วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

หลากสีเสียงแตก โมเดล ‘รธน.ใหม่’ เสี่ยงเอื้อ ‘ระบอบน้ำเงิน’ กินรวบ

ทุกฝ่ายการเมืองในสภา - ภาคประชาชน เห็นพ้องควรมี รัฐธรรมนูญใหม่ ทว่ายังเสียงแตก ต่อโมเดล "จัดทำ-สสร." ทำให้เป็นจุดเสี่ยง และเอื้อต่อให้ "ภูมิใจไทย" กินรวบการแก้ไข

KEY POINTS

  • ทุกฝ่ายการเมืองเห็นตรงกันว่าต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังมีความเห็นต่างในรายละเอียด โดยเฉพาะประเด็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)
  • ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย (ฝ่ายสีน้ำเงิน) มีโอกาสผ่านรัฐสภามากที่สุด เนื่องจากมีเสียงสนับสนุนจาก สว. ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญตามรัฐธรรมนูญ
  • ความแตกแยกของพรรคการเมืองฝ่ายต่างๆ (หลากสี) อาจทำให้ร่างของฝ่ายสีน้ำเงินผ่านเพียงฉบับเดียว และนำไปสู่ภาวะที่ฝ่ายการเมืองเดียวผูกขาดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (กินรวบ)

เวที “ดวลร่าง เปิดทางรัฐธรรมนูญใหม่” เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ซึ่งจัดโดย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เปิดพื้นที่ให้แกนนำพรรคการเมือง ภาคประชาชน และ สว. ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเปิดทางจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569

ภาพรวมของเวทีสะท้อนว่า ทุกฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลับมีความแตกต่างในรายละเอียด โดยเฉพาะหลักการได้มาของ “สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ สสร. ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้แต่ละกลุ่มไม่สามารถรวมเสียงสนับสนุนร่างแก้ไขได้อย่างเป็นเอกภาพ

หลากสีเสียงแตก โมเดล ‘รธน.ใหม่’  เสี่ยงเอื้อ ‘ระบอบน้ำเงิน’ กินรวบ

ขณะนี้มีร่างแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลายฉบับ ทั้งจาก พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ สว.พันธุ์ใหม่ และภาคประชาชน 

โดยมีการประเมินว่า ร่างของพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสผ่านวาระรับหลักการมากที่สุด เนื่องจากเงื่อนไขรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องได้เสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และต้องมีเสียง สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 67 คน

เมื่อ สว. กลุ่มสีน้ำเงินมีความสัมพันธ์ทางการเมืองใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย จึงเกิดข้อกังวลว่า หากฝ่ายต่าง ๆ ไม่สามารถรวมเสียงสนับสนุนร่างของกันและกันได้ ท้ายที่สุดอาจเหลือเพียงร่างของฝ่ายสีน้ำเงินที่สามารถผ่านด่านแรกได้

ความแตกต่างดังกล่าวเห็นชัดจากแนวทางของแต่ละพรรค โดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ สสร.มาจากการหยั่งเสียงประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกำหนดไม่ให้แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ขณะที่ สว.พันธุ์ใหม่เสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทางผ่าน “สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน” แต่ติดข้อจำกัดต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนถึง 140 เสียง ส่วนพรรคเพื่อไทยเสนอโมเดล สสร.จากการเลือกตั้งทางอ้อม

ซึ่งต่างจากแนวทางของพรรคประชาชนเช่นกัน

 

ประเด็นที่น่าจับตาคือ แม้หลายฝ่ายอยู่ในขั้วการเมืองเดียวกันหรือมีเป้าหมายร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ยังไม่สามารถลงชื่อสนับสนุนร่างของกันและกันได้ 

หลากสีเสียงแตก โมเดล ‘รธน.ใหม่’  เสี่ยงเอื้อ ‘ระบอบน้ำเงิน’ กินรวบ

ขณะที่พรรคประชาชนเสนอร่างแก้ไขในประเด็นเดียวกันถึง 3 ฉบับ ซึ่งใช้คนละวิธีการได้มาซึ่ง สสร. และคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดคำถามว่า ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนการรักษาจุดยืนทางการเมืองและฐานเสียงของแต่ละฝ่ายมากกว่าการแสวงหาจุดร่วมในการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคภูมิใจไทย กลับมีความได้เปรียบทั้งจากจำนวน สส. ที่มีมากที่สุดในสภา เสียง สว. และข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อกังวลเรื่องมาตรฐานจริยธรรมของ สส. ที่อาจเกิดขึ้นหากลงชื่อหรือโหวตรับหลักการร่างที่ถูกตีความว่าขัดต่อคำวินิจฉัยดังกล่าว

“นิกร จำนง” ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ยอมรับถึงความได้เปรียบของฝ่ายสีน้ำเงิน

หลากสีเสียงแตก โมเดล ‘รธน.ใหม่’  เสี่ยงเอื้อ ‘ระบอบน้ำเงิน’ กินรวบ

ขณะที่ “อภิสิทธิ์” ตั้งข้อสังเกตว่า หากปล่อยให้ร่างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผ่านเพียงฉบับเดียว โดยออกแบบให้เสียงข้างมากในสภาสามารถกำหนดทิศทางได้ทั้งหมด ก็อาจเปิดช่องให้เกิดภาวะ “Winner take all” หรือ “ระบอบสีน้ำเงินกินรวบ” โดยเฉพาะเมื่อรวมเสียง สว. ซึ่งถูกมองว่ามีทิศทางเดียวกับฝ่ายรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การผ่านร่างแก้ไขในรัฐสภาไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการรับรองจากประชาชนโดยอัตโนมัติ เพราะปลายทางยังต้องเผชิญกับกระบวนการประชามติ ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” แต่รวมถึงคำถามว่า รัฐธรรมนูญใหม่จะถูกออกแบบโดยทุกฝ่ายอย่างมีส่วนร่วมและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากน้อยเพียงใด

เวทีดังกล่าวจึงสะท้อนภาพสำคัญว่า แม้ทุกสีทางการเมืองจะเห็นพ้องเรื่องความจำเป็นในการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เมื่อเข้าสู่รายละเอียดของกติกาและที่มาของ สสร. กลับยังมีความแตกแยกสูง

นักวิชาการอย่าง “สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” เสนอว่า “ทุกพรรคควรลงชื่อให้พรรคอื่น เพราะปัจจัยที่รัฐธรรมนูญจะแก้ได้หรือไม่ อยู่ที่ดุลอำนาจทางการเมือง บางเรื่องที่มองว่ายาก แต่เมื่อดุลอำนาจทางการเมืองเปลี่ยน ก็จะเปลี่ยน”

หลากสีเสียงแตก โมเดล ‘รธน.ใหม่’  เสี่ยงเอื้อ ‘ระบอบน้ำเงิน’ กินรวบ

จากนี้จึงต้องจับตาว่า พรรคประชาชน เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ จะลดอีโก้ แสวงหาจุดร่วม ไว้ต่อกรกับ “ระบอบน้ำเงิน” เพื่อสกัดไม่ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตกอยู่ภายใต้การกำหนดทิศทางของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้หรือไม่ เพราะหาก “หลากสี” ยังเดินแยกทางกันต่อไป ย่อมเพิ่มโอกาสให้ “สีน้ำเงิน” ซึ่งมีทั้งเสียง สส. และแนวร่วมในวุฒิสภา เป็นผู้กำหนดกติกาใหม่ของประเทศแต่เพียงฝ่ายเดียว