สถานการณ์ที่เข้าสู่โหมด “สมรภูมิการทูต-การข่าว” เกมถนัดของกัมพูชา หวังใช้เวทีโลกบีบไทย ท่ามกลางจับตาเปิดแนวรบเฉพาะจุดหลังหมดหน้าฝน
KEY POINTS
- “ชายแดนไทย-กัมพูชา” จะเดินไปทิศทางไหน พิจารณาจากท่าทีของ 2 พ่อลูก “ผู้นำกัมพูชา”
- “ฮุน เซน” จั่วหัวด้วยข้อเสนอให้จัดตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภาสำหรับการหยุดยิง” โจมตี “ยุทธศาสตร์หั่นซาลามี” อดีตเคยใช้รุกอธิปไตยไทย
- การเปิดแนวรบตลอดแนวได้ไม่คุ้มเสีย ยกเว้น “รบเฉพาะจุด” เพื่อเรียกร้องความสนใจจากสังคมโลก เช่นเดียวกับปี 2554 ซึ่งคงต้องจับตากัมพูชาหลังหมดหน้าฝน
ท่าทีสองพ่อลูก “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” สะท้อนยุทธศาสตร์กัมพูชา หลังเสนอเพิ่มกลไกผู้สังเกตการณ์-เครือข่ายผู้ไกล่เกลี่ยรัฐสภาระหว่างประเทศ พร้อมดึงกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตยุคล่าอาณานิคมมาเป็นเครื่องมือ
ขณะที่ไทยย้ำต้องใช้กลไกทวิภาคี และไม่ควรให้ผู้สังเกตการณ์กลายเป็น “ผู้พิพากษาเขตแดน” จับตาสมรภูมิ “การทูต-การข่าว” รอบใหม่ หลังทิศทางการเมือง การต่างประเทศ และความมั่นคงไทยมีความเป็นเอกภาพ
“ชายแดนไทย-กัมพูชา” จะเดินไปทิศทางไหน พิจารณาจากท่าทีของ 2 พ่อลูก “ผู้นำกัมพูชา” ทั้ง “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภา และ “ฮุน มาเนต” นายกฯ หลังขึ้นเวทีเปิดประชุมประธานรัฐสภาระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 หรือ ISC-2 เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา
“ฮุน เซน” จั่วหัวด้วยข้อเสนอให้จัดตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภาสำหรับการหยุดยิง” หวังทำงานร่วมกับกลไกที่มีอยู่ เสริมความเข้มแข็งให้การตรวจสอบระหว่างประเทศ และป้องกันการปะทะตามแนวชายแดนไม่ให้ขยายตัวเป็นสงครามยืดเยื้อ
พร้อม
เปิดฉากโจมตี “ยุทธศาสตร์หั่นซาลามี” โดย “ฮุน เซน” อ้างว่าเป็นยุทธศาสตร์การรุกราน ด้วยการเข้ายึดครองดินแดนทีละเล็กทีละน้อย ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งที่สมัยฮุน เซน เป็นนายกฯ กัมพูชา ก็ใช้ยุทธศาสตร์เดียวกันนี้ รุกคืบอธิปไตยไทยทีละเล็กทีละน้อย ตลอดแนวชายแดนทางบกไทยกว่า 700 กิโลเมตร จนเป็นที่มาของหนังสือประท้วงของไทยกว่า 600 ฉบับ
แต่ความผิดพลาดใหญ่หลวงของกัมพูชาคือ ตัดสินใจเปิดฉากสู้รบกับไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ทหารไทยจะทวงคืนพื้นที่ที่ถูกรุกล้ำมาได้ทั้งหมดแล้ว ยังสถาปนาพื้นที่ความมั่นคงเพื่อความปลอดภัย จนกว่าจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนร่วม (JBC) จัดทำเขตแดน
โดยพื้นที่ความมั่นคงแบ่งเป็นพื้นที่ยึดคืน พื้นที่ยึด พื้นที่ควบคุม พร้อมวางรั้วลวดหนาม ขุดคูเลต สร้างบังเกอร์ ป้อมปราการ ขวางทหารกัมพูชาไม่ให้เข้าเขตไทยระยะ 500 เมตร
ขณะที่กัมพูชาก็พลาดรอบสอง หลังลงนามหยุดยิง 27 ธ.ค.2568 เนื้อหาใน Joint Statement โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงคงกำลังทหารที่ประจำการอยู่ ณ ปัจจุบัน โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม จะไม่มีการเคลื่อนกำลังทหารใดๆ รวมถึงการลาดตระเวนไปยังตำแหน่งของอีกฝ่าย
ปัจจุบันพ่อลูก “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” พากันตีอกชกลม เพราะหากจะทวงคืนพื้นที่จากไทยทั้งหมด วิธีการรวดเร็วที่สุดคือ “ใช้กำลังทหาร” ซึ่งอาจเป็นทางเลือกสุดท้าย หากประเมินว่าการเปิดแนวรบตลอดแนวได้ไม่คุ้มเสีย ยกเว้น “รบเฉพาะจุด” เพื่อเรียกร้องความสนใจจากสังคมโลก เช่นเดียวกับปี 2554 ซึ่งคงต้องจับตาหลังหมดหน้าฝนนี้
“เวิร์ดดิ้ง” สำคัญที่ไม่ควรมองข้ามของ “ฮุน เซน” ระบุว่า
ข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้งอาจเป็นเพียงกระดาษหนึ่งแผ่น ที่ไม่สามารถรับประกันสันติภาพที่ยั่งยืน สร้างความไว้วางใจ หรือปกป้องชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้
เครือข่ายระดับภูมิภาคต้องมีบทบาทนำในการฟื้นฟูหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรับมือภัยคุกคามจากการใช้กำลัง และป้องกันการรุกรานดินแดน โดยต้องยึดหลักอธิปไตยของรัฐ บูรณภาพแห่งดินแดน และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ตามกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน รวมถึงเอกสารด้านรัฐสภาที่ได้รับการรับรองที่กรุงพนมเปญ
พร้อมทั้งเสนอให้พิจารณาจัดตั้ง “เครือข่ายผู้ไกล่เกลี่ยรัฐสภาระหว่างประเทศ” เพื่อรวบรวมสมาชิกรัฐสภาที่มีบทบาทและประสบการณ์สูง มีเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันการไกล่เกลี่ยเพื่อสันติภาพในเชิงรุก แทนการทูตแบบตั้งรับ
“เครือข่ายดังกล่าวควรมีความคล่องตัว สามารถเข้าไปไกล่เกลี่ยระหว่างคู่ขัดแย้งได้โดยตรง ก่อนที่การปะทะเล็กๆ จะขยายตัวเป็นสงครามขนาดใหญ่” ฮุน เซน ระบุ
สอดรับกับ “ฮุน มาเนต” ที่ระบุว่า กฎหมายไม่สามารถปกป้องสันติภาพได้ หากรัฐนั้นถูกโดดเดี่ยว เมื่อเกิดการละเมิดกฎ และคาดหวังให้ประชาคมโลกหันมาให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง
สะท้อนท่าที “ผู้นำกัมพูชา” ที่เรียกร้องให้ประชาคมโลก และองค์กรระหว่างประเทศแทรกแซง และสนับสนุนจุดยืนกัมพูชา โดยอ้างว่าข้อพิพาทนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาของสองประเทศ (ทวิภาคี) เท่านั้น แต่เพื่อปกป้องระเบียบ และกฎหมายระหว่างประเทศ
ควบคู่กับการตีปี๊บบทบาท “สื่อฝรั่งเศส” อดีตนักล่าอาณานิคม ที่กล่าวหาไทยคือ ผู้บุกรุก พร้อมยกสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม 1904 และ 1907 รวมถึงคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 และ 2013 เป็นหลักฐานสนับสนุนอธิปไตยของกัมพูชา
“ฝ่ายไทย” จึงตอบโต้กลับ ผ่านศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) โดย พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการ JIC เรียกร้องให้ใช้กลไกทวิภาคีที่ทั้งสองประเทศตกลงกันไว้ให้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งการแก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดน ผู้สังเกตการณ์ก็มีอยู่แล้ว
“อย่าพยายามให้กลไกสังเกตการณ์กลายเป็นเครื่องมือตัดสินข้อพิพาทเรื่องอธิปไตย ผู้สังเกตการณ์มีหน้าที่สังเกตการณ์ ไม่ใช่ผู้พิพากษาเขตแดน” พล.อ.อ.ประภาส ระบุ
ส่วนเอกสารประวัติศาสตร์ต้องอ่านทั้งหมด และอยู่ในขอบเขตทางกฎหมายของแต่ละเรื่อง คำพิพากษาของศาลต้องอ่านว่าศาลตัดสินเรื่องอะไร พื้นที่ใด และมีขอบเขตเพียงใด ไม่ใช่นำคำพิพากษาเรื่องหนึ่งไปขยายเป็นคำตัดสินเขตแดนทุกพื้นที่ ตามที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการ
“อย่าลืมว่า สนธิสัญญาปี 1904 และ 1907 เกิดขึ้นในบริบทของยุคล่าอาณานิคม วันนี้เป็นศตวรรษที่ 21 แล้ว เราควรเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ไม่ใช่นำมรดกจากยุคล่าอาณานิคมมาสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ให้ประชาชนไทยและกัมพูชา” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงต่างประเทศ และกองทัพได้จัดทำข้อมูลสื่อสารต่อประชาคมโลก เช่น หนังสือ “TRUTH BEYOND BORDERS : ความจริงไร้พรมแดน” เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการบิดเบือน และยืนยันสิทธิอธิปไตยในการป้องกันตนเองของไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ภายหลัง “ผู้นำกัมพูชา” ตัดตอนการสู้รบไทย-กัมพูชา เป็นแผ่นเสียงตกร่อง ส่ง-รับลูกกันเป็นทอดๆ ไทยรุกราน ยึดครองดินแดนกัมพูชา โดยเลือกพูดเฉพาะช่วงถูกตอบโต้ แต่ไม่พูดถึงจุดเริ่มยิง BM-21 ใส่พลเรือนไทย มูลเหตุเปิดการปะทะตลอดแนวชายแดน
ในสถานการณ์ที่เข้าสู่โหมดของการประลองกำลัง “สมรภูมิการทูต-การข่าว” ซึ่งในอดีตถือเป็นเกมถนัดของกัมพูชา เพราะเคยมีมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์ร่วมหนุนหลัง
แต่ในครั้งนี้ ทิศทางการเมือง การต่างประเทศ และความมั่นคงของไทย มีความเป็นเอกภาพ และเดินไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นเกมถนัดของกัมพูชาอาจไม่ราบรื่นอีกต่อไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





