"ผอ.JIC" ฝาก 5 คำถึง ผู้นำกัมพูชา “ใครยิงก่อนต้องตอบให้ได้” พร้อม เปิดไทม์ไลน์เหตุปะทะขายแดน ภาพถ่าย-วิดีโอ-หลักฐานทางกายภาพ-ข้อมูลดาวเทียมพิสูจน์ได้ ลั่น อย่าตัดตอน
เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์–กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวว่า เหตุใด JIC จึงต้องนำ Timeline เหตุการณ์ไทย–กัมพูชา ออกมาสื่อสารอีกครั้ง เนื่องจากสิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งในพื้นที่ แต่คือความพยายามทำให้ประชาคมโลกเห็นเหตุการณ์เพียงบางช่วง
ทั้งนี้หากเริ่มเล่าเรื่องจากวันที่ประเทศไทยตอบโต้ แล้วตัดสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นออกไป ภาพที่ได้ย่อมไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงอยากให้ทุกฝ่ายกลับไปดู Full Timeline โดยคำถามแรกไม่ใช่ว่า “ไทยตอบโต้อย่างไร” แต่คือ “ใครเปิดฉากใช้กำลังก่อน”
เปิดไทม์ไลน์ ย้ำเหตุการณ์ไม่ได้เริ่มวันที่ไทยตอบโต้
สำหรับข้อเท็จจริงของฝ่ายไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า บันทึกอย่างเป็นทางการของประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง
โดยวันที่ 28 พ.ค. 2568 เกิดการปะทะที่ช่องบก ต่อมาในเดือน ก.ค. ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน
และวันที่ 24 ก.ค. 2568 ตามบันทึกอย่างเป็นทางการของไทย ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามายังฝ่ายไทยในช่วงเช้า ก่อนสถานการณ์จะยกระดับและมีการใช้อาวุธหนัก รวมถึง BM-21 ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือน และมีประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
ต่อมาวันที่ 7 ธ.ค. 2568 เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกครั้ง โดยฝ่ายไทยบันทึกว่า กองกำลังกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย
จากนั้นวันที่ 8 ธ.ค. 2568 การปะทะขยายตัว โดยมีการใช้ BM-21 เข้ามายังพื้นที่พลเรือนของประเทศไทย
“เพราะฉะนั้น อย่าเลือกดูเพียงภาพวันที่ไทยตอบโต้ ต้องดูเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นด้วย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
ส่วนกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายรุกรานนั้น พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน และประเทศไทยเองก็ไม่ได้ขอให้ประชาคมโลกเชื่อไทยเพียงเพราะไทยเป็นผู้พูด
“อย่าเชื่อประเทศไทยเพียงเพราะประเทศไทยพูด และอย่าเชื่อกัมพูชาเพียงเพราะกัมพูชาพูด ขอให้เชื่อหลักฐานที่ตรวจสอบได้”
ทุกฝ่ายควรเปิด Timeline มาพิจารณา พร้อมนำภาพถ่าย วิดีโอ หลักฐานทางกายภาพ ข้อมูลตำแหน่งและทิศทางการยิง ตลอดจนข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาร่วมกัน หากมีหลักฐานจากดาวเทียม ก็ควรนำมาตรวจสอบด้วยมาตรฐานทางเทคนิค โดยประเทศไทยพร้อมให้ข้อเท็จจริงถูกตรวจสอบ
“Evidence before Narrative. หลักฐานต้องมาก่อนเรื่องเล่า”
ส่วนคำถามว่า การใช้ F-16 ของไทยจะอธิบายต่อประชาคมโลกอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า อย่าเริ่ม Timeline จากตอนที่เห็น F-16 แต่ต้องถามก่อนว่า อะไรเกิดขึ้นก่อนที่ F-16 จะขึ้นปฏิบัติการ
จุดยืนของประเทศไทยคือ เมื่อมีการโจมตีและมีภัยคุกคามต่อกำลังพลและประชาชน ประเทศไทยมีสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ การใช้กำลังต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการแบ่งแยกเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือน โดยเป้าหมายคือการยุติภัยคุกคามทางทหาร ไม่ใช่การทำร้ายประชาชน ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่าง การเปิดฉากโจมตี กับ การใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเอง
ประเทศไทยไม่ได้ต้องการให้ประชาชนของทั้งสองประเทศเป็นศัตรูกัน โดยหลังวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ทั้งสองฝ่ายมี Joint Statement และข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจึงมีความชัดเจน คือ การหยุดการยั่วยุ การหยุดการใช้กำลัง การคุ้มครองพลเรือน การเคารพข้อตกลง ให้กลไกที่ตกลงร่วมกันทำงาน และแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธี
“ประเทศไทยต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและการเคารพข้อตกลงร่วมกัน”
ขอฝาก 5 คำไปถึงฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางกัมพูชา ได้แก่
1.FIRST SHOT (นัดแรก)
2.FULL TIMELINE(ลำดับเหตุการณ์)
3.VERIFIABLE EVIDENCE(หลักฐานที่ตรวจสอบได้)
4.INTERNATIONAL LAW(กฎหมายระหว่างประเทศ
5.PEACEFUL RESOLUTION(การแก้ไขปัญหาอย่างสันติ
พร้อมระบุว่า อย่าเริ่มเรื่องจากวันที่ประเทศไทยตอบโต้ แต่ให้ย้อนกลับไปดูว่าใครยิงก่อน ดูลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ตรวจสอบหลักฐาน และพิจารณาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แล้วให้ข้อเท็จจริงเป็นผู้ตัดสิน
“ประเทศไทยไม่ได้ขอให้ประชาคมโลกเลือกข้าง เราขอให้โลกเลือกข้อเท็จจริง และเป้าหมายสุดท้ายของข้อเท็จจริงเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ความบิดเบือนนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่
Facts before Narratives.
Evidence before Accusations.
Peace through International Law.
นี่คือสารของประเทศไทย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว





