วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

'พริษฐ์' เข้าแจง กมธ.ตำรวจฯ ยันพร้อมร่วมมือเต็มที่คดีโกง สว.

'พริษฐ์' แจง กมธ.ตำรวจฯ ยันพร้อมร่วมมือคดีโกง สว.เต็มที่ กังขา กมธ.เร่งไล่ล่าคนปล่อยเอกสาร มากกว่าหาตัวคนผิด ดึงสติรัฐบาล ปล่อยข่าวเปลี่ยนอธิบดีดีเอสไอ

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องต่างๆ กล่าวหาว่ามีบุคคลได้ร่วมร่วมกันดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. บางคนขัดกฎหมาย โดยได้เชิญนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้บังคับการปราบปราม และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) มาให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการ

นายพริษฐ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการชี้แจงวันนี้ว่า จากเอกสารที่กรรมาธิการได้ส่งเชิญ ว่าจะเป็นการพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารคดีฮั้ว สว. และถูกเชิญในฐานะเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล จึงได้ถามกลับว่าเอกสารอะไร ซึ่งตั้งแต่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้วสว. ไม่เคยนำเอกสารใดมาเผยแพร่ ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ในฐานะที่ถูกเชิญก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ในสภา พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ขณะเดียวกันก็หวังว่าในอนาคตหากมี สส.คนใด พรรคไหนถูกกรรมาธิการชุดใดเชิญไปตรวจสอบ ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมือโดยใช้บรรทัดฐานเดียวกันนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ว่า การมาให้ข้อมูลครั้งนี้จะไม่เป็นเกมการเมือง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่ทราบเจตนาของกรรมาธิการ ไม่ขอก้าวร่วง แต่ต้องข้อสังเกตว่าคดีฮั้ว สว.อยู่ในความสนใจของประชาชน หากข้อกล่าวหาโกงสว.เป็นจริง หมายความว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่มที่พยายามกินรวบประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน

"ต้องข้อสังเกตไว้ในวันที่สังคมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อคดีดังกล่าว แต่กรรมาธิการตำรวจจัดลำดับความสำคัญ เห็นว่าเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่กรรมาธิการชุดนี้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริง เป็นการไล่ตรวจสอบ ว่าข้อมูลต่างๆมาจากไหน จึงตัดสินใจแทนประชาชนไม่ได้ ว่าการจัดลำดับความสำคัญแบบนี้ เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะเป็นอำนาจของกรรมาธิการแต่ละคณะ แต่เมื่อตัดสินใจเช่นนี้เชิญมาให้ข้อมูลก็ยินดี ให้ความร่วมมือ" นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.เพราะดีเอสไอไปแจ้งความกองปราบแล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเดินหน้าทำงานต่อ และที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ตรวจสอบคดีฮั้วสว. พูดชัดเจนมาตลอด ก่อนที่จะมาชี้แจงวันนี้ว่าได้รับเบาะแสมาหลายทาง เมื่อได้รับข้อมูลมาก็ไตร่ตรองในเบื้องต้น เมื่อพบข้อมูลหลายแหล่งและสอดคล้องกัน ว่าจะมีมูลความจริง ถึงนำมาเสนอต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นไหนที่ยังไม่แน่ใจก็จะนำเสนอในลักษณะคำถาม และเชิญคนที่เกี่ยวข้องมายืนยันอีกที 

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ชวนคิดตามในภาพรวมว่า หนึ่งในสิ่งสำคัญและถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หากต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในทุกกรณี คือต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ในการปกป้องผู้ให้เบาะแส หากมีเจ้าหน้าที่เหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้น หรือเห็นเบาะแสการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เกี่ยวกับคดีทุจริต เป็นเรื่องที่สส.และทุกคนต้องช่วยกันออกแบบ มาตรการคุ้มครองผู้ให้เบาะแส หากไม่วางบรรทัดฐาน ในอนาคตหากมีข้าราชการเห็นพฤติกรรมทุจริตเกิดขึ้น ก็คงกังวลใจหากจะแจ้งเบาะแส ก็อาจทำให้เดือดร้อน ส่งผลต่ออนาคตการทำงาน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า เชิญชวนตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล หากเป็นข้อเท็จจริง บุคคลดังกล่าวเป็นหนึ่งในคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พิจารณาคดีฮั้ว สว.ทั้งหมดแล้วมีความเห็นออกมา ว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ก็เปิดเผยว่านายปิยะสิริเป็นหนึ่งใน 5 คนลงมติเสียงข้างมาก ของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36

"ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง การเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI เป็นจริง อันนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการ เป็นคุณต่อคดีที่ตนเองถูกกล่าวหาอยู่หรือไม่" นายพริษฐ์ กล่าว