อดีตผู้พิพากษาเตือน ปูดสำนวนโกง สว.เสี่ยงผิดกฎหมาย - โทษสูง แม้ไม่เผยฉบับเต็ม ชี้ช่องขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ศึกซักฟอกรัฐบาลแทน เเนะหาก กกต. เเถลงเสร็จ ขอใช้พรบ.ข้อมูลข่าวสารเรียกสำนวนสอบฉบับเต็มมาตรวจสอบ
นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าชี้แจงคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฏร ถึงการเผยแพร่เอกสารรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 24/2568 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการดำเนินการ เลือก สว.ปี 2567 โดยระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลเอกสารทางราชการนั้นไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนก็มีความผิด เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในกรณีนี้จะมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหลายฉบับที่เอาผิดกับการได้ข้อมูลมาโดยไม่ชอบแล้วนำไปเผยแพร่หรือเปิดเผยต่อ ซึ่งบริบทของกฎหมายที่ครอบคลุมการกระทำดังกล่าวนั้นประกอบด้วย
1.พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพ.ศ.2562 มาตรา3(1),26,27,79,80
2.พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา15,20,41
3.พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา74 และ 4.ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 164
นายสุโรจน์ ระบุต่อว่า ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2540 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นความผิดหากเอกสารราชการนั้นมีสถานะเป็นข้อมูลความลับทางราชการแล้วหากใครนำไปเผยแพร่โดยปราศจากอำนาจตามกฎหมายก็มีความผิด ในขณะที่ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 บัญญัติให้ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆเพื่อดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความข่าวสาร หรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะเชื่อมโยงกับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 ด้วย
ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 ด้วย ตนเห็นว่าถ้ามีการเผยแพร่เอกสารความลับทางราชการ แม้จะไม่ใช่เอกสารฉบับเต็ม เป็นการข้อมูลที่จากหลายภาคส่วนมาเผยแพร่ต่อสาธารณะก็จะมีความผิด
“ถ้าเนื้อหาของเอกสารเป็นความลับทางราชการก็เป็นความผิดแล้ว โดยหลักการจะไม่ให้เปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะอาจเป็นความลับชั่วขณะ หรือตลอดไปก็ได้ แล้วแต่หน่วยงานราชการนั้นๆ จะให้เอกสารเป็นความลับชั่วคราวหรือตลอดไป ถ้าได้ข้อมูลมาโดยไม่ชอบแล้วนำไปเผยแพร่ในช่วงเวลานั้นก็จะเป็นความผิด”
นายสุโรจน์ ระบุว่า กรณีของนายพริษฐ์ แม้จะเป็นการเปิดเผยเอกสารสำนวนการสอบคดีฮั้ว สว.ไม่ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนเพื่อหวังผลในทางการเมือง ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว แต่ถ้าต่อมามีการดำเนินคดีถึงในชั้นศาล ศาลอาจใช้ดุลพินิจที่เป็นคุณด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้ก็ได้ นอกจากนั้น การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำละเมิดทั้งทางแพ่งและอาญารวมทั้งทางปกครองด้วย ซึ่งตนเห็นว่ามีความผิดทั้งไอลอว์และนายพริษฐ์ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำอันเป็นการละเมิดดังกล่าวด้วย
ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านจะนำข้อมูลสำนวนคดี สว. มาตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจในที่ประชุมสภาฯ นั้น นายสุโรจน์ ระบุว่า ถ้าเป็นการใช้เอกสิทธิ์ สส. ตามรัฐธรรมนูญ ในสภาสามารถทำได้ เพราะเป็นเรื่องยกเว้นโดยสามารถอ้างฐานปฏิบัติตามกฎหมายได้ ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารทางราชการในชั้นความลับทุกกรณีที่มีการเผยแพร่นั้น ถ้าการเปิดเผยหรือเผยแพร่ได้กระทำโดยยืนอยู่บนฐานที่มีกฎหมายรองรับแล้วก็ไม่มีความผิด เช่น ฐานความยินยอม ฐานปฏิบัติตามกฎหมาย ฐานปฏิบัติตามสัญญา หรือฐานภาระกิจของรัฐ
“เอกสารลับทางราชการ พอนำมาเผยแพร่ สมมติได้ทางออนไลน์เผยแพร่ต่อก็จะเป็นความผิด ในอดีตจะไม่มีกฎหมายเหล่านี้ จะมีแต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 กรณีเจ้าพนักงานเผยแพร่เอกสารทางราชการ แต่ทุกวันนี้มีกฎหมายหลายฉบับครอบคลุมเพื่อรองรับสภาวะบ้านเมืองที่เจริญขึ้น มีการส่งข่าวสารทางสื่อต่างๆ“
นายสุโรจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ หากท้ายที่สุดผลการสอบสวนคดี ฮั้ว สว. ออกมาและเมื่อ กกต.มีคำวินิจฉัยเสร็จแล้ว ทุกฝ่ายก็สามารถขอตรวจดู หรือคัดถ่ายสำนวนการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยนั้นได้ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการมาตรา 9,15,17,18 ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบที่หน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระอย่าง กกต.สมควรอนุญาตให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามกฏหมายในการขอข้อมูลข่าวสารของราชการได้ เพียงแต่การนำเอาเอกสารอันเป็นความลับของทางราชการมาเผยแพร่ในขณะที่ กกต.กำลังมีการทำสำนวนการสอบสวนอยู่ โดยคดียังไม่เป็นที่ยุติก็จะเป็นเรื่องที่มีความผิดตามกฎหมายดังกล่าว และการกระทำความผิดต่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับข้างต้นนั้น กฎหมายไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ราชการว่าเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ตลอดจนก็ไม่คำนึงว่าเจ้าพนักงานที่นำมาเปิดเผยหรือเผยแพร่จะมีหน้าที่โดยตรงในการเก็บรักษาความลับหรือไม่
นายสุโรจน์ ยังย้ำว่า ขบวนการฮั้ว สว. นั้นผู้ร่วมกระทำการย่อมมีความผิดแน่นอน เพราะเป็นการละเมิดกฎหมายตั้งแต่บทบัญญัติกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญไล่ลงมา และในส่วนผู้กุมอำนาจรัฐเช่นรัฐบาลนั้นก็ต้องรับผิดชอบในทางการเมืองด้วย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการนำประเด็นทางการเมืองไปสู่การกระทำความผิดขึ้นด้วยวิธีการได้มาโดยไม่ชอบซึ่งข้อมูลข่าวสารทางราชการจากฝ่ายที่ตรงข้ามกับรัฐบาลเพื่อให้เกิดผลในทางการเมืองโดยอ้างความถูกต้องความชอบธรรม ซึ่งถ้าสังคมเชื่อว่ากฎหมายคือกฎกติกาที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้โดยปลอดภัยปราศจากการล่วงละเมิดต่อกันแล้วสังคมก็ต้องหนักแน่นในสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่สมควรที่จะร่วมลงไปละเมิดกฎหมายเสียเอง
เปิดโทษเสี่ยงจำคุก ห้ามเผยข้อมูลของ กกต.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ.2560 หมวด 2การสืบสวน การไต่สวน และการดำเนินคดี ในมาตรา 41 ประกอบด้วย โดย มาตรา41วรรคสาม ที่ระบุว่า“ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อมูลอันทำให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรานี้ มาตรา 32(3) หรือมาตรา 47เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจหรือตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล”
ส่วนบทลงโทษตามมาตรา41วรรคสาม คือ มาตรา 68 ผู้ใดซึ่งได้ล่วงรู้ข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่คณะกรรมการได้รับแจ้งตามมาตรา 32(3) แล้วเปิดเผยข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลนั้นต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คณะกรรมการหรือผู้มีหน้าที่และอำนาจในการใช้ข้อมูลนั้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือฝ่าฝืนมาตรา 41วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นกรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้งหรือเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ออกมาเคลื่อนไหวและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา และบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยไอลอว์ เเละตัวเเทนพรรคประชาชนบางคน เป็นเเกนหลักจัดเวทีเสวนาการ ฮั้วสว.โดยนำข้อมูลการ ฮั้วสว.หลายพื้นที่นำเสนอทางสังคมออนไลน์ การไปออกรายการต่างๆของสื่อมวลชนเเละการจัดเวทีเสวนาเเบบต่อเนื่อง จึงทำให้อดีตผู้สมัครสว . สว.สำรอง ไอลอว์ พรรคฝ่ายค้านที่ร่วมเวทีดังกล่าวในรอบ 2 เดือนเศษที่ผ่านมาเเละออกรายการของสื่อต่างๆ สุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิดในมาตรา41วรรคสามเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยิ่งชีพได้นำข้อมูลและเอกสารจากคณะกรรมการสืบสวนเเละไต่สวนกลาง ชุดที่26 ที่มีมติให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คนมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เเละประกาศจุดยืนว่าวันที่14 ก.ย.นี้ กกต.ต้องส่งฟ้อง 229 คนให้ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้งตัดสินตามกระบวนการ และพร้อมที่จะนำหลักฐานรวมถึงคำให้การของพยานคนสำคัญ (พยานเทียร์ 1) ออกมาเปิดเผยกับสังคมทั้งหมด หากกกต.สั่งไม่ฟ้องทั้งหมด เเต่ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาตั้งคำถามถึงที่มาของเอกสารในคดีที่หลุดมาถึงมือของไอลอว์หรือนักการเมือง ว่ารั่วไหลมาได้อย่างไร และมีความเหมาะสมหรือไม่ในการนำมาเป็นประเด็นกดดันทางการเมืองก่อนกกต.จะลงมติ จนกระทั่งดีเอสไอเเละกกต.ได้เเจ้งความดำเนินคดีไปเเล้วว่าสำนวนหลุดไปถึงไอลอว์เเละพรรคการเมืองได้อย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยิ่งชีพย้ำหลายครั้งว่าจะไม่เปิดเผยว่า ตนได้ข้อมูลมาจากใครเเละมีกระเเสข่าวว่านายยิ่งชีพยอมรับกับคนเเวดล้อมว่าได้ข้อมูลนี้จากอดีตรัฐมนตรีบางราย
ส่วนนายพริษฐ์นั้น ล่าสุด กมธ.ตำรวจ สภาผู้เเทนราษฎร ได้ให้นายพริษฐ์เเละนายยิ่งชีพไปชี้เเจงเพื่อให้อธิบายว่าได้ข้อมูลของทางราชการมาได้อย่างไร โดยนายยิ่งชีพไม่ได้ไปพบ กมธ.การ ตำรวจเเละอ้างว่าป่วย พร้อมยืนยัน“ไม่เปิดเผยที่มาของสำนวน”
ส่วนนายพริษฐ์ อ้างว่า กรณีเอกสารสำนวนคดี ฮั้ว เลือก สว. หลุด นั้น การประชุมของกมธ.การตำรวจใช้เวลากว่า 90% ไปกับการซักถามตน พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า “กมธ. ตำรวจ อาจให้ความสำคัญกับการตามหาผู้ปล่อยเอกสารมากกว่าการหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริง ”
นายพริษฐ์ยืนยันว่า “ข้อมูลและเบาะแสเรื่องการฮั้ว สว. ที่นำมาเปิดเผยตนได้มาหลายช่องทางเเละเป็นเรื่องจริงและผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี เช่น กรณีเส้นทางการเงินหรือคลิปเสียง”
ส่วน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ได้นำสำนวนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต.ชุดที่เเล้ว แต่งตั้งขึ้นมา เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ทยอยนำออกมาเปิดเผยในข่วงนี้โดยนายสมชัยอ้างว่าได้ข้อมูลมาจากบุคลากรของ กกต.





