วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

'ศุภณัฐ' จี้รัฐบาลวางกติกาคุม Data Center ชี้ช่องโหว่เพียบ

‘ศุภณัฐ’ จี้รัฐบาลวางกติกาคุม Data Center ก่อนปัญหาบานปลาย ชี้ช่องโหว่กฎหมายผังเมือง-ควบคุมอาคาร-EIA เปิดทางตั้งกลางเมืองได้ จัดการอย่างไร-เสร็จเมื่อไหร่

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี กรณีการกำกับดูแลศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตอบกระทู้แทน

นายศุภณัฐ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจำเป็นต้องมี Data Center เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI แต่ปัญหาอยู่ที่ศักยภาพของรัฐบาลและกรุงเทพมหานครในการกำกับดูแลให้สถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม และดำเนินกิจการอย่างปลอดภัย ปัจจุบันประชาชนมีความกังวลอย่างมาก ตั้งแต่เรื่องการใช้ไฟฟ้า แหล่งน้ำ การระบายความร้อน ไปจนถึงการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากเพื่อใช้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ซึ่งพบว่าบางแห่งมีการกักเก็บโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายศุภณัฐ กล่าวอีกว่า เคยแจ้งปัญหาและข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 2567 โดยชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่สำคัญ 3 ประเด็น แต่เวลาผ่านมาราว 2 ปี กลับยังไม่มีมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ ได้แก่

1. กฎหมายควบคุมอาคาร ปัจจุบันยังไม่มีนิยามเฉพาะของ Data Center ทำให้การขออนุญาตก่อสร้างสามารถเลี่ยงไประบุประเภทอาคารเป็น “คลังสินค้า” ทั้งที่ลักษณะกิจการและความเสี่ยงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงควรกำหนดนิยามและมาตรฐานเฉพาะ เช่น การเก็บน้ำมัน การดับเพลิง ระยะร่น การระบายความร้อน ตลอดจนระบบติดตามการใช้น้ำ ไฟฟ้า และอุณหภูมิที่เชื่อมโยงข้อมูลกับภาครัฐ

2. กฎหมายผังเมือง เนื่องจาก Data Center ไม่อยู่ในกิจการต้องห้ามตามข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของ กทม.จึงสามารถตั้งได้ในพื้นที่ผังเมืองทุกสี ซึ่งตนเคยแจ้งช่องว่างดังกล่าวต่อ กทม. แล้ว แต่ร่างผังเมืองฉบับใหม่ที่จัดทำขึ้นก็ยังไม่มีมาตรการกำกับ Data Center โดยเฉพาะ

3. กฎหมายสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน Data Center ไม่ถูกกำหนดให้ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไม่ว่าโครงการจะมีขนาดใหญ่เพียงใดก็ตาม

นายศุภณัฐ กล่าวว่า เหตุใดหลังรัฐบาลรับทราบปัญหามาแล้วเกือบ 2 ปี จึงยังไม่มีการแก้ไข และจากนี้รัฐบาลจะออกมาตรการกำกับดูแล Data Center อย่างไร พร้อมขอกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด

ด้านนายเอกนัฏ ชี้แจงว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงปัญหาการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของ Data Center โดยได้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center ออกมาเฉพาะ เพื่อไม่ให้ต้นทุนไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นถูกผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟประเภทอื่น รวมถึงได้ตรวจสอบกรณีการเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต และเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ Data Center ในกรุงเทพฯ เพิ่มเติม นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งกลไกเพื่อจัดระเบียบ Data Center ครอบคลุมทั้งด้านการใช้ไฟฟ้า น้ำ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยระหว่างการจัดทำหลักเกณฑ์ จะระงับการดำเนินการที่เกี่ยวข้องไว้ก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจน

นายศุภณัฐ อภิปรายต่อไปว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการยังมีลักษณะเป็นการตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะที่สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการสร้างโครงสร้างทางกฎหมายและระบบกำกับดูแลที่รัดกุม โดยเฉพาะเมื่อมีโครงการจำนวนหนึ่งได้รับใบอนุญาตก่อสร้างไปแล้ว คำถามคือปัจจุบันมี Data Center ที่สร้างเสร็จแล้วกี่แห่ง อยู่ระหว่างก่อสร้างกี่แห่ง ได้รับใบอนุญาตแต่ยังไม่ก่อสร้างอีกกี่แห่ง แต่ละแห่งมีขนาดและมีการกักเก็บน้ำมันเท่าใด รวมถึงโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI จะไปตั้งอยู่ที่ใดบ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังไม่มีฐานข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้เลย

นายศุภณัฐ กล่าวอีกว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ Data Center สามารถยื่นขออนุญาตก่อสร้างในประเภท “คลังสินค้า” และไม่ต้องทำ EIA ขณะที่ Data Center ของหน่วยงานรัฐเองก็ไม่อยู่ในระบบการขออนุญาตก่อสร้างของท้องถิ่นเช่นเดียวกับเอกชน ทำให้ข้อมูลจำนวนมากไม่ปรากฏต่อสาธารณะ

รัฐบาลจึงควรจัดทำ “แผนที่ฐานข้อมูลอาคาร” ครอบคลุมทั้งอาคารที่สร้างเสร็จและอยู่ระหว่างก่อสร้างของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ชื่อเจ้าของอาคาร ใบอนุญาตและแบบก่อสร้าง ระบบอาคาร ขนาดและที่ตั้งตามผังเมือง ผู้ออกแบบ บริษัทก่อสร้าง ประวัติและรายงานการตรวจอาคาร กรมธรรม์ประกันภัย การดัดแปลงอาคาร ไปจนถึงปริมาณการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง

พร้อมกันนี้ ควรออกระเบียบให้โครงการก่อสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน ต้องมีระบบติดตามไซต์งาน (Monitoring) เช่น กล้อง CCTV เซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัวของดิน รวมถึงการปล่อยก๊าซและความร้อน โดยเปิดเป็นข้อมูลสาธารณะให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้

ด้านนายเอกนัฏ กล่าวชี้แจงว่า การจัดระเบียบ Data Center ต้องดำเนินการร่วมกันหลายหน่วยงาน กฎหมายที่มีอยู่แล้วจะบังคับใช้อย่างเข้มงวด ขณะที่เรื่องซึ่งต้องแก้ไขหลักเกณฑ์ เช่น EIA และผังเมือง รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ โดยคาดว่าการออกกฎกระทรวงและหลักเกณฑ์ต่างๆ จะใช้เวลาในระดับหลักเดือน

ขณะที่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า คำตอบที่ได้ยังไม่ชัดเจนว่าจะจัดการอย่างไรกับโครงการที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างไปแล้ว รวมถึงยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอเรื่องการทำฐานข้อมูลอาคารและระบบติดตามไซต์ก่อสร้าง ในคำถามสุดท้าย ตนจึงขอตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายส่งเสริม Data Center ของ BOI และผลกระทบต่อระบบพลังงาน เพราะหากมี Data Center จำนวนมากเข้าสู่ระบบ และทำให้ความต้องการไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นในระยะสั้น รัฐบาลอาจใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

แต่ในอนาคต หาก Data Center เหล่านี้เปลี่ยนไปซื้อไฟฟ้าโดยตรงผ่านระบบ Direct PPA หรือผลิตพลังงานสะอาดใช้เอง ประเทศอาจเหลือโรงไฟฟ้าส่วนเกินและเกิดภาระ “ค่าพร้อมจ่าย” จำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายจะถูกผลักภาระมาบวกในบิลค่าไฟของประชาชน จึงขอถามว่า รัฐบาลจะรับประกันได้หรือไม่ว่าจะไม่สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อรองรับ Data Center และจะผลักดันให้กิจการเหล่านี้จัดหาไฟฟ้าผ่าน Direct PPA แทน

อีกประเด็นสำคัญคือ การส่งเสริมการลงทุนของ BOI ปัจจุบันยังไม่มีเงื่อนไขบังคับใช้ Local Content หรือ Local Supplier อย่างเพียงพอ หากปล่อยไว้เช่นนี้ ประเทศไทยอาจได้เพียง “Data Center ศูนย์เหรียญ” ที่แม้ตัวเลขการลงทุนจะดูสูง แต่สินค้า อุปกรณ์ และห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากกลับนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งไม่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการและแรงงานไทยเท่าที่ควร

นายเอกนัฏ ชี้แจงอีกว่า รัฐบาลได้แยกอัตราค่าไฟสำหรับ Data Center แล้ว เพื่อให้กิจการรับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่มเอง ยืนยันว่าจะไม่ทำให้ค่าไฟของประชาชนหรือผู้ใช้ไฟประเภทอื่นเพิ่มขึ้น พร้อมสนับสนุนการเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง และขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์ใหม่ให้ Data Center ต้องสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงกำลังพิจารณาเรื่องเงื่อนไข Local Content ด้วย

ในช่วงท้าย นายศุภณัฐฝากคำถามทิ้งท้ายถึงรัฐบาลว่า ขอให้ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อรองรับ Data Center, หลักเกณฑ์ค่าไฟเฉพาะกลุ่มจะเริ่มบังคับใช้เมื่อใด และมาตรการ Local Content จะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลทบทวน Data Center ของหน่วยงานภาครัฐที่มีการอนุมัติก่อสร้างกระจายอยู่จำนวนมาก ว่าจะระงับโครงการเหล่านี้แล้วหันมาบูรณาการใช้ระบบ Cloud กลางร่วมกันได้หรือไม่ แทนการปล่อยให้แต่ละหน่วยงานสร้าง Data Center กระจัดกระจายทั่ว กทม.และปริมณฑลเช่นนี้