วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน 2569

Login
Login

ผอ.JIC ย้ำ ไทยไม่หวั่น กัมพูชา กดดันตั้ง ผู้สังเกตการณ์หยุดยิงรัฐสภา

"ผอ.JIC" ย้ำ ไทยไม่หวั่น กัมพูชา กดดันหนัก ชงตั้งผู้สังเกตการณ์หยุดยิงรัฐสภา หวังรองรับข้อสรุป ไทยรุกราน ถามกลับ กลไกมีอยู่ใช้เต็มที่หรือยัง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองกัมพูชาประกาศสนับสนุนข้อเสนอของ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ให้ตั้งคณะผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงระดับรัฐสภาระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “กลไกเพื่อสันติภาพ” กับ “กลไกที่ถูกใช้เพื่อรับรองข้อกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” โดยหากจะมีผู้สังเกตการณ์ หน้าที่คือการสังเกตการณ์อย่างเป็นกลาง ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยข้อสรุปว่าใครเป็นผู้รุกราน แล้วจึงตั้งกลไกขึ้นมารองรับข้อสรุปนั้น

ส่วนกรณีที่กัมพูชาระบุว่ากลไกดังกล่าวจะช่วยเสริมการติดตามการหยุดยิงและป้องกันสงคราม พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า หากเป้าหมายคือการป้องกันการปะทะ ไทยเห็นด้วย แต่คำถามคือกลไกที่มีอยู่ในปัจจุบันถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือยัง เพราะขณะนี้มีทั้งกลไกทวิภาคี กลไกด้านชายแดน มีผู้สังเกตการณ์ และมีข้อตกลงหยุดยิงอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดอาจไม่ใช่การเพิ่มจำนวนคณะผู้สังเกตการณ์ แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลง ลดการยั่วยุ และนำข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้เข้าสู่กลไกที่มีอยู่

สำหรับกรณีฝ่ายกัมพูชายังคงใช้คำว่า “Thai aggression” และกล่าวหาว่าไทยละเมิดอธิปไตยกัมพูชา พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน และการกล่าวซ้ำบนเวทีระหว่างประเทศก็ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นข้อเท็จจริง หากจะพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายเริ่ม ใครละเมิดข้อตกลง หรือใครใช้กำลังก่อน ต้องเปิดลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด พร้อมหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เริ่มเล่าเรื่องเฉพาะวันที่ประเทศไทยตอบโต้ 

เมื่อถามว่าไทยกังวลหรือไม่ว่ากัมพูชากำลังพยายามดึงนานาชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทชายแดน พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า ไทยไม่กังวลต่อการที่นานาชาติจะเห็นข้อเท็จจริง เพราะข้อเท็จจริงสามารถตรวจสอบได้ แต่ต้องไม่สับสนระหว่างการสังเกตการณ์การหยุดยิงกับ การตัดสินอธิปไตยเหนือดินแดน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐสภาต่างประเทศสามารถสนับสนุนสันติภาพได้ และผู้สังเกตการณ์สามารถช่วยสร้างความโปร่งใสได้ แต่ผู้สังเกตการณ์ไม่ใช่ผู้พิพากษาเขตแดน และไม่สามารถใช้แทนกลไกที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างสองประเทศได้ 

พร้อมย้ำถึงสารที่ประเทศไทยต้องการส่งไปยังประชาคมระหว่างประเทศว่า “เราไม่ได้ขอให้โลกเลือกข้าง เราขอให้โลกเลือกข้อเท็จจริง” หากต้องการสันติภาพอย่างแท้จริง ไทยพร้อมร่วมมือ หากต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไทยพร้อมเปิดหลักฐาน และหากต้องการแก้ปัญหาเขตแดน ก็ควรกลับไปทำให้กลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกันทำงาน เพราะสันติภาพไม่ควรเริ่มจากการตัดสินว่าใครผิด แต่สันติภาพควรเริ่มจากข้อเท็จจริง ความเป็นกลาง และการเคารพข้อตกลง