“พิพัฒน์” ถูกครูใหญ่เนวิน ค่อยริบอำนาจไปทีละน้อย จนคนการเมืองโดยเฉพาะในภาคใต้ เริ่มพูดกันกว้างขวางว่า ถึงจะมีตำแหน่ง แต่แทบจะไร้อำนาจ เหมือนยักษ์ไร้กระบองอย่างไรอย่างนั้น
KEY POINTS
- พรรคภูมิใจไทยจัดระเบียบการเมืองในภาคใต้ใหม่ โดย เนวิน ชิดชอบ เพื่อลดอำนาจ และบทบาทของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะแม่ทัพภาคใต้
- การลดทอนอำนาจของพิพัฒน์มีสาเหตุจากข่าวฉาวที่เชื่อมโยงกับคนใกล้ชิดซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์พรรค จนต้องส่งสายตรงบุรีรัมย์เข้ามาคุมที่ทางในกระทรวงคมนาคม
- อนาคตทางการเมือง และตำแหน่งรัฐมนตรีของพิพัฒน์ อาจอยู่ในความไม่แน่นอนหรือไม่ ในการปรับ ครม.ครั้งต่อไป
เป็นที่พูดกันกว้างขวางในพื้นที่ภาคใต้ กับการ “จัดระเบียบใหม่” ของภูมิใจไทย โดยครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ” ที่ขันนอตตามนโยบายห้ามมีกลุ่มก๊วนภายใน เพื่อการบริหารจัดการในพรรคให้มีเอกภาพ มีประสิทธิภาพ ลดการต่อรอง
สส.ใต้ ภูมิใจไทย หลายคนโดยเฉพาะก๊วนที่มีความใกล้ชิดกับ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม แม่ทัพภาคใต้สีน้ำเงินในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตอนนี้ดูเหมือนบทบาทดังกล่าวกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
เมื่อครูใหญ่ จัดการให้ สส.ในสายพิพัฒน์ ขึ้นตรงบุรีรัมย์ ท่ามกลางข้อสังเกต เป็นการสังเวยบาดแผลทางการเมืองหรือไม่
จากกรณีฉาวโฉ่ ตั้งแต่เรื่องไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน และทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ที่ดันไปมีคนใกล้ชิดถูกมองว่าเกี่ยวข้อง เช่น กรณี “รัชพงศ์ ชูแก้ว” จนต้องลาออกจากตำแหน่งเลขานุการ รมว.คมนาคม ก่อนถูกแทนที่ด้วยเพื่อนร่วมรุ่นสวนกุหลาบของเนวินคือ “กฤชเทพ สิมลี”
เท่ากับว่าสถานะของพิพัฒน์ในภูมิใจไทย เห็นร่องรอยชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าไม่เหมือนเก่า จนครูใหญ่ต้องลงมาจัดการด้วยตัวเอง หลังผ่อนปรนให้ขาใหญ่บางคนมีอิสระมานาน แต่สุดท้ายกลับทำให้สีน้ำเงินเสียขบวน โดนโจมตีจนพรรคเสียคะแนนนิยมอย่างหนัก
มาตรการขั้นเด็ดขาดจากบุรีรัมย์ ที่บรรดานักการเมืองภาคใต้รับรู้กันถ้วนหน้า คือ “ตัดอำนาจ รมว.คมนาคม” ในเรื่องของงบประมาณ ที่ทำให้กระทรวงนี้เป็น “เกรดเอ” และเป็นที่หมายปองของนักการเมือง ด้วยการส่งสายตรงครูใหญ่เข้าไปบริหารจัดการส่วนนี้แทน แบบเบ็ดเสร็จ
เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณออกไปในยุทธจักรการเมืองว่า หากใครจะดีลงาน หรือโครงการ ต้องวิ่งช่องไหน เข้าหาใคร ซึ่งไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
ตอนนี้ พิพัฒน์จึงถูกเปรียบเป็นยักษ์ไร้กระบอง แม้จะมีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม แต่อาจไม่มีอำนาจบริหารจัดการในกระทรวงได้แบบเต็มไม้เต็มมือเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว
โครงการแลนด์บริดจ์ ที่พิพัฒน์หมายมั่นปั้นมือ ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของคณะกรรมการชุด “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน ก็ได้ข้อสรุปแล้ว ไม่คุ้มค่าการลงทุน เท่ากับว่าเจ้าของพรรคภูมิใจไทยตัวจริง พยายามลดอำนาจ และบทบาทแม่ทัพภาคใต้ลง ทีละสเต็ป
สะท้อนได้อย่างชัดเจน ถึงการทำการเมืองแบบฉบับครูใหญ่ ระบบสำคัญกว่าตัวบุคคล
ยุทธการเด็ดปีกคีย์แมนครั้งนี้ เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ในวันที่ภูมิใจไทยขยายใหญ่ รวมกลุ่มก๊วนบ้านใหญ่ น้ำเงินเลือดใหม่เข้ามา ไม่เช่นนั้น หากคนที่อยู่มาก่อนไม่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง อีกหน่อยอาจมีคนอยากลองของ
อีกอย่างครูใหญ่ อาจประเมินแล้วว่า สมรภูมิภาคใต้ แม้จะเสียหนึ่งแม่ทัพ แต่อาจจะได้ขุนพลสำคัญบ้านใหญ่อื่นๆ เข้ามาแทนที่ จนสามารถขยายฐานการเมืองได้เพิ่มขึ้น ตรงนี้ดูจะคุ้มกว่าในทางการเมือง
บ้านใหญ่หลายหลังในภาคใต้ ซึ่งกระจายอยู่หลายพรรคการเมืองตอนนี้ ซึ่งปิดดีลไม่ลงกับภูมิใจไทย หลายกรณีก็ติดที่เงื่อนไขแม่ทัพภาคใต้สีน้ำเงิน หรือหลังบ้านของแม่ทัพสีน้ำเงิน ดังนั้น หากพิพัฒน์พ้นเงื่อนไข ก็เท่ากับเปิดประตูให้บ้านใหญ่อื่นๆ เข้ามาซบภูมิใจไทยได้สะดวกมากขึ้น โดยต่อสายตรงกับบุรีรัมย์
ความมั่นคงในตำแหน่งรัฐมนตรีของพิพัฒน์ จึงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตามองว่า จะได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบของครูใหญ่บุรีรัมย์มากน้อยแค่ไหน จะถึงขั้นถูกลดบทบาทเป็นแม่ทัพภาคใต้ จนไร้สถานะแกนนำ เหลือเพียงความเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่
ในมุมครูใหญ่ คงมองแล้วว่า ต้นทุนทางการเมืองของพิพัฒน์ ที่ถูกแปะยี่ห้อ และข้อครหาจากประชาชนค่อนข้างรุนแรง จากเรื่องราวต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา จึงต้องรีบแก้โจทย์ร้อนของส่วนนี้ของภูมิใจไทย
ที่สำคัญ คิว ปรับ ครม. ครั้งต่อไป ต้องจับตา ชื่อของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” จะถูกกระทบ หรือลดชั้นไปกระทรวงอื่นหรือไม่
มุมหนึ่งก็มีข้อสังเกตว่า การที่ครูใหญ่ เขย่าขวดในภาคใต้อย่างแรง ขาใหญ่ด้ามขวานก็คงรู้แล้วว่า จะอยู่ในโอวาท หรือแยกทาง หรือต้องมีข้อเสนอใหม่ในการดีลกับบุรีรัมย์ เพื่อให้ได้ไปต่อ บนเก้าอี้อำนาจ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





