วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ขั้วค้าน’ ขย่ม ‘ระบอบน้ำเงิน’ ตั้ง 4 ปมพิรุธ ‘ป.ป.ช.’ ยกคำร้อง ‘ศักดิ์สยาม’

‘ขั้วค้าน’ ขย่ม ‘ระบอบน้ำเงิน’ ตั้ง 4 ปมพิรุธ ‘ป.ป.ช.’ ยกคำร้อง ‘ศักดิ์สยาม’ ซุกหุ้น จ่อยื่นประธานสภาฯ ชง ‘ปธ.ศาลฎีกา’ ตั้ง ‘กรรมการอิสระ’ สอบ

KEY POINTS

  • ฝ่ายค้านยื่นเรื่องผ่านประธานรัฐสภาไปยังศาลฎีกา เพื่อให้ไต่สวน ป.ป.ช. กรณีมีมติตกคำร้องคดีหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
  • มีการตั้ง 4 ข้อกล่าวหาหลักต่อ ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ได้แก่ กระบวนการตรวจสอบบกพร่อง, ใช้ดุลยพินิจผิดพลาด, ปกปิดข้อมูล และละเว้นการตรวจสอบข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง
  • การยกคำร้องของ ป.ป.ช. ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยชี้ว่านายศักดิ์สยาม พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเพราะการถือหุ้นในลักษณะนิติกรรมอำพราง
  • การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการท้าทาย "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีการแทรกแซงองค์กรอิสระเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง

ความแข็งแกร่งของ “ระบอบสีน้ำเงิน” แทบจะไม่ต่างกับความแข็งแกร่งในอดีตของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในยุค คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต่างกันแค่ ไม่มีมาตรา 44 เท่านั้น

ใน ยุค คสช. นอกจากควบคุมอำนาจฝ่ายบริหารด้วยการเป็นรัฐบาลเอง ยังควบคุมกลไกนิติบัญญัติ ด้วยการมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ทำหน้าที่แทน สส. สว. ทั้งการออกกฎหมาย ทั้งการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ จนทำให้องค์กรอิสระในยุคนั้น ถูกมองเป็นเครื่องมือของฝ่ายถืออำนาจ

มายุค “ระบอบสีน้ำเงิน” แม้ไม่มี สนช. เป็นกลไกในนิติบัญญัติ แต่พวกเขามีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร กำหนดทิศทางการออกกฎหมายได้ ขณะที่ “วุฒิสภา” ที่มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย และแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ ต่างถูกมองว่า เป็นเครือข่าย และมีสายสัมพันธ์กับฝ่ายที่ถืออำนาจในปัจจุบันทั้งสิ้น

หลายต่อหลายคนที่ผ่านการคัดสรรไปเป็นบุคคลในองค์กรอิสระในยุคของ “สว.สายสีน้ำเงิน” ล้วนแล้วแต่มีสายสัมพันธ์ทางใดทางหนึ่งของบุคคลในรัฐบาล ดังนั้น อำนาจที่มี “ระบอบสีน้ำเงิน” มีในปัจจุบัน จึงแทบไม่ต่างอะไรกับยุค คสช.

คุมเสียงรัฐบาล คุมเสียงข้างมากในสภาฯ และคืบคลานไปในองค์กรอิสระ กลายเป็นรัฐบาลที่ “แข็งแกร่ง” ยากที่จะใช้กลไกใดเข้าไปตรวจสอบแบบตรงไปตรงมาได้

ยิ่งในระยะหลังมานี้ องค์กรอิสระบางแห่งพิจารณา และวินิจฉัยคดีแปลกๆ สวนความรู้สึกผู้คน ยิ่งทำให้ข้อครหาที่คนคลางแคลงในใจอยู่แล้วแจ่มชัดขึ้น และกลายเป็นคำถามที่สังคมเริ่มส่งเสียง และเคลื่อนไหวที่จะตรวจสอบ ซึ่งความแข็งแกร่งในวันนี้ อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ทำลายตัวเองได้ในวันหนึ่ง

โดยเฉพาะกรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตีตกคำร้อง กรณีการถือครองหุ้นบุรีเจริญ คอนสตรัคชั่นของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้ “ศักดิ์สยาม” พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีจากการถือครองหุ้นดังกล่าวในลักษณะนิติกรรมอำพราง

แม้ในทางกฎหมาย คดีดังกล่าวจะตกไปแล้วในชั้น ป.ป.ช. แต่ดูเหมือนข้อกังขาของเรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด และกำลังกลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการท้าทายความแข็งแกร่งของ “ระบอบสีน้ำเงิน”

โดยมีจุดมุ่งหมายที่ลึกกว่า นั่นคือ การพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า มีการแทรกแซง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง หรือใช้เพื่อกำจัดศัตรู อย่างชัดแจ้ง

"ฝ่ายค้าน" นำโดยพรรคประชาชน ผนึกกับแนวต้านระบอบสีน้ำเงินในสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรคเสรีรวมไทย ยื่นเรื่องผ่านประธานรัฐสภาไปยังศาลฎีกา กล่าวหา ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในการยกคำร้องในคดีของ"ศักดิ์สยาม"

โดยตั้ง 4 ข้อกล่าวหาหลัก ประกอบด้วย 1.) ป.ป.ช. ตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง ทั้งที่ควรตรวจสอบเชิงลึก ตามการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่ามีการซุกหุ้น หรือถือครองทรัพย์สินแทนกัน พบว่าป.ป.ช.ไม่มีการตรวจสอบเชิงลึก จึงมีข้อสงสัยว่าใครไม่อนุมัติ และกรณีตรวจสอบความผิดอาญาศักดิ์สยาม น่าจะมีน้ำหนักเพียงพอให้ไต่สวน แต่หลังตรวจสอบเบื้องต้น

ป.ป.ช.สรุปว่ายกคำร้อง ไม่มีการตรวจสอบเรื่องนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางการเงินตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

2.ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ป.ป.ช.ควรใช้ชุดข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้วินิจฉัย โดยเห็นว่าเพียงพอให้ ป.ป.ช.วินิจฉัย โดยสรุปว่า มีพฤติการณ์ซุกหุ้น ไม่ควรยกคำร้อง

3.ป.ป.ช.มีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ เพิกเฉย ตอบสนองด้วยความล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูล ทั้งที่ยุติคำร้อง ก.ย.2568 แต่รอจนถึง เม.ย.2569 ถึงชี้แจง และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการแจ้งผู้ร้องอย่างเป็นทางการ และยังไม่เคยเห็นเอกสารสำคัญในการตรวจสอบ

4. ป.ป.ช.ละเว้นการตรวจสอบข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่อยู่ในคำร้อง หรือปรากฏในกระบวนการพิจารณา เช่น การขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่เหมือนป.ป.ช.ไม่ได้วินิจฉัยฐานความผิดนี้เลย การที่ไม่วินิจฉัยกรณีนี้ หรือกรณีครอบครองหุ้น เป็นความพยายามปกป้อง ศักดิ์สยาม หรือช่วยหรือไม่ 

ด่านต่อไปจะเป็นบททดสอบว่า “โสภณ ซารัมย์” ในฐานะประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นคนในพรรคภูมิใจไทย จะส่งคำร้องดังกล่าวให้ "ประธานศาลฎีกา" เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระกับป.ป.ช.หรือไม่

ขณะที่ข้อกล่าวหาของ “แนวร่วมฝ่ายค้าน” ยื่นผ่านประธานรัฐสภานั้น ล้วนมาจากสิ่งที่สังคมสงสัยทั้งสิ้น มีข้อพิรุธหลายเรื่อง ตั้งแต่ท่าทีมุบมิบปิดเงียบของ ป.ป.ช. ที่ตีตกตั้งแต่เดือนก.ย.2568 แต่กลับไม่มีการแจ้ง หรือแถลงออกสู่สาธารณะเหมือนคดีอื่นๆ จนผ่านมาหลายเดือนแล้ว เรื่องจึงแดงออกมา

ภายหลังเรื่องแดง ป.ป.ช.ไม่สามารถชี้แจงได้ทันที แต่ใช้เวลาหลายวันถึงจะออกเอกสารชี้แจงเหตุผลที่ยกคำร้อง แต่กลับยิ่งเกิดคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ให้เห็นเส้นทางการเงินว่า เป็น “นิติกรรมอำพราง

ในคำชี้แจงของ ป.ป.ช. ระบุว่า ที่ศักดิ์สยามไม่ยื่นทรัพย์สินในหุ้นตัวนี้ เพราะได้จดทะเบียนโอนหุ้นอย่างถูกต้องก่อนรับตำแหน่ง และไม่ปรากฏว่า ได้เข้าไปบริหารกิจการ ทำให้เข้าใจว่า โอนหุ้นไปโดยชอบแล้ว ประกอบกับภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศักดิ์สยามได้ดำเนินการฟ้องร้องนาย ศ. ที่รับโอนหุ้นไป

ซึ่งตรงเรื่องการฟ้องร้องกันในศาล ป.ป.ช.ไม่ได้มีการตรวจสอบเชิงลึกว่า มีเรื่องผิดปกติหรือไม่ นาย ศ.เป็นใคร และการไปฟ้องร้องกันในศาลนั้น สมเหตุสมผลหรือไม่ หรือหวังผลอะไร ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้เห็นเรื่องการโอนหุ้นเป็นการทำนิติกรรมอำพราง

ไม่เพียงเท่านั้น ป.ป.ช.ยังไม่ได้มีการตรวจสอบว่า นาย ศ.เป็นใครอย่างละเอียด ทั้งที่มีการไปสืบค้นประวัติว่า เป็นคนในธุรกิจของตระกูลดังอีสานใต้ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร

หลายข้อสงสัย หลายข้อหาที่ ป.ป.ช.ในฐานะองค์กรตรวจสอบการทุจริตเบอร์หนึ่งของประเทศน่าจะตรวจสอบ แต่กลับ “มองผ่าน”

เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ และฝ่ายค้านคงไม่ปล่อยให้หายไปเงียบๆ โดยเฉพาะการกล่าวหา ป.ป.ช. โดยพึ่งมือ “ศาลฎีกา” ที่น่าเชื่อถือกว่า

“ระบอบน้ำเงิน” กำลังถูกท้าทายจาก แนวร่วมฝ่ายต้าน ที่นาทีนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ฝ่ายค้าน พรรคประชาชน 120 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคไทยภักดี 1 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง รวมไปถึง สว.อิสระอีก 30-40 เสียง ตลอดจนภาคประชาชนที่ขยับเขยื้อนแล้ว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์