“เอกนิติ” กับบทบาทหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “รัฐบาลอนุทิน” มีหลายเรื่องท้าทายที่ต้องเผชิญ และขับเคลื่อน ภายใต้ผู้นำแบบนายกฯ หนู ที่ไม่ลงรายละเอียดงาน ชิลๆ สุขนิยม ร้องเล่นเต้นรำเข้าว่า กับโจทย์ใหญ่คือสร้างมรดกทางการเมืองเหมือนยุค ชวน ทักษิณ และประยุทธ์
KEY POINTS
- เอกนิติ กับความท้าทายในการปลุกปั้นมรดกทางการเมืองของรัฐบาลภูมิใจไทย ให้กับรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
- นโยบายหลักตอนนี้คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท
- เพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และเปลี่ยนรถเมล์สาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
- ท่ามกลางกับดักใหญ่ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และการถอนทุนการเมือง ที่ต้องก้าวให้พ้น
โจทย์สำคัญของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สมัย 2 นอกจากจะทำให้ประชาชนพอใจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้องแล้ว งานใหญ่เรื่องการปรับโครงสร้างประเทศ ก็เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต้องทำ
ในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ สมัยนายหัวชวน หลีกภัย เป็นผู้ริเริ่มการกระจายอำนาจท้องถิ่น ยุคไทยรักไทย สมัยทักษิณ ชินวัตร ริเริ่มโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ยุคคสช. ต่อเนื่องจนถึงยุคพลังประชารัฐ สมัยลุงตู่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กำเนิดคนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นโยบายต่างๆ ดังกล่าว มีผลกับประชาชนอย่างกว้างขวาง กลายเป็นมรดกทางการเมืองของรัฐบาลนั้นๆ จนรัฐบาลถัดๆ ไป ไม่สามารถยกเลิกได้ ถ้าจะแตะต้อง ก็ทำได้แต่อัปเกรดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะกระทบความนิยมทางการเมืองทันที
การขับเคลื่อนทางการเมืองเพื่อสร้างความนิยม หนีไม่พ้นต้องขับเคลื่อนด้วยนโยบายเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องความทุกข์ยากเป็นธงนำ
ความท้าทายสำคัญในยุครัฐบาลภูมิใจไทย คงไม่สามารถโหนนโยบายตกทอดจาก“ยุคลุงตู่” ตั้งหน้าตั้งตาแจกเงินเพิ่ม ผ่านคนละครึ่ง ที่ดัดแปลงเป็นนโยบายไทยช่วยไทยพลัส 60/40 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือไทยเที่ยวไทยพลัส ไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้
จำเป็นต้องริเริ่ม หรือปลุกปั้นอะไรบางอย่างที่เป็นนโยบายเพื่อเป็นมรดกทางการเมืองของตัวเอง จากที่ตั้งเป้าผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นจุดขาย ก็เป็นอันต้องพับแผนไปในที่สุด เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน
โฟกัสหลักตอนนี้ของรัฐบาล ดูเหมือนหนีไม่พ้นการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ด้วยเม็ดเงินจากการกู้ 2 แสนล้านบาท ก้อนหลังของพ.ร.ก.กู้เงิน สนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป อุดหนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท เพื่อจูงใจ เป้าหมาย 5 แสน -1 ล้านครัวเรือน
รวมถึงการยกเครื่องขนส่งสาธารณะ รถเมล์ประจำทางเครื่องยนต์สันดาปปล่อยไอเสียควันดำ มาเป็นรถ EV เรื่องนี้หากพลิกโฉมสำเร็จ 100% จะถือว่าพลิกโฉมระบบคมนาคมของกรุงเทพมหานคร ชนิดที่ต้องจดจำ
แม่งานคนสำคัญ ที่ต้องรับบทหนักคือ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่กลายเป็นตัวความหวังของรัฐบาลสีน้ำเงิน
เพราะเนื้องานในมือดูเป็นชิ้นเป็นอันมากที่สุดคนหนึ่งในส่วนของเศรษฐกิจ และเป็นหนึ่งในคนที่“ครูใหญ่” เลือกไม่ผิด ใช้คนได้ค่อนข้างถูกกับงาน
ถ้าไม่นับแผนระยะยาว กับโรดแมปประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ภายใน 12 ปี ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยติดลำดับท็อป 20 ของโลกภายในปี 2573 แล้ว
ระหว่างนี้คือ เดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แม้จะมีความกังวลเรื่องเอกชนบางรายที่อาจถูกครหาว่า รู้กันกับผู้มีอำนาจ กำหนดเงื่อนไขเอื้อประโยชน์ให้เป็นเจ้าหลักที่เข้ามาร่วมโครงการ หากมีกรณีแบบนี้จริง ก็จะถือว่ารัฐบาลยังสลัดข้อครหาถอนทุนไม่ไปพ้น
การเดินหน้าเรื่องนี้จะถูกสังคมจับตามองอย่างหนัก หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล โอกาสจะกลายเป็นวิกฤติอีกครั้งทันที สุ่มเสี่ยงเป็นจุดตายของรัฐบาล จนความเชื่อมั่นไม่เหลือ เพราะเงินก้อนนี้มหาศาล
อีกนโยบาย เรื่องการเปิดให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากขับเคลื่อนสำเร็จ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะปริมาณการใช้ไฟฟ้า รัฐบาลมีมาตรการให้เอกชนลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเอง เป็นการลดภาระของภาครัฐ แต่หากจะใช้ไฟปกติ หรือมาแย่งไฟประชาชนใช้ ก็ต้องจ่ายแพงขึ้น
โดยแหล่งข่าวในรัฐบาล เปิดเผยถึงแนวคิดดังกล่าวว่า อาจมีโมเดลให้เอกชนสามารถเช่าที่ดินของประชาชน หรือเกษตรกรในพื้นที่เกษตรกรรม ที่ทำการเพาะปลูกได้ผลไม่คุ้มค่า มาติดตั้งโซล่าร์เซลล์ ผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนระบบดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง ทุกฝ่ายถือว่าได้ประโยชน์
เดิมพันของรัฐบาลจึงต้องคิดเกมยาว เพื่อให้ประเทศเปลี่ยนแปลงพัฒนาอย่างแท้จริง จนเป็นที่จดจำ เพราะสไลต์ภูมิใจไทยที่ผ่านมา กับนโยบายกัญชาเสรี ปลดล็อกโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ทำแบบขาดๆ เกินๆ จนสร้างปัญหาสังคมมากมาย สุดท้ายต้องตามเช็ดกันภายหลัง กลับมาห้ามโน้นห้ามนี่ และพยายามออก พ.ร.บ.ควบคุม
ดังนั้น รัฐบาลนี้ หากก้าวไม่ข้าม หรือจมอยู่กับข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะเป็นตัวบั่นทอนความศรัทธาจากประชาชน
ความท้าทายจึงอยู่ที่อนุทิน ชาญวีรกูล เนวิน ชิดชอบ และ“เอกนิติ” ผู้ถูกวางตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของภูมิใจไทยในอนาคต





