วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

เบื้องลึก 'อนุฯชุด 36' อดีต กกต. 'สมชัย' เปิดโปงไส้ในปล่อยโกง สว.

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เปิดโปงกระบวนการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 โดยชี้ว่าใช้เวลาลงมติในคดีโกง สว. เพียง 1% ของการประชุม

KEY POINTS

  • สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เปิดโปงกระบวนการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 โดยชี้ว่าใช้เวลาลงมติในคดีโกง สว. เพียง 1% ของการประชุม ทำให้เกิดข้อกังขาต่อมติที่ให้ผู้ถูกกล่าวหา 229 คนพ้นผิด
  • กกต. ชุดใหญ่ต้องพิจารณาข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่าง 2 คณะ คือ คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ที่ชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้อง และคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ที่มีมติยกคำร้อง
  • กกต. มีกำหนดชี้ขาดคดีโกง สว. ในวันที่ 14 ก.ย. ซึ่งผลการตัดสินมี 3 แนวทางที่อาจส่งผลกระทบทางการเมืองรุนแรงถึงขั้นยุบสภาฯ หรือเปลี่ยนขั้วรัฐบาล

นับถอยหลังอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ “คดีโกง สว.” หนึ่งในจุดด่างพร้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยในรอบหลายสิบปี กำลังเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดดีเดย์ 14 ก.ย.นี้ เป็นหมุดหมายสำคัญในการชี้ชะตา “สภาฯสีน้ำเงิน”

เดิมคดีนี้มีการประชุมกันทุกวันจันทร์ โดย “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.คนปัจจุบัน เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า จะพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยหมุดหมายเดิมคือ 31 ส.ค. 2569 เป็น 14 ก.ย. 2569

โดย กกต.ออกเอกสารข่าวชี้แจงเมื่อศุกร์ที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา อ้างว่า สำนวนดังกล่าวมีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานบางส่วนที่จำเป็นที่ต้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาลงมติเป็นไปโดยละเอียดรอบคอบ

ประเด็นที่น่าสนใจ ข้อเท็จจริง-พยานหลักฐาน “นอกสภาฯ” ที่ถูกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาชน (ปชน.) ผสมโรงกับเครือข่ายภาคประชาชนอย่าง โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “ไอลอว์” นำมาเปิดเผยทั้งผ่านโซเชียลมีเดีย และผ่านการจัดสัมมนา หรือจัดเวทีสาธารณะของ “ฝ่ายค้าน” ในห้วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ถูกนำมาขยายแผล-ขยายผล ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน ผูกโยงไปถึงบุคคลระดับ “บิ๊กเนม-บ้านใหญ่-รัฐมนตรีสีน้ำเงิน” อาจมีส่วนพัวพันในขบวนการโกง สว.ครั้งนี้ด้วย

แม้ว่า “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงเครือข่ายคนใกล้ชิด และบิ๊กเนมใน “ค่ายสีน้ำเงิน” จะดาหน้าออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว.หลายครั้งผ่านสื่อ รวมถึงมีรัฐมนตรี สส. และ สว.บางคน แจ้งความ “พรรคส้ม-ไอลอว์” ฐานหมิ่นประมาท ที่เปิดโปงเรื่องดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดกระแส “สั่งฟ้อง สว.” ที่กำลังดังกระหึ่มนอกสภาฯได้ในตอนนี้

สร้างแรงกดดันอย่างหนักไปถึง “7 เสือ กกต.” ที่พิจารณาพยานหลักฐานคดีโกง สว.แล้วเสร็จตั้งแต่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา เหลือแค่ชงเรื่องเข้าที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดว่าคดีโกง สว.จะมีบทสรุปออกมาอย่างไร เบื้องต้นสามารถออกได้ 3 แนวทาง คือ

1.ที่ประชุม กกต.มีมติเห็นด้วยตามที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เสนอ คือเห็นว่า 229 คนที่ถูกกล่าวหา ไม่มีความผิด มีมติยกคำร้อง ทำให้ทั้งหมดที่ฝ่ายค้าน-ไอลอว์ และภาคประชาชนพยายามผลักดันมา “สูญเปล่า” รวมไปถึงสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงินในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะต้องแท้งไปด้วยเช่นกัน

2.ที่ประชุม กกต.ดำเนินการไต่สวนเสร็จครบถ้วนทั้ง 77 จังหวัด และลงมติเอาผิดแค่บรรดา “ลูกน้อง-คนสนิท” ของ “เครือข่ายบ้านใหญ่-สส.-นักการเมือง” แต่ไม่สามารถสาวลึกไปถึง “ตัวบงการสีน้ำเงิน” ได้ เพราะตามเส้นทางการเงินอาจไปไม่ถึง ขณะเดียวกัน “สว.สีน้ำเงินอ่อน” อย่างน้อย 15 คน อาจถูกเอาผิดไปด้วย เพื่อลดกระแสสังคมลง

3.ที่ประชุม กกต.ดำเนินการไต่สวนเสร็จครบถ้วน 77 จังหวัด และมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการ ชุดที่ 26 เคยให้ความเห็น เอาผิด 229 บุคคลที่ถูกกล่าวหาในขบวนการ “โกง สว.” และส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาต่อไป

หากเป็นไปตามข้อ 3.จริง จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” อาจถึงขั้น “ยุบสภาฯ” หรือเกิดการ “พลิกขั้ว”ทางการเมืองเกิดขึ้น

ทว่าสมการนี้มีความเป็นไปได้ “น้อยมาก” ถึง “น้อยที่สุด” แม้ว่า “กำแพงน้ำเงิน” กำลังสั่นสะเทือน แต่ก็ยังแข็งแกร่งมากพอที่จะต้านกระแสนี้ได้ เนื่องจากมี “แบ็คอัพ” ระดับ “บิ๊กเนม” คอยผลักดันอุ้มชูไว้

อย่างไรก็ดี ก่อนเรื่องจะดำเนินไปถึงจุดนั้น มีพยานหลักฐานสำคัญ 2 ชุดที่ กกต.ชุดใหญ่ จะต้องนำมาพิจารณา ได้แก่ 

1.คณะกรรมการสืบสวน และไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 มีมติว่า 229 บุคคล แบ่งเป็น 138 สว.ชุดปัจจุบัน และ 91 เครือข่ายนักการเมือง-บ้านใหญ่-อดีตรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันนับ 10 คน เข้าไปพัวพันในขบวนการโกง สว. หลังจากนั้นมีการชงเรื่องไปยังนายทะเบียนพรรคการเมือง (เลขาธิการ กกต.โดยตำแหน่ง) เพื่อนำเสนอที่ประชุม กกต.ชี้ขาด

2.คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งถูก “อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต.ชุดเดิม แต่งตั้งขึ้นมา เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 โดยมีกระแสข่าวว่ากันว่า คณะอนุฯชุดที่ 36 นี้ มีมติ 5:2 เสียง ชี้ว่า 229 คนดังกล่าว ไม่มีความผิดแต่อย่างใด ก่อนส่งเรื่องกลับไปยังนายทะเบียนพรรคการเมือง และนำเสนอที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่

ประเด็นที่น่าสนใจ กระบวนการตัดสินใจของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งมีมติ 5 : 2 เสียงดังกล่าวนั้น ถูก “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. และอดีตนักการเมือง นำมาเปิดเผยเบื้องลึกฉากหลังเสียเปลือยเปล่า โดยระบุว่า คณะอนุฯ ชุดที่ 36 ประชุมนัดแรก 4 พ.ย. 2568 และประชุมนัดสุดท้าย 24 ก.พ. 2569 เฉลี่ยเดือนละ 8 ครั้ง

อดีต กกต.“สมชัย” อธิบายถึงรูปแบบการประชุมของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ว่า เริ่มจากทีมเลขานุการประมาณ 9 คน ผลัดกันนำเสนอสำนวนการไต่สวนทีละคดี อ่านสรุปสำนวนความยาวเฉลี่ย 4-5 หน้า บางคดียาวถึง 10 หน้า พร้อมข้อมูลพยานบุคคล เส้นทางการเงิน พยานวัตถุ โพย รูปถ่าย และคลิปบันทึกเสียง จากนั้นเลขานุการจะสรุปความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 รวมถึงความเห็นของเลขาธิการ กกต. ก่อนที่คณะอนุกรรมการจะมีมติหลังรับฟังการนำเสนอ

“สมชัย” ตั้งข้อสังเกตว่า การนำเสนอสำนวนและความเห็นดังกล่าวกินเวลาประมาณ 95% ของการประชุม ขณะที่ขั้นตอนการมีมติใช้เวลาเพียงประมาณ 1% ส่วนเวลาที่เหลือเป็นการซักถามและงานธุรการอื่น ทำให้ข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ

หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ “สมชัย” นำมาเปิดเผยกล่าวอ้าง มติ 5:2 ดังกล่าว อาจเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่าง “ไม่รอบคอบ-ครบถ้วนสมบูรณ์” หรือไม่ เพราะใช้เวลาในการลงมติเพียง 1% เท่านั้น ส่วนอีก 95% คือการรับฟังสำนวนและความเห็นของคณะกรรมการฯ คณะที่ 26 ส่วนที่เหลือคือขั้นตอนด้านธุรการอีกราว 4%

ดังนั้นการพิจารณาของที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ ที่จะชี้ขาด “คดีโกง สว.” ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ กกต.ต้องอธิบายขั้นตอน รายละเอียด และข้อเท็จจริงทางคดีให้ครบถ้วน ก่อนจะมีมติอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา เพราะหากดำเนินตามข้อครหา “มีใบสั่ง” อาจจะสั่นคลอนวิกฤติศรัทธาองค์กรแห่งนี้ ให้ร้อนฉ่าเสียยิ่งกว่าตอนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา

ต้องไม่ลืมว่า แม้ในตอนนี้จะมี “แบ็คอัปชั้นดี” คอยหนุนหลังป้องกันด้าน “คดีความ” ทว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ “อำนาจเสื่อมถอย” อาจเกิดการ “เช็คบิล” ย้อนหลัง เหมือน กกต.บางชุด ที่เคยถูกศาลพิพากษาจำคุกมาแล้ว ก็เป็นไปได้