การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยถัดไปกำลังจะเปิดฉากในสัปดาห์หน้า ศึกหนักที่รอผู้นำรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หนีไม่พ้นคดี “โกง สว.”
เกม “จองกฐิน” ซักฟอกของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน คือการพุ่งเป้าไปที่อนุทินกับพวก บุคคลในเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการเลือก สว.
แม้อนุทินจะยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเข้ารับตำแหน่งในเดือนเมษายน 2569 หลังการเลือก สว.ระดับประเทศเมื่อปี 2567 โดยพยายามแยกส่วนความเกี่ยวข้องออกจากกันด้วยช่วงเวลา แต่ต้องไม่ลืมว่า ห้วงที่มีการเลือก สว.เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และอนุทินนั่งรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย
คดีนี้มีผู้ถูกร้องมากถึง 229 คน ตามมติคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่26 ที่มีข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆ จนเชื่อได้ว่า มีความผิด และเสนอให้ดำเนินคดี แต่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 กลับมีมติสวนทาง เห็นว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูล
คดีนี้จึงกลายเป็น “สองสำนวน สองความเห็น” ที่รอ 7 กกต.ชุดใหญ่ชี้ขาด
แกนนำระดับสูงของภูมิใจไทย ทั้งพ่อเทพ ลูกเทพ กรรมการบริหารพรรคที่เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ ต่างตกเป็นผู้ถูกร้องกันถ้วนหน้า ทำให้คดีโกง สว. กลายเป็นจุดเปราะบางทางการเมืองของพรรคสีน้ำเงิน
ตามสไตล์ของภูมิใจไทย หากมองว่ากำลังเผชิญปัญหาใด และไม่ได้รับความเป็นธรรม วิธีฟ้องร้องดำเนินคดีจะถูกหยิบมาใช้กับคนที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามทันที เช่น กรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องกับคดีโกง สว.
ที่ผ่านมา คนในพรรคเคยส่งสัญญาณขู่ฟ้อง จนถูกมองว่าเพื่อปิดปาก โดยมุ่งหวังสร้างความยากลำบากให้ต้องเดินทางไปสู้คดีในจังหวัดห่างไกล แต่หลายคนที่ส่งสัญญาณขู่จนถึงขณะนี้กลับนิ่ง ยังไม่ปรากฎว่าดำเนินคดีฝ่ายค้าน หรือภาคประชาสังคมกลุ่มใด
คำถามจึงย้อนกลับไปว่า หากภูมิใจไทยเห็นว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม จากข้อมูลคณะไต่สวนชุดที่ 26 เหตุใดจึงปล่อยมาจนวันนี้ ไม่เดินหน้าดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เหมือนกรณีอื่นๆ ที่มีการแจ้งความทั่วประเทศ 77 จังหวัด
เพราะยิ่งปล่อยให้คดีเดินหน้าโดยไม่มีคำตอบ คำถามทางการเมืองก็ยิ่งดังขึ้น
ท่าทีของอนุทินที่ส่งสัญญาณว่า หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะตอบเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารรัฐบาล ส่วนคดีโกง สว.ที่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องก็จะไม่ตอบนั้น อาจเป็นแท็กติกเพื่อแยกคดีออกจากรัฐบาลปัจจุบัน
แต่ฝ่ายค้านอาจมองต่าง โดยจะโยงไปถึงความรับผิดชอบทางการเมือง ความสัมพันธ์ของบุคคลในพรรคกับเหตุการณ์ในอดีต และเหตุใดนักการเมืองบางรายจึงปรากฏชื่ออยู่ในสำนวน
อีกแท็กติกของอนุทิน คือพยายามดิสเครดิดพรรคประชาชน ตั้งธงซักฟอก เป็นเกมการเมืองที่มุ่งทำให้รัฐบาลขาดความเชื่อมั่น จากฝ่ายที่อยากเป็นรัฐบาล
ในจังหวะที่ทุกฝ่ายกำลังรอคำตอบจาก 7 อรหันต์ กกต.ว่าจะปล่อยผีบรรดาปลาใหญ่ในคดีโกง สว. หรือมีความเห็นส่งทั้ง 229 รายชื่อไปยังศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ชี้ขาด ซึ่งทุกฝ่ายคาดหวังจะเห็นเช่นนั้น เพราะความเชื่อมั่นในองค์กร กกต. แทบไม่เหลือแล้ว เพราะเป็นคดีที่มีความเห็นจากคณะทำงานภายในสวนทางกันอย่างชัดเจน
ที่สำคัญ คดีโกง สว.ยังมีอีกสำนวนที่เดินคู่ขนาน คือคดีอั้งยี่และฟอกเงินของดีเอสไอ ซึ่งอัยการเคยตีกลับสำนวนผู้ต้องหา 8 ราย ให้สอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น ทั้งการนำหลักฐานจากสำนวน กกต.มาประกอบ ตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายทั้งหมด รับเรื่องร้องขอความเป็นธรรมของกลุ่ม สว.สำรอง และกำชับให้สอบปากคำพยานให้ครบถ้วน 1,200 ราย
รมว.ยุติธรรม สายตรงบุรีรัมย์ ก็เคยเปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการของดีเอสไอว่า ต้องรอความชัดเจนจาก กกต.ในคดีหลักเรื่องโกง สว.ก่อน จึงจะเห็นทิศทางของคดีอั้งยี่-ฟอกเงินชัดเจนขึ้น
ดังนั้น ผลของ กกต.จึงอาจไม่ได้ชี้ชะตาเฉพาะคดีเลือก สว. แต่ยังอาจส่งผลต่อคดีอาญาที่เดินคู่ขนานกันด้วย ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของภูมิใจไทยด้วย
การยืนยันว่า “ไม่เกี่ยว” ของอนุทิน อาจไม่เพียงพอสำหรับการตรวจสอบ เพราะหาก กกต.มีมติไม่ส่งชื่ออนุทิน หรือแกนนำภูมิใจไทยบางรายไปยังศาลฎีกา แผนการตรวจสอบของฝ่ายค้านก็อาจเปลี่ยนจาก “คดีเลือก สว.” ไปสู่ “ความรับผิดชอบทางการเมืองและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”
พรรคประชาชนจึงมีทางเลือกที่จะใช้กลไกของสภาและองค์กรตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบต่อ ผ่านเวทีซักฟอกรัฐบาล
เพื่อเปิดประตูให้ยื่นเรื่องผ่านประธานสภาฯ เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นมาตรฐานทางจริยธรรม และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ว่าจะด้วยข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เข้าข่ายขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี
ตรงนี้เองที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “แผนสองของสีส้ม”
ท้ายที่สุด คดีโกง สว.จึงกำลังเป็นคดีชี้เป็นชี้ตายทั้งต่อภูมิใจไทยและ กกต. หากส่งต่อศาลฎีกา เกมก็เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่หากจบที่ กกต. คำถามเรื่องความน่าเชื่อถือขององค์กรก็อาจดังขึ้นอีก
เดิมพันของสีน้ำเงินจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า คดีจะจบที่ กกต.หรือศาลฎีกา แต่อาจอยู่ที่ว่า หากประตูแรกถูกปิดลง “แผนสองของสีส้ม” ก็จะเปิดประตูไปสู่ศาลการเมือง



