วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

8.6 แสนโยง กกต. ‘โกงสว.’ลาม สส. ‘ภท.’อัดฉีด ปิดช่องต่อรองพลิกขั้ว

คดีโกง สว. ที่ถูกสาวไส้อย่างหนัก ด้วยการลงรายละเอียดของผู้เกี่ยวข้องพฤติกรรมอย่างไร เรื่องเส้นทางการเงิน ถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตาย และขยายวงไปถึงการเลือกตั้ง สส. กรณีที่อำนาจเจริญ กับเงิน8.6แสน ที่เครือช่ายการเมืองโอนให้ เจ้าหน้าที่กกต. ดังนั้น ไม่ว่าสีน้ำเงินจะเจอแรงเสียดทานเพียงใด การอัดฉีดภายในเพื่อกุมสภาพ ยังได้ผลอยู่

KEY POINTS

  • มีการเปิดโปงเส้นเงิน 860,000 บาทที่เชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่ กกต. ซึ่งแม้จะถูกอ้างว่าเกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง สส. ไม่ใช่ สว. แต่ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้นักการเมืองพรรคใหญ่
  • การกุมสภาพภายในของ ภท. ด้วยการอัดฉีด สส. เพื่อควบคุมเสียง ป้องกันการรวมกลุ่มต่อรอง ที่อาจนำไปสู่การพลิกขั้วรัฐบาล
  • คดีโกง สว. กำลังถูกขยายผล สะเทือนความเชื่อมั่นของ กกต. และพรรคการเมืองบางพรรคอย่างหนัก

ภาวะช้ำในของพรรคภูมิใจไทย แม้จะอยู่ในอำนาจคุมกลไกฝ่ายบริหาร ยังไม่ถึงปีเต็ม กลับต้องเผชิญแรงเสียดทานจากความไม่เชื่อมั่นในการบริหารขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่เต็มไปด้วยข้อครหา

สัญญาณขาลงของอนุทิน ชาญวีรกูล และภูมิใจไทย สะท้อนจากผลสำรวจของนิด้าโพล ช่วงไตรมาส 2/2569 ตัวเลขลดลงอย่างน่าใจหาย ถือเป็นจุดที่บ่งบอกได้ดีว่า เครือข่ายสีน้ำเงิน ผ่านจุดพีคทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว เว้นแต่จะมีจุดเปลี่ยนครั้งใหม่ที่ได้ผลกว่าการปลุกกระแสชาตินิยม รบกับกัมพูชา

การประคองตัวของภูมิใจไทย ที่ยังหวังผลต้องการลากยาวในเกมอำนาจให้ได้นานที่สุด ปรากฎชัดผ่านการจัดทัพข้าราชการระดับปลัดในหลายกระทรวง ที่มาในคอนเซ็ปต์เดียวกัน วางตัวคนที่เหลืออายุราชการมากๆ หรือแม้แต่ตำแหน่ง ผบ.ตร.คนต่อไป คือพล.ต.อ.สำราญ นวลมา กว่าจะเกษียณอีกตั้ง 7 ปี

กลไกข้าราชการที่เอื้อต่อฝ่ายการเมือง ย่อมสร้างความได้เปรียบให้หลายมิติ ภูมิใจไทย คุมทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานสำคัญที่มีอำนาจหน้าที่ มีงบประมาณ บุคลากร เครื่องไม้เครื่องมือ ล้วนมีส่วนสำคัญในการสนองนโยบาย หรือมีส่วนสำคัญช่วงเลือกตั้ง

การวางขุมข่ายคนที่ไว้ใจให้เข้ามาช่วยค้ำอำนาจฝ่ายสีน้ำเงิน ให้เข็มแข็งแน่นในทุกขุมกำลัง ยิ่งพยายามฝังรากลึกตรงนี้มากเท่าไหร่ 

มุมหนึ่งก็อาจจะมองได้ว่า แนวคิดเจ้าของพรรคภูมิใจไทย กำลังไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่อจากนี้หรือไม่ เลยต้องรีบจัดทัพตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเสริมฐานอำนาจให้มั่นคงยิ่งขึ้น ชดเชยเรื่องกระแสความนิยมที่หดหาย ไม่ยั่งยืนสำหรับภูมิใจไทย

ด้วยสไตล์ทำการเมืองแบบภูมิใจไทย ที่อาจมีส่วนอย่างมากกับการสร้างแรงกระเพื่อมต่อตัวเอง จนความไม่เชื่อมั่นจากสังคมขยายวงกว้าง จากข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน ปฏิบัติการถอนทุนทางการเมือง เรื่องนี้เป็นสนิมเนื้อในชั้นดีให้กัดกร่อนตัวเองจากภายใน ยังไม่นับรวมคดีโกง สว. หรือทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่หลายคนกำลังหนาวๆ ร้อนๆ อยู่ตอนนี้

การกุมสภาพภายในพรรคภูมิใจไทย เจ้าของพรรคถึงต้องอัดฉีด สส.อย่างหนัก ปิดช่องรวมกลุ่มต่อรอง เพื่อให้นโยบายไม่มีก๊กไม่มีก๊วนเป็นจริงได้ ทุ่มกันเป็นรายเดือน 2-5 ขีด นั่นส่วนหนึ่ง คงเป็นที่รับรู้ไม่มากก็น้อย 

และอีกส่วน ก้อนใหญ่จริงๆ หนัก 2 กิโลฯ ต่อคน สำหรับ สส. ต่อ 2สมัยประชุมสภาฯ ใน 1 ปี ยังไม่นับรวมออปชั่นอื่นๆ แต่มีเงื่อนไข ต้องเข้าประชุมห้ามขาด ไม่เช่นนั้นถูกตัด ครั้งละเท่าไหร่ หรืออย่างไร ก็ว่ากันไป

เจ้าของภูมิใจไทย รู้ดีว่า ถ้ากุมสภาพในพรรคไม่ได้ เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอนแน่นอน ในกรณีที่ปล่อยให้มีมุ้งมีก๊วน วันดีคืนดีเกิดต่อรองอะไรแล้วไม่เป็นที่พอใจขึ้นมา ก็มีช่องว่างให้เกิดปัจจัยแทรกซ้อน จนถึงขั้นพลิกขั้ว หรือล้มรัฐบาลได้เลยทีเดียว 

ปัจจัยภายในภูมิใจไทย จึงเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง

ถ้าบอกว่าทักษิณ ชินวัตร ในช่วงพีคทางการเมือง สร้างศัตรูไว้จำนวนมาก ถูกจองกฐินในหลายโอกาสจนบอบช้ำอย่างหนัก กระทบถึงพรรคเพื่อไทยจนทุกวันนี้ ภูมิใจไทยเอง โดยเฉพาะเจ้าของพรรค ก็ใช่จะมีศัตรูน้อยไปกว่าใคร 

ทุกอย่างมีขึ้นมีลง สำคัญคือตอนลง จะอยู่รอดปลอดภัยแค่ไหน

หลายเรื่องที่รุมเร้าตอนนี้ ล้วนเกี่ยวพันกับคนในอำนาจทั้งเบื้องหลัง เบื้องหน้า ที่มีตำแหน่งทั้งสิ้น ถ้าถึงคิวพัง สุ่มเสี่ยงจะพังทั้งกระดาน 

โดยเฉพาะโกง สว. ตัวละครสำคัญเริ่มถูกเจาะจงชัดเจนขึ้น พฤติกรรมแอบอ้างของเครือข่ายนักการเมือง กับเส้นเงินที่โยงถึงเจ้าหน้าที่ กกต.อำนาจเจริญ 860,000 บาท แม้ กกต.จะอ้างว่าไม่เกี่ยวกับคดีโกง สว. แต่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. ก็ยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ เพราะในช่วงเวลานั้น มีนักการเมืองใหญ่ในจังหวัดที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ตอนนี้ ได้อานิสงส์จากคำร้องที่ กกต.ตีตกจริงหรือไม่

เคสอำนาจเจริญ อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง กรณีเจ้าหน้าที่ กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รับเงินรับทอง สยบยอม เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจนักการเมือง ความเชื่อมั่นต่อองค์กรซึ่งวิกฤติอยู่แล้ว ก็ยิ่งวิกฤติหนักเข้าไปอีกว่า กำลังทำหน้าที่อุ้มคนของภูมิใจไทยหรือไม่

2 ยุทธศาสตร์ของสีน้ำเงินคือ มียานแม่ หรือพรรคการเมืองที่ควบคุมได้เบ็ดเสร็จโดยคนๆ เดียว ป้องกันศึกในทำพรรคแตก รัฐบาลพลิกขั้ว กับการมีอิทธิพลต่อองค์กรอิสระ ผ่านกลไก สว.เสียงข้างมาก จัดวางที่ทางคนในเครือข่ายเข้าไป เพื่อเป็นเกราะป้องกันทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพที่สุด