วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ตรวจงานซ่อม 'สภาฯ' ค้างเพียบ ครหา เกียร์ว่าง-เอื้อเอกชน?

วันนี้ (15 ก.ค.) คือ วันครบสัญญารับประกันโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภา ระหว่าง สำนักงานเลขาธิการสภาฯ กับ บริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชชั่น จำกัด (มหาชน)  ที่ทำไว้ต่อกันเป็นเวลา 2 ปี หลังจากที่ส่งมอบงานงวดสุดท้าย ของการก่อสร้างอาคารรัฐสภาที่เสร็จแล้ว เมื่อ 15 ก.ค.2567 

ทว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหา หากทั้ง2ฝ่ายทำอย่างตรงไปตรงมา และไม่ถูกจับสังเกตโดย “สส.-สว.” ว่า เกียร์ว่าง เลี่ยงงานซ่อม เพราะในห้วงระยะเวลารับประกัน  2 ปี ยังพบความชำรุดบกพร่อง เสียหาย และในช่วง 2เดือนก่อนที่ระยะสัญญาประกันจะหมด ยังพบข้อร้องเรียนจาก “ผู้ใช้งาน” ที่พบความชำรุดทั้งฝ้าเพดาน บานประตู  พื้นที่ลานจอดรถชั้น บี1 และ บี2 สวิตช์ เปิด-ปิดไฟฟ้า หลอดไฟในห้องประชุมสภา ห้องทำงานของสส. ห้องประชุมกรรรมาธิการชำรุด ห้องสุขาชำรุด กระจกกั้นขอบทางเดิน บานกระจกชำรุด ที่ยังไม่ถูกแก้ไขและต้นไม้ยืนต้นตาย

ตรวจงานซ่อม 'สภาฯ' ค้างเพียบ ครหา เกียร์ว่าง-เอื้อเอกชน?

กับประเด็นที่เกิดขึ้นนั้น ได้ถูกยกมาเป็นประเด็นตรวจสอบ โดย  “คณะกรรมาธิการกิจการสภา” ก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ที่เรียกข้าราชการประจำมาถามความ และได้พบข้อมูล ที่ “ว่าที่ เรือตรี ยุทธนา สำเภาเงิน” รองเลขาธิการสภาฯ ชี้แจงว่า ในช่วงระยะประกัน ตั้งแต่ 15 ก.ค.2567 จนเดือนมิ.ย.69 หรือก่อนที่จะหมดประกันตามสัญญา  พบความชำรุดบกพร่องของงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม งานระบบประกอบอาคาร รวม 592 รายการ  แจ้งให้ผู้รับจ้าง แก้ไขซ่อมแซมความชำรุด และข้อมูลเมื่อ 17 มิ.ย. พบรายการชำรุดที่คงค้าง 190 รายการ

สำหรับส่วนที่มีปัญหาและไม่ถูกแก้ไข ซ่อมแซม เยอะสุดคือ อาคารฝั่งวุฒิสภา ที่ “ผู้รับจ้าง” ปฏิเสธแก้ไขความบกพร่อง โดยอ้างว่า “เกินเวลารับประกัน” เนื่องจากอาคารฝั่งวุฒิสภา ถูกส่งมอบและเข้าไปใช้ประโยชน์ตั้งแต่ 4 มิ.ย.2562 หากนับระยะรับประกันงานตามสัญญา  2 ปี ถือว่าสิ้นสุดไปตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2564 

ส่วนงานอาคาร สถาปัตยกรรมที่ชำรุดในฝั่ง “สภาฯ” พบว่ามีบางส่วนที่ ผู้รับจ้างปฏิเสธแก้ไข โดยอ้างว่า “ขาดการบำรุงรักษา” ระหว่างการใช้งาน

เท่ากับว่า โยนความรับผิดชอบมาที่ “ผู้ใช้” เพื่อเลี่ยงเงื่อนไขผูกผันตามสัญญา ที่กำหนดเกณฑ์ความรับผิดชอบในความชำรุด บกพร่องของงานไว้ว่า 1.การทำงานไม่เรียบร้อย 2.ใช้วัสดุไม่มีคุณภาพ 3.ใช้วัสดุไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชาชีพ ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาหรือวัตถุประสงค์แห่งการจ้าง

ตรวจงานซ่อม 'สภาฯ' ค้างเพียบ ครหา เกียร์ว่าง-เอื้อเอกชน?

ประเด็นนี้ถูกจับตาต่อว่า งานซ่อมที่ค้างคาก่อนหมดสัญญาประกัน หรือ ส่วนชำรุดที่เพิ่งเจอหลังจากที่แจ้งรายการไปแล้วก่อนหน้านั้น 592 จุด สภาฯ จะทำอย่างไร โดยเฉพาะกับการยึดเงินประกัน ที่ “บริษัทซิโน-ไทยฯ” วางเป็นประกันการทำตามสัญญาไว้ จำนวน 614 ล้านบาท 

ในประเด็นนี้ถูกพูดถึงและประเมินกันว่า “บริษัทผู้รับจ้าง” จะไม่เสียอะไรเลยทั้ง เงินประกัน กับการตามรื้อ-ตามซ่อมงานที่ยังซ่อมไม่เสร็จ เพราะเมื่อครบสัญญาประกันก็จบกัน แม้มีการฟ้องร้องภายหลัง ส่วนของ เงินประกัน 614 ล้านบาท  “ฝ่ายเอกชน” ย่อมได้เปรียบ  เพราะมีหนังสือสัญญาที่  “สภาฯ” โดย  “คณะกรรมการตรวจการจ้าง” รับรองผลงานก่อสร้างว่า “ถูกต้องครบถ้วนตามรูปแบบรายการของสัญญาจ้างทุกประการ”  เมื่อ 15 ก.ค.2567

ตรวจงานซ่อม 'สภาฯ' ค้างเพียบ ครหา เกียร์ว่าง-เอื้อเอกชน?

เท่ากับว่าหาก “สภาฯ” จะสู้กับ “เอกชน” ที่มี “แบ็คอัพดี” อาจจะเสียเวลาเปล่า และหากจะไม่ยอม แต่ต้องแลกกับการ “ปล่อยจุดชำรุด-จุดซ่อม” เป็นรอยด่าง อาจถูกตราหน้าว่า “รอยอัปยศสภาหมื่นล้าน”

และด้วยยี่ห้อของ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ ฐานะประธานรัฐสภา ที่คำนึงถึงเกียรติ และหน้าตาของรัฐสภา อาจต้องเลือกทาง “ยอมๆกันเพื่อให้จบไป”  และเดินหน้าต่อ เพราะยังมี หลายโครงการใหม่ ที่ต้องการริเริ่ม เพื่อปรุงทัศนียภาพของ “สัปปายะสภาสถาน” ให้สมกับแลนด์มาร์คแห่งใหม่กลางกรุง

โดยทางที่จะ “ยอม” นั้นปรากฎให้เห็นเป็นสัญญาณแล้ว ในส่วนของ งบฯ2570 ที่ “สำนักงานเลขาธิการสภาฯ” เสนอขอจัดสรรงบเพื่อซ่อมบำรุง และดูแลรักษา 140 ล้านบาท  และซ่อมแซมครุภัณฑ์ 7.2 ล้านบาท แม้จะเป็นการเสนอของบตามรอบปี ทว่าถูกจับสังเกตว่า เป็นค่าซ่อมบำรุงและรักษา “อาคาร-สาธารณูปโภค” ที่เกินกว่างบเพื่อซ่อมแซม หรือ บำรุงรักษาตามวงรอบทั่วไป

นอกจาก “งานอาคาร-สถาปัตยกรรม” ที่ถูก “สส.-สว.” วิจารณ์ว่า “ฝ่ายข้าราชการประจำ” ไม่เร่งรัดให้ “บริษัทเอกชน” แก้ไข-ซ่อมแซม เหมือนกับเกรงใจใครบางคน จนทำให้ “สภาฯ” ต้องเสียประโยชน์และงบประมาณในส่วนที่ไม่ควรเสียแล้ว ยังต้องจับตา “งานด้านสารสนเทศและการสื่อสาร” ที่ใกล้หมดระยะรับประกันในช่วงไล่เลี่ยกันกับสัญญาอาคาร-สาธารณูปโภค

ตรวจงานซ่อม 'สภาฯ' ค้างเพียบ ครหา เกียร์ว่าง-เอื้อเอกชน?

ถือเป็นข้อกังวลใจว่า หาก “สภาฯ” ไม่เร่งรัดซ่อมแซม อาจทำให้ต้องเสียงบซ่อมแซมแบบที่ไม่ควรจะเสียซ้ำอีก  และอาจคิดเป็นมูลค่ามหาศาล เพราะมูลค่าของงานวางระบบงานไอที วงเงินสูงกว่า 3,500 ล้านบาท หาก “สภาฯ” ต้องดำเนินการเองอาจกระทบหลายส่วน และเสียหายมากกว่า

เรื่องนี้ “ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฐานะ กมธ.กิจการสภาฯ ตั้งข้อสังเกตไว้ในการประชุมกมธ. เมื่อ 24 มิ.ย. กรณีที่มักพบปัญหาของระบบไอที เช่น เสียงแจ้งเตือนในห้องประชุมสภาฯ ไฟแจ้งเตือนในห้องประชุมกมธ. มีปัญหา ทำให้กระทบต่อการลงมติ  รวมไปถึงการประมวลผล การแสดงตนและลงคะแนนของ สส.

ตรวจงานซ่อม 'สภาฯ' ค้างเพียบ ครหา เกียร์ว่าง-เอื้อเอกชน?

ทว่าในคำชี้แจงของ “ฝ่ายข้าราชการสภาฯ” ต่อกมธ.กิจการสภา ยืนยันว่า ได้มีการตรวจสอบความเสียหายและบำรุงรักษาระบบเป็นประจำ หากพบระบบที่ใช้งานไม่ได้ จะให้ซ่อม หรือ เปลี่ยนอุปกรณ์ทดแทนตามระยะเวลาประกัน ทั้งนี้ส่วนที่มีปัญหาอาจเกิดขึ้นได้เพราะต้องใช้ทุกวัน พร้อมกับบอกว่าในปีงบฯ70  ได้ขอจัดสรรงบเพื่อบำรุงรักษาระบบสำหรับงานด้านไอทีและการสื่อสาร ใน 7 รายการ วงเงิน  447 ล้านบาท  ซึ่งอยู่ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาบริการประชาชน และพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ  ที่เสนอขอจัดสรร ทั้งสิ้น 601 ล้านบาท 

ตรวจงานซ่อม 'สภาฯ' ค้างเพียบ ครหา เกียร์ว่าง-เอื้อเอกชน?

“อาคารรัฐสภา” ที่ได้ชื่อว่า มีพื้นที่ใช้สอยใหญ่ที่สุดในโลก และใช้งานทุกวัน ให้บริการทั้ง “สมาชิกรัฐสภา-ข้าราชการ-ประชาชน” วันละหลายพันคน ย่อมหลีกเลี่ยงการ “เสื่อม-ชำรุด” ไม่ได้

ทว่าสิ่งที่ถูกตั้งคำถามใน ยุคสภาสีน้ำเงิน คือ ได้ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยไม่ละเว้นการทำหน้าที่ เพื่อเอื้อให้กับ “เอกชน” ที่ทำให้ “รัฐ-ภาษีประชาชน” ต้องเสียประโยชน์ไปโดยใช่เหตุ