วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

พรรคหัวขบวน‘อนุรักษ์’ อยู่รอด อภิสิทธิ์‘รัฐพันลึก’ ยุคฟ้าสู่น้ำเงิน

การเมืองไทยในห้วงหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ถูกแบ่งออกเป็น 2 ค่าย ในขณะที่ค่ายหัวขบวนอนุรักษนิยม มักรอดพ้นข้อกล่าวหาในคดียุบพรรค ขณะที่พรรคการเมืองฝั่งที่ชนะเลือกตั้งและท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐกลับถูกยุบพรรค จับตาการผ่องถ่ายพรรคการเมืองจากค่ายสีฟ้าสู่พรรคสีน้ำเงิน

KEY POINTS

  • พรรคประชาธิปัตย์ ในอดีตถูกจัดวางให้เป็นพรรคหัวขบวนฝ่ายอนุรักษนิยม เคยรอดพ้นจากคดียุบพรรคมาได้โดยตลอด ขณะที่พรรคคู่แข่งที่ชนะเลือกตั้ง และท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐกลับถูกยุบพรรค
  • การอยู่รอดของพรรคการเมืองที่ "อนุรักษนิยม" อุ้มชู ทำให้ได้รับการการันตีความปลอดภัย ไปพร้อมกับการได้รับ "อภิสิทธิ์" จากเครือข่าย "รัฐพันลึก"
  • ปัจจุบันแกนนำฝ่ายอนุรักษนิยมจะเปลี่ยนจากพรรคประชาธิปัตย์ค่ายสีฟ้า ไปสู่พรรคสีน้ำเงิน ซึ่งถูกจับตาว่าจะได้รับ "อภิสิทธิ์" ความอยู่รอดต่อไปแม้จะต้องเผชิญคดีที่มีแรงสั่นสะเทือนถึงขั้นยุบพรรค

การเมืองไทยตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา พรรคการเมืองค่ายสีฟ้า “ประชาธิปัตย์” ถูกวางตำแหน่งให้เป็นเบอร์หนึ่งในยุทธจักรการเมือง เป็นตัวนำปีกอนุรักษนิยม ท่ามกลางการเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งของ “พรรคทุนนิยม” อย่าง “ไทยรักไทย” และถูกมองว่ากำลังท้าทายโครงสร้างของประเทศ

เมื่อการเมืองมีความขัดแย้งกันสูง “รัฐประหาร” จึงเป็นอีกตัวเลือกในการล้มระบบเลือกตั้งของการเมืองไทย

หลังรัฐประหาร 2549 พรรคประชาธิปัตย์ ถูกจัดวางให้เป็นพรรคหัวแถวฝ่ายอนุรักษ์อย่างเต็มตัว โดยอยู่ฉากหลังหนุนหลังม็อบการเมือง “เสื้อเหลือง” เดินเกมล้มพรรคไทยรักไทยลงได้ ผ่านการรัฐประหาร

ทว่า ค่ายสีฟ้ากลับต้องเผชิญวิบากการเมืองครั้งใหญ่ คือการต่อสู้คดียุบพรรค หลังเกิดวิกฤติจากการเลือกตั้งทั่วไป 2 เม.ย.2549 ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้น ถูกตัดสินเป็นโมฆะ จนนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งใหญ่

พรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย รวมถึงกรณีการใช้พรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหาเกณฑ์ 20% อีกด้านหนึ่งคือ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งร่วมกับพรรคชาติไทย และพรรรคมหาชน คว่ำบาตรการเลือกตั้ง

30 พ.ค.2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคไทยรักไทย พร้อมพรรคพัฒนาชาติไทย และแผ่นดินไทย พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารไทยรักไทย 111 คนเป็นเวลา 5 ปี 

แต่สำหรับประชาธิปัตย์ ผลตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เมื่อคณะตุลาการ 9 เสียงมีมติยกคำร้อง

เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกปิดฉากลง โค่นล้มฐานเสียง 19 ล้านเสียง ปิดตำนานพรรคการเมืองใหญ่ ที่เคยแลนด์สไลด์ กวาด สส. 377 ที่นั่ง ตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียว

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ไปต่อ ภายใต้การวางหมากและต่อสู้คดีของ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค และมี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นหัวหน้าพรรค

พรรคหัวขบวน‘อนุรักษ์’ อยู่รอด อภิสิทธิ์‘รัฐพันลึก’ ยุคฟ้าสู่น้ำเงิน

หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายปี 2550 "พรรคพลังประชาชน" ดีเอ็นเอไทยรักไทย กลับมาชนะเลือกตั้งอีกครั้ง ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” วางตัวหัวหน้าพรรค“อภิสิทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 

ขณะนั้นกติกาสูงสูดของประเทศพยายามปูทางเอื้อต่อพรรคสีฟ้า ระบบเลือกตั้งถูกแก้ระบบ สส.แบ่งเขต เป็นเขตใหญ่เรียงเบอร์ ขณะที่ สส.บัญชีรายชื่อ เปลี่ยนมาใช้ระบบ สส.สัดส่วน เน้นกลุ่มจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

พรรคหัวขบวน‘อนุรักษ์’ อยู่รอด อภิสิทธิ์‘รัฐพันลึก’ ยุคฟ้าสู่น้ำเงิน

การเมืองไทยช่วงปี 2551 มีความขัดแย้งสููง “ม็อบเสื้อเหลือง” ยังเป็นตัวแปรในการเมืองไทย ขณะที่ประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน พยายามเดินเกมต้าน และคว่ำพรรคพลังประชาชน ทั้งในสภาและนอกสภา

เมื่อ “อภิสิทธิ์”ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 จากการพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลของ สส.พรรคพลังประชาชนในซีกกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี หลังการยุบพรรคพลังประชาชน

ประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคหัวขบวนอนุรักษนิยม คู่แข่งเบอร์หนึ่งของพรรคตระกูลชินวัตร ได้ผงาดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พรรคหัวขบวน‘อนุรักษ์’ อยู่รอด อภิสิทธิ์‘รัฐพันลึก’ ยุคฟ้าสู่น้ำเงิน ปี 2553 ค่ายสีฟ้าต้องเผชิญวิบากกรรมต่อสู้กับคดียุบพรรคการเมืองอีกครั้ง เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกคนการเมืองฝั่งตรงข้ามโจมตี และสาดวาทกรรม “สองมาตรฐาน” แห่งความยุติธรรมในระบบกฎหมายไทย เมื่อพรรคที่ชนะเลือกตั้งอย่าง“พลังประชาชน” ถูกยุบพรรค แต่ทำไม “ประชาธิปัตย์” กลับรอดยุบพรรค ทุกครั้งไป

วาทกรรมการเมืองร้อนฉ่านี้ ถูกส่งต่อและวิพากษ์กันอย่างเผ็ดร้อนทั้งในและนอกสภา ถูกตั้งคำถามว่า “การเมืองไทย”ถูกปกคลุมด้วยระบอบอำมาตยาธิปไตยหรือไม่ ในขณะที่วาทกรรม “รัฐพันลึก” ยังไม่ได้เป็นคำที่ถูกเรียกติดหูในปัจจุบัน

ช่วงปี 2553 พรรคประชาธิปัตย์ เผชิญการต่อสู้คดียุบพรรคด้วย 2 ข้อกล่าวหาคือ "คดีเงินกองทุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท" ซึ่งใช้ผิดวัตถุประสงค์ และ"คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท" โดยอัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยข้อกล่าวหาว่า รับเงินบริจาคจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านนิติกรรมอำพราง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุด “อภิชาต สุขัคคานนท์” มีมติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยศาลตั้งประเด็นพิจารณาวินิจฉัยไว้ 5 ประเด็น ตั้งแต่กฎหมายที่ใช้บังคับ การใช้เงิน ไปจนถึงความถูกต้องของรายการใช้จ่าย และผลที่จะเกิดขึ้นหากยุบพรรค

หลังมีการไต่สวนพยานหลายนัด จนกระทั่งมีการแถลงการณ์ปิดคดี แต่ในที่สุด 29 พ.ย.2553 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้"ยกคำร้อง" โดยเห็นว่าคดีนี้ไม่จำเป็นต้องไปวินิจฉัยเนื้อหาทั้งหมด โดยพบว่ามีปัญหาเทคนิคข้อกฎหมายในระหว่างที่ กกต.ยื่นคำร้อง คือ กกต.มีมติให้ส่งคำร้องเมื่อ 17 ธ.ค. 2551 แต่กลับมาร้องต่อศาลในวันที่ 26 เม.ย. 2552 เกินกรอบเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด

ขณะที่คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ในเวลาต่อมา 8 ธ.ค. 2553 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้ "ยกคำร้อง" โดยเห็นว่า กระบวนการยื่นคำร้องของอัยการสูงสุด หรือผู้ร้องดำเนินการข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำให้การยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องด้วยนายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่ให้ความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดตามมาตรา 94 และ 95 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 การยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการทำความขั้นตอน อีกทั้ง ศาลสั่งยกคำร้องโดยไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาความผิดในประเด็นการรับเงินบริจาค

การใช้แทคติกข้อกฎหมายดังกล่าวในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็น “Technical Knock Out” ในทางการเมืองส่งผลให้ดุลอำนาจการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้การกุมอำนาจของค่ายสีฟ้า

ตลอดประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงระยะหลัง จึงรอดพ้นการยุบพรรคมาอย่างฉลุย แต่บางพรรคซึ่งชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และถูกมองว่าเป็นพรรคที่เข้ามาท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐ และชนชั้นนำ รวมทั้งรัฐข้าราชการ กลับถูกยุบพรรค

พรรคหัวขบวน‘อนุรักษ์’ อยู่รอด อภิสิทธิ์‘รัฐพันลึก’ ยุคฟ้าสู่น้ำเงิน

พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งปี 2544 และ 2548 ถูกยุบในปี 2550 พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งปี 2550 ก่อนถูกยุบในปี 2551 และพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งปี 2566 ก่อนถูกยุบในปี 2567

พรรคหัวขบวน‘อนุรักษ์’ อยู่รอด อภิสิทธิ์‘รัฐพันลึก’ ยุคฟ้าสู่น้ำเงิน

ในทางกลับกัน พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมากในช่วงหลังเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 แต่กลับแต่ยังคงสถานะเป็นพรรคตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลให้พรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกขึ้นมาแทนที่ ในฐานะเบอร์หนึ่งหัวแถวอนุรักษนิยมแทน

กระทั่งเกิดเสียงวิจารณ์ในแวดวงรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ว่า ระบบกฎหมายไทยมีแนวโน้มลงโทษ “พรรคที่ชนะเลือกตั้งแต่ท้าทายโครงสร้างอำนาจ” มากกว่าพรรคที่อยู่ร่วม และอุ้มชูโครงสร้างอำนาจของชนชั้นนำหรือไม่

พรรคการเมืองขนาดใหญ่และพรรคการเมืองหัวก้าวหน้าท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐ ทั้งพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล กลับถูกบดขยี้และยุบพรรค จากเครือข่ายองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งว่ากันว่าเป็นกลไกสำคัญในการพิทักษ์และปกป้องอำนาจในปีก “รัฐพันลึก”

ไม่ว่าการเมืองจะพลิกผันแปรเปลี่ยนเบอร์หนึ่งในหัวแถวอนุรักษนิยม จากพรรคประชาธิปัตย์มาสู่พรรคพลังประชารัฐ หรือผ่องถ่ายมาสู่ “พรรคภูมิใจไทย” พรรคสีน้ำเงินในปัจจุบัน 

แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังอยู่รอด และพ้นขวากหนามคดียุบพรรคมาได้ตลอด แม้บางคดีจะมีข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนักทางการเมือง และกฎหมายอย่างมากก็ตาม

พรรคหัวขบวน‘อนุรักษ์’ อยู่รอด อภิสิทธิ์‘รัฐพันลึก’ ยุคฟ้าสู่น้ำเงิน คดีของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพียงเรื่องของพรรคการเมืองหนึ่งที่ในอดีตเคยเป็นเบอร์หนึ่งในในฝั่งอนุรักษนิยม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองอนุรักษนิยม องค์กรอิสระ และระบบตุลาการไทยนั้นกำลังเกื้อหนุนและแชร์ผลประโยชน์ร่วมกัน

พรรคหัวขบวน‘อนุรักษ์’ อยู่รอด อภิสิทธิ์‘รัฐพันลึก’ ยุคฟ้าสู่น้ำเงิน ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ที่มี สส.เพียง 21 เสียงในยุค “อภิสิทธิ์คัมแบ็ค” กับหมวกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่กำลังฟื้นฟูพรรคและตั้งโจทย์สำคัญรอวันกลับมายิ่งใหญ่ผงาดเป็นพรรคหัวแถวในปีกอนุรักษนิยมเหมือนในอดีต

ในขณะที่ “พรรคสีน้ำเงิน”หัวแถวอนุรักษ์ในวันนี้ ก็กำลังถูกตั้งคำถามเช่นกันว่า จะได้รับ “อภิสิทธิ์” จากเครือข่าย “รัฐพันลึก” โดยหลุดรอดข้อกล่าวหาคดีที่สั่นสะเทือนถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่