วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

ไม่หมู‘ครม.หนู 2’ ติดหล่มปัญหา วิกฤติผลงาน กัดกร่อนอำนาจ

สภาพการณ์ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สมัย 2 ที่แม้จะเข้มแข็งในทางการเมือง ช่วงชิงการนำ กุมอำนาจแทบเบ็ดเสร็จ กลไกการเมือง ข้าราชการฝ่ายปกครอง ที่วางขุมข่ายไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งปี 69 คือคำตอบว่า 

ทำไมการบริหารจัดการคะแนนเสียงในหีบของเครือข่ายสีน้ำเงิน ถึงทำได้ขนาดนี้ เกือบ 200 ที่นั่งในสภา 

การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ชนิดเลือกได้ว่า จะเอาเพื่อไทย ไม่เอากล้าธรรม สะท้อนความมั่นใจว่า ยากจะถูกโค่นล้ม 

ไม่ต้องง้อ“เขียว” ปล่อยให้ไปอยู่กับ“ส้ม”ในฐานะฝ่ายค้าน ซึ่ง“น้ำเงิน”รู้ดีว่า ปลาคนละน้ำ ความเป็นหนึ่งเดียวในการทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ ย่อมไม่เป็นเอกภาพ ที่ผ่านมาก็เห็นชัดว่า “เขียว”แทบไม่แตะต้องแผลใหญ่ของ“น้ำเงิน”แม้แต่น้อย 

“น้ำเงิน”กับ“แดง” ก่อนหน้านี้ ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ จากเกมยึดเก้าอี้ มท.1 ของอนุทิน สมัยนั่งรองนายกฯ นำมาสู่การถอนตัวร่วมรัฐบาลเพื่อไทย สุดท้ายเกมพลิก ต้องสังเวยแพทองธาร ชินวัตร จากตำแหน่งนายกฯ ด้วยคลิปอังเคิล จนการเมืองเปลี่ยนขั้ว ภูมิใจไทยขึ้นมามีอำนาจ โดยยังเหลือช่องทางให้จับมือไปข้างหน้า วางเรื่องเก่าเอาไว้ก่อนได้

การขึ้นสู่อำนาจของภูมิใจไทย อาจจะง่ายกว่าการที่มีอำนาจแล้วใช้สร้างผลงาน ที่ยังเป็นคำถามจนถึงตอนนี้ว่า ครม.ชุดนี้ ถือเป็นของจริงใช่หรือไม่ 

ทำไมการมีอำนาจแฝงจากรัฐพันลึกหนุนหลัง กลับไม่เกิดแรงส่งให้สร้างผลงานเป็นที่ประทับใจประชาชน จนถูกเรียกว่าพรรคนี้เก่งการเมือง แต่ดูไม่ถนัดงานบ้านเมือง

ดัชนีชี้วัดความนิยมทางการเมือง ผ่านการสำรวจของสำนักโพลต่างๆ ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันว่า ความเชื่อมั่นต่อตัวรัฐบาลแนวโน้มไม่ดีขึ้นเลย ท่ามกลางปัญหารุมเร้ามากมาย จนมีคำถามตามมาว่าอนุทิน และคณะยังไหวหรือไม่

นิด้าโพล ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าประเด็นที่ประชาชนมองว่า อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลอนุทิน มากที่สุด ได้แก่ การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 62.75% คดีโกง สว.55.88% กรณี สส.ตรวจสอบที่ดินเขากระโดง 42.29% โดยกลุ่มตัวอย่าง 37.86% มองถึงความอยู่รอดของรัฐบาลว่า จะไม่รอดแน่ๆ ส่วน 26.03% มองว่า รอด แต่จะบอบช้ำมาก

เมื่อผลงานยังไม่เด่นชัด เรื่องเก่ายังไม่เคลียร์ ปัญหาใหม่ทะลักให้ตามแก้ไม่เว้นวัน บางเรื่องเช่น โกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น สังคมก็ยังคาใจว่า เกิดเรื่องมหัศจรรย์ได้อย่างไรว่า ไม่มีนักการเมืองเอี่ยว

คดีโกง สว. ที่มีรัฐมนตรีภูมิใจไทย เป็นผู้ถูกร้องจำนวนมาก สังคมก็ไม่เชื่อมั่นองค์กรอิสระ อย่างกกต. ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ กำลังช่วยฟอกขาวให้ผู้มีอำนาจหรือไม่

ท่าทีของ“แสวง บุญมี” เลขาฯกกต. ที่ออกมาชี้แจงว่า หากจะให้ 7 อรหันต์ กกต. ส่งฟ้องผู้ร้องคดีโกง สว. ไปยังศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ต้องเข้า 3 องค์ประกอบ ของรัฐธรรมนูญ มา.226 ได้แก่ 

1. ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือก สว. เท่านั้น ทุจริต หรือรู้เห็นการกระทำผู้อื่น 2.การทุจริต จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนนสมยอม แลกคะแนน หรือให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเอง และ3. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ข้อครหาถึงความเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายการเมือง สว.สีน้ำเงิน และ กกต. แม้ความแตกในระดับเจ้าหน้าที่ใน จ.อำนาจเจริญ มีเส้นเงินจากคนของนักการเมืองใหญ่มาถึง ลามจากคดีโกง สว. ไปถึงกรณีเลือกตั้ง สส. จะเกี่ยวข้องกับการยกคำร้อง “เจ๊สีน้ำเงิน”หรือไม่ แล้วเคสแบบนี้จะมีในจังหวัดอื่นอีกหรือไม่

อีกปัญหาคือ ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ดูเหมือนช่วงตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน เข้ามา หลายปรากฎการณ์สะท้อนถึงความล้มเหลวของภาครัฐในการแก้ปัญหา 

จากเหตุลอบยิง“กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ถึงเหตุการลอบถล่มเจ้าหน้าที่บริเวณจุดตรวจบูเก๊ะซามี นราธิวาส จนทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย และล่าสุด เกิดเหตุป่วน 51 จุดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ถือว่าท้าทายอำนาจรัฐ และตัวผู้นำโดยแท้

การที่อนุทิน ใช้บริการ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ โดยแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี หลายฝ่ายมองว่า จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนใต้ แต่ความจริง กลับตรงกันข้าม ขนาดลูกพรรควันนอร์ เป็นถึง สส.ยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ทุกขลาภของภูมิใจไทย และอนุทิน คือมีอำนาจ ท่ามกลางปัญหารุมเร้าที่แก้ไม่ตกสักอย่าง ยิ่งนานยิ่งตอกย้ำความไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับขุมข่ายอำนาจในมือ ซ้ำเติมสนิมเนื้อในสีน้ำเงิน