เดิมพันชะตากรรมทางการเมืองของคนการเมืองพรรคสีน้ำเงินในช่วงท้ายของการพิจารณาของ กกต. กางหักล้างข้อกล่าวหา เกมสกัดคดีโกง สว. ปิดทาง กกต.ส่งสำนวนถึงศาลฎีกา ตัดตอนยุบพรรค ลุ้นมติ กกต. 3 ทาง “ยกคำร้อง-เอาผิด-แยกรายบุคคล”
KEY POINTS
- จับตา กกต. เตรียมชี้ขาดคดีโกงเลือก สว. หลังมีรายงานจาก 2 คณะขัดแย้งกัน โดยคณะที่ 26 เสนอให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ขณะที่คณะที่ 36 เสนอให้ยกคำร้อง
- พรรคสีน้ำเงิน ได้ยกข้อต่อสู้หลายประเด็นเพื่อหักล้างข้อกล่าวหา ทั้งการไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าพรรคสั่งการให้มีการฮั้วเลือกตั้ง และการโต้แย้งความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน
- เป้าหมายหลักของข้อต่อสู้ สกัดไม่ให้คดีถูกส่งไปยังศาลฎีกา ปลายทางตัดตอนกระบวนการที่อาจนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง และแกนนำ-กก.บห.พ้นข้อกล่าวหา
มหากาพย์คดีโกงเลือก สว. ปี 2567 กำลังเดินมาถึงช่วงท้ายในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังจากสำนวนผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย เสร็จสิ้นทั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่
โดย กกต.ชุดใหญ่ได้ยื้อเวลาสำนวน ก่อนจะมีกระแสข่าวว่าเตรียมจะนัดลงมติชี้ขาดในสำนวนดังกล่าวในวันที่ 28 ส.ค. 2569 ทว่า สำนักงาน กกต. กลับออกมาดับกระแสข่าวการลงมติในวันดังกล่าว โดยย้ำเพียงว่า กกต.ยังอยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน และจะลงมติเมื่อการพิจารณาแล้วเสร็จ
สำหรับคดี โกง สว. คณะกรรมการสืบสวนชุดที่ 26 และคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยคณะ 26 เสนอให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ประกอบด้วย สว. 138 คน และกลุ่มกรรมการบริหารพรรคการเมือง นักการเมือง สมาชิกพรรค และบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 91 คน
ขณะที่คณะชุดที่ 36 กลับมีมติแย้งสวนทางกับชุดที่ 26 โดยมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า ข้อกล่าวหาต่อทั้ง 229 รายไม่มีมูลความผิด ตีตกคำร้องและเสนอความเห็นต่อ กกต.ชุดใหญ่เพื่อพิจารณา
ทำให้บัดนี้ สำนวนสืบสวนของคณะที่ 36 ถูกหยิบยกมาเป็นข้อพิจารณาหลักในชั้น กกต.ชุดใหญ่ ซึ่งจะต้องชั่งน้ำหนักว่าผลสอบสวนดังกล่าวจะออกมาแนวทางไหน
อย่างไรก็ตาม มีการมองฉากทัศน์สำคัญของการพิจารณาในชั้น กกต.ว่า โอกาสปล่อยผี หรือตีตกคำร้องมีสูง ด้วยมติไม่เอกฉันท์ ให้คนจากพรรคสีน้ำเงินได้เฮ
สำหรับ แนวทางที่ 1 กกต.เห็นด้วยกับคณะที่ 36 ยกคำร้อง 229 ราย โดยไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา ซึ่งแนวทางนี้จะเป็นผลดีต่อพรรคน้ำเงินและ สว.ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด เท่ากับเป็นการตัดตอนคดีโกงเลือก สว.ออกไป
แนวทางที่ 2 กกต.มีมติเห็นด้วยกับชุดที่ 26 ให้ดำเนินคดีต่อ ทำให้ผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมีความเสี่ยงที่จะต้องไปสู้กันต่อในชั้นศาลและตามกรอบกฎหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561
แนวทางที่ 3 ยึดทางสายกลาง กกต.แยกพิจารณาสำนวน ลงมติเพื่อเอาผิดตามข้อกล่าวหาเป็นรายบุคคล ซึ่ง กกต.อาจพิจารณาว่าหลักฐานของแต่ละคนที่ถูกกล่าวหานั้นมีน้ำหนักไม่เท่ากัน หรือเป็นไปได้ว่าสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ และบทสุดท้าย คือ ไม่ถึงขั้นยุบพรรคการเมืองใหญ่ได้
ขณะที่แนวทางการต่อสู้ เพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของพรรคภูมิใจไทย และข้อต่อสู้ของบรรดาแกนนำพรรคน้ำเงินในคดีโกงเลือก สว.ที่ใช้เป็นแนวทางต่อสู้มาโดยตลอดในชั้น กกต.
ข้อ 1 ไร้หลักฐานตรงว่า “พรรค” สั่งการให้ฮั้ว" ซึ่งทางพรรคน้ำเงินเคยต่อสู้ข้อกล่าวหาว่า การพุ่งเป้ามาโยงที่หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค คีย์แมน คนหลังม่าน เป็นลักษณะของเกมการเมือง
ข้อ 2 “รู้จักหรือสนับสนุน” ไม่ได้ทำให้เป็นความผิดต่อกรณี “ฮั้วเลือก สว.” ซึ่งฝ่ายผู้ร้องจะต้องพิสูจน์ให้ชัดว่า พฤติการณ์ของคีย์แมนพรรคการเมืองใหญ่นั้นเป็นการตกลงหรือประสานกันเพื่อให้เกิดผลการเลือกโดยไม่สุจริต ตามองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ตามการฝ่าฝืนมาตรา 36 และ 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเกี่ยวกับการฮั้ว การสนับสนุนและสมยอมให้เกิดการกระทำผิด
ข้อ 3 หลักฐานแวดล้อมต้องเชื่อมโยงถึง “ตัวบุคคล” โดยพรรคน้ำเงินโต้แย้งว่า ต่อให้พบเครือข่ายหรือพบรูปแบบการลงคะแนนผิดปกติ ก็ยังต้องพิสูจน์ว่า “ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน” มีส่วนร่วมอย่างไร เนื่องด้วยคดีมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก โดยมติคณะไต่สวนเดิมชุดที่ 26 ให้ดำเนินคดี 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน และกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหญ่ รวมถึงเครือข่าย 91 คน
ข้อ 4 โต้แย้งความน่าเชื่อถือของพยานและหลักฐาน ทั้งคลิปเสียง คลิปวิดีโอ รายงานการพบปะ เส้นทางการเงิน คำให้การของผู้สมัคร สว. พฤติการณ์ลงคะแนน ซึ่งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาพยายามโต้แย้งว่ามีการตัดต่อคลิปหรือไม่
โดยเฉพาะถ้าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของพยาน แต่ไม่มีหลักฐานอิสระอื่นมาสนับสนุน ก็สามารถโจมตีเรื่องน้ำหนักพยานได้
ข้อ 5 โต้เรื่องคนการเมืองฉากหลังและบุคคลนอกพรรค ซึ่งสำนวนเอาผิด แม้จะมีการกล่าวอ้างว่า “คนการเมืองชื่อดัง” ใน จ.บุรีรัมย์ ที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค อยู่ฉากหลังกระบวนการเลือก สว.ทั้งหมด แต่ก็ต้องมีหลักฐานเรื่องการสั่งการ มอบหมาย ประสาน เพื่อให้เกิดการกระทำผิดโดยตรง ไม่ใช่เพียงเพราะเกิดความใกล้ชิดทางการเมือง
ข้อ 6 กรรมการบริหารพรรคน้ำเงินเคยโต้แย้งว่า เอกสารแจ้งข้อกล่าวหาไม่ได้ระบุรายละเอียดพฤติการณ์ว่าใครมีส่วนทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่ได้แนบหลักฐานอย่างละเอียด ซึ่งมีการมองว่าถ้าข้อกล่าวหาไม่ระบุพฤติการณ์เฉพาะตัว ผู้ถูกกล่าวหาจะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างไร
ข้อ 7 หักล้างว่า “ความผิดของ สว.บางคน” ไม่เท่ากับ “ความผิดของพรรคการเมือง”
และข้อ 8 โยงไปถึง “ยุบพรรค” ซึ่งจะต้องพิสูจน์ให้สูงกว่าความสัมพันธ์ทางการเมือง การยื่นเรื่องขอให้ยุบพรรคภูมิใจไทยจากคดีเลือก สว.นั้น ที่มีการกล่าวอ้างถึงเส้นทางการเงิน คลิปเสียง และพฤติการณ์ของคีย์แมน กรรมการบริหารในพรรคการเมืองใหญ่
ฉะนั้น การจะสาวไปถึงขั้นยุบพรรคได้จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของพรรคหรือผู้มีอำนาจของพรรคในลักษณะที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่เพียงพบว่าบุคคลหลายคนมีความสัมพันธ์กับพรรคเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สำนวนการสืบสวนของคณะชุดที่ 36 ของ สำนักงาน กกต.ก่อนหน้านี้ มีมติให้ปล่อยผีเครือข่ายพรรคการเมืองน้ำเงินและ สว. ทำให้เกิดเสียงลือออกมานอกสำนักงาน กกต.ว่า การยื้อเวลาและดองสำนวนการไต่สวนในชั้น กกต.ชุดใหญ่ จนกระทั่งจะล่วงเลยข้ามเดือน ส.ค.ในเวลานี้
เป็นเพียงแท็กติกทางกฎหมายเท่านั้น เพราะในทางลับมีการว่ากันว่า ท้ายที่สุดอาจโยงและตัดตอนจนสาวไม่ถึงคีย์แมนตัวการใหญ่ของพรรคการเมืองที่อยู่ฉากหลังคดีมหากาพย์ โกงเลือก สว.ก็เป็นได้
ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าผลสรุปคือ สาวไม่ถึงตัวการใหญ่ของพรรคการเมืองหนึ่ง ไม่สามารถเอาผิดไปถึงกรรมการบริหารพรรคที่เชี่ยวชาญเรื่องการฮั้วได้
ขณะเดียวกันยังมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ในชั้น กกต. ซึ่งมีผู้ที่พยายามจะอุ้ม และปล่อยตกสำนวน หรือปล่อยผีคนการเมือง จะพยายามนำสำนวนของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 36 มากางสำนวน ไล่ข้อกล่าวหาทีละประเด็นว่า จะมีข้อกล่าวหาส่วนไหนที่จะลบล้าง เคลียร์ข้อหาที่คณะชุดที่ 26 เคยมีมติเอาผิด เชือด สว.และคีย์แมนพรรคการเมืองใหญ่ได้หรือไม่
บทสรุปคดีโกงเลือก สว. ทุกองคาพยพในเครือข่ายระบอบสีน้ำเงิน จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องเดินเกมอย่างหนัก เพื่อหักล้างข้อกล่าวหาไม่ให้สำนวนสืบสวนส่งไปที่ศาลฎีกา รวมทั้งตัดตอนไม่ให้นำไปสู่การยุบพรรคได้
เกมทั้งหมดจึงเป็นการเดิมพันชะตาทางการเมืองของคีย์แมนพรรคการเมืองใหญ่ในเวลานี้ จึงไม่แปลก หากเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินจะพิพากษาคดี โดยฝืนความรู้สึกกระแสสังคม





