะนับวันยิ่งหนัก และลามไปทุกส่วน เพราะไม่ใช่แค่การค้า จ่ายง่าย จบ ทุกระบบในขั้นตอนราชการ ทำให้เมื่อเดือนตุลาคม 2568 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ตั้งคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ร่วมทำเอกสารวิชาการเพื่อเป็นไปตามหลักสากล จากการขับเคลื่อนที่ผ่านมา 11 เดือน ถือว่าประสบความสำเร็จไปได้ระดับหนึ่งแต่ยังไม่พอใจ แต่สร้างกระแสให้สังคมเห็นว่ามะเร็งร้ายที่เกิดขึ้น หากภาคประชาชน เอกชน และรัฐบาลไม่ร่วมแก้ไขปัญหาจะเลวร้ายหนัก
ดร.พจน์ กล่าวต่อว่า นายกฯ ก่อนรับตำแหน่ง ได้มาที่ สภาหอการค้า เพื่อฟังคำเสนอแนะ ซึ่งตนนำเสนอวาระแห่งชาติไป 6 ข้อ และต้องทำเรื่องต่อต้าน ปราบปรามคอร์รัปชันให้จริงจัง และก่อนการเลือกตั้ง มหาวิทยาลัยหอการค้าทำแบบสอบถามเรื่องการซื้อเสียง เมื่อ มกราคม 2569 พบว่ามีการซื้อเสียง 1,000 บาท สูงสุด 7000 บาท ทั้งนี้เป็นการสอบถามทางวิชาการ
“หลังจากนายกฯ รับตำแหน่ง ได้ตั้งกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ และทำงานร่วมกันขับเคลื่อน ทั้งนี้จากการหารือ เห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่แค่ ฟ้อง จับ จบ แต่ต้องแก้ที่รากของปัญหา คือ กฎหมายที่เอื้ออาทรให้กับผู้ใช้กฎหมายเป็นช่องทางคอร์รัปชัน และได้ตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ทำงานร่วมกัน” ดร.พจน์ กล่าว
ดร.พจน์ กล่าวต่อว่า ดัชนีวัดการคอร์รัปชันของประเทศไทยอยู่ในอันดับตกต่ำ และหากไม่แก้ไขจะเป็นอันตราย โดยเป้าหมายสำคัญ คือ การปลูกฝังจิตสำนึกของประชาชน เยาวชน ให้เห็นความเลวร้ายของการคอร์รัปชัน รวมถึงต้องปิดช่องคอร์รัปชัน ที่เกิดจากการใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูก แก้กฎหมาย แก้กฎระเบียบ การออกใบอนุญาต ที่ใช้ดุลยพินิจ โดยจากการทำงานร่วมกับนายปกรณ์ 7 เดือน ได้เสนอให้แก้กฎกระทรวง ประกาศกรม ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นจีดีพี ขณะเดียวกันการทำงานของรัฐบาลต้องโปร่งใส เปิดเผย การใช้ระบบดิจิทัล เพื่อเปิดเผยข้อมูลจึงสำคัญมาก เพราะเมื่อการจัดซื้อจัดจ้างถูกเปิดเผย จะลดคอร์รัปชันได้จริงจัง ลดใช้ดุลยพินิจ
“วันนี้ภาคเอกชนต้องร่วมมือไม่จ่ายก่อน หากเอกชนไม่จ่าย จะลดลงไปมาก แต่มีเอกชนถามกลับว่าไม่จ่าย จะไม่ได้งาน หรือ งานเดินไม่ได้ ต้องทำอย่างไร คือต้องแก้กฎหมายเพื่อลดใช้ดุลยพินิจ ต่อด้วยการเปิดเผยข้อมูล เพื่อสร้างชอบธรรมกับสิ่งที่ได้ทำอย่างถูกต้อง หากคนจ่ายอยู่ ต้องมีคนรับ หากปิดช่องจ่ายก็จบ คือ ความโปร่งใส เชื่อมระบบดิจิทัล ลดดุลยพินิจ แก้กฎหมาย ภาคเอกชนเราวันนี้ เกือบครบทุกองค์กร พร้อมใจกันขับเคลื่อนหยุดโกง และปีหน้ามีสิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อดึงภาคประชาชนและสังคมเข้ามาร่วมกับ กกร. เพื่อหยุดการโกงที่เป็นปัญหาของสังคม” ดร.พจน์ กล่าว





