“พริษฐ์” เผย 4ข้อกล่าวหา ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ส่ออุ้ม “ศักดิ์สยาม” คดีหุ้นหจก.บุรีเจริญฯ ชี้ กระบวนการบกพร่อง ไม่สอบทรัพย์สินเชิงลึก-อาญา ดุลพินิจผิดพลาด ไม่ใช้ข้อเท็จจริงเดียวกับ ศาลรธน. ปกปิดข้อมูล ละเว้นข้อหาอื่น ลุ้น ปธ.สภาฯ ส่งเรื่องปธ.ศาลฎีกา ตั้งเรื่องฟันหรือไม่
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยถึงรายละเอียดคำร้องของพรรคฝ่ายค้านและ สว. กรณีกล่าวหา ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ซุกหุ้นหจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ที่ยื่นต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ ม.236 ใน4ข้อกล่าวหา ว่า หลังจากที่เราเห็นข้อพิรุธและข้อสงสัยทั้งหมดในการดำเนินการของ ป.ป.ช. ทีมกฎหมายได้จัดทำคำร้อง พร้อมได้รับการสนับสนุนจากส.ส.ฝ่ายค้าน4พรรค ได้แก่ พรรคประขาชน ประชาธิปัตย์ ไทยภักดี และเสรีรวมไทย รวมถึง สว.บางส่วน ในการยื่นต่อประธานสภาฯ โดยในคำร้องประกอบด้วย4ข้อกล่าวหาหลัก ซึ่งมองว่าป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในคดีนายศักดิ์สยาม คือ
1. ป.ป.ช.ตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง ทั้งที่ควรตรวจสอบเชิงลึก ตามการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่ามีการซุกหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทนกัน เราพบว่าป.ป.ช.ไม่มีการตรวจสอบเชิงลึก จึงมีข้อสงสัยว่าใครไม่อนุมัติ และกรณีตรวจสอบความผิดอาญา นายศักดิ์สยามน่าจะมีน้ำหนักเพียงพอให้ไต่สวน แต่ป.ป.ช.หลังตรวจสอบเบื้องต้นสรุปว่ายกคำร้อง ไม่มีการตรวจสอบเรื่องนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางการเงินตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
2.ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ป.ป.ช.ควรใช้ชุดข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้วินิจฉัย โดยเห็นว่าเพียงพอให้ป.ป.ช.วินิจฉัยโดยสรุปว่า มีพฤติการณ์ซุกหุ้น ไม่ควรยกคำร้อง 3.ป.ป.ช.มีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ เพิกเฉย ตอบสนองด้วยความล่าช้าในการการเปิดเผยข้อมูล ทั้งที่ยุติคำร้อง ก.ย.ปี68 แต่รอจนถึง เม.ย.ปี69 ถึงชี้แจง และจนถึงวันนี้ก็ยังไมีมีการแจ้งผู้ร้องอย่างเป็นทางการ และยังไม่เคยเห็นเอกสารสำคัญในการตรวจสอบ
และ 4. ป.ป.ช.ละเว้นการตรวจสอบข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่อยู่ในคำร้อง หรือปรากฎในกระบวนการพิจารณา เช่น การขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่เหมือนป.ป.ช.ไม่ได้วินิจฉัยฐานความผิดนี้เลย การที่ไม่วินิจฉัยกรณีนี้หรือกรณีครอบครองหุ้น เป็นความพยายามปกป้องนายศักดิ์สยามหรือช่วยหรือไม่ จึงมีการร้องประธานสภาฯ เกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. จากนี้เป็นหน้าที่ประธานสภาฯ จะวินิจฉัยว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระกับป.ป.ช.หรือไม่
ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อปี65 กล่าวหานายศักดิ์สยาม ซุกหุ้นหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งนายศักดิ์สยามเป็นผู้ก่อตั้ง มีที่อยู่คือบ้านของนายศักดิ์สยาม โดยบางช่วงนายศักดิ์สยาม ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ก่อนจะกลับมาถือหุ้นและเพิ่มทุนถึง120ล้านบาท ในยุครัฐบาลคสช. หจก.บุรีเจริญฯ ได้งานจากรัฐ440ล้านบาท ในปี61 นายศักดิ์สยาม ขายหุ้นหจก. ออกทั้งหมดก่อนเลือกตั้ง
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนเคยตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลที่นายศักดิ์สยาม ได้โอนหุ้นให้ คือ นาย ศ. เป็นผู้ใกล้ชิดนายศักดิ์สยาม มีประวัติผูกพันกับครอบครัวในศักดิ์สยามมายาวนาน ซึ่งพบพิรุธมากมายในการโอนหุ้นครั้งนี้รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่สงสัยว่าการโอนหุ้นครั้งนี้เป็นเพียงแค่นิติกรรมอำพราง นอกจากนั้น บริษัท ศิลาชัย พบว่ามีชื่อนาย ศ. เป็นลูกจ้าง เงินเดือน 9,000 บาท ตั้งแต่ปี58 งบการเงิน บ.ศิลาชัย พบว่าก่อนจบปีงบ61 ขาดสภาพคล่อง เพราะเอาเงินไปซื้อเครื่องบิน จากนั้นนาย ศ. ให้ บ.ศิลาชัย กู้เงิน221ล้านบาทแล้ว บ.ศิลาชัย ให้นายศักดิ์สยาม กู้เงิน 88.5ล้านบาท ขณะเดียวกัน บ.ศิลาชัย ได้บริจาคให้พรรคภูมิใจไทย 4.7 ล้านบาท และนาย ศ. ก็ยังเอาเงินไปบริจาคพรรคภูมิใจไทย อีก2.77ล้านบาท แล้วยังเอา หจก.บุรีเจริญฯ ที่นาย ศ.มีชื่อถือหุ้น ไปบริจาคให้ ภท. อีก4.8ล้านบาท
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า หลังปี62 บ.ศิลาชัย มีงบขาดทุนประมาณ4ล้านบาท นาย ศ.ก็ยังให้กู้เพิ่ม อีก9ล้าน และในปี64 นาย ศ.ก็ยังให้กู้เพิ่มอีก98ล้าน ไม่มีการทำสัญญาหรือคิดดอกเบี้ยระหว่างกัน นี่คือพฤติกรรมที่น่าสงสัย นาย ศ. มีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่ คนปกติธรรมดาที่ไหนจะมีพฤติกรรมแบบนี้ อย่างไรก็ตาม การขายหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ก็มีความแปลกประหลาด มีทรัพย์สินในงบการเงินก่อนขาย 200กว่าล้านบาท มีโครงการที่ทำสัญญากับรัฐไว้แล้วหลัก 100ล้านบาท แต่กลับขายกันเพียงราคาทุนหรือประมาณ119ล้านบาท
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวอีกว่า ในช่วงนายศักดิ์สยาม เป็นรมว.คมนาคม หจก.บุรีเจริญฯ ยังได้งานจากกระทรวงฯ เป็นพันล้านบาท และพบความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างกรณีคู่เทียบหน้าเดิมๆ ที่ต่างก็บริจาคให้ ภท. หลายงานที่หจก.บุรีเจริญฯ ชนะประมูลต่ำกว่าราคากลางระดับไม่ถึง1% และการอภิปรายฯของตนเรื่องนี้นำไปสู่การที่ฝ่ายค้านเข้าชื่อร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ จนมีคำวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยาม พ้นตำแหน่งรมว.คมนาคม ซึ่งศาลฯพบว่า นาย ศ.อ้างว่าเงินที่นำมาซื้อหุ้น มาจากการขายกองทุน แต่กลับปรากฎว่าเส้นทางการเงิน ที่นาย ศ. นำมาซื้อหุ้น มีที่มาจากนายศักดิ์สยาม คือนายศักดิ์สยาม โอนเงินเข้า บ.ศิลาชัย แล้ว บ.ศิลาชัย โอนเงินให้นาย ศ. นำไปซื้อกองทุน จากนั้นขายกองทุนไปซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ และยังพบว่าหลังโอนชื่อออกแล้วยังมีการเบิกค่าใช้จ่ายนายศักดิ์สยามอยู่
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า กรณีป.ป.ช.ยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ซึ่งมีความน่าสงสัย คือมีความไม่สมเหตุสมผลให้คำชี้แจงของป.ป.ช. กล่าวอ้างแค่กรณีถือหุ้นใน หจก.เท่านั้น ป.ป.ช.ไม่ได้กล่าวถึงงบการเงินที่ให้กรรมการกู้ยืม ตั้งแต่ปี60 คือนายศักดิ์สยาม ยอดให้กู้ยืมยังปรากฎถึง ธ.ค.ปี62 จำนวน38ล้านบาท ซึ่งมีการชี้แจงเงินส่วนนี้ผู้สอบบัญชีทวงถาม ได้คำตอบ ว่าให้ขอคงไว้แล้วจะปรับปรุงภายหลัง ซึ่งผู้สอบบัญชีตีความว่า เงินส่วนนี้เป็นหนี้สินที่นายศักดิ์สยามคงค้างอยู่ หนี้สินนี้ไม่ได้โอนไปสู่ผู้ถือหุ้นคนใหม่ แล้วคำร้องที่ตนให้ป.ป.ช. ตรวจสอบเรื่องหนี้สิน หจก. ได้ตรวจสอบหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร
นายปกร์วุฒิ กล่าวว่า ในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ การที่นาย ศ. ครอบครองหุ้นและบริหาร หจก. จึงไม่ปรากฎว่านายศักดิ์สยาม ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือใช้อำนาจที่เกี่ยวข้องกับหจก. ในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา ถ้าตีความ พ.ร.ป.ป.ป.ช. ม.126 แค่ถือหุ้นใน หจก. ที่เป็นคู่สัญญากับรัฐในหน่วยงานที่กำกับดูแล ก็ผิดแล้ว ป.ป.ช.วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ หจก.ได้อย่างไร เพราะตามกฎหมายป.ป.ช. เพียงแค่ถือหุ้นในหจก.ที่เป็นคู่สัญญาก็ผิดแล้ว ส่วนที่ป.ป.ช. ระบุนายศักดิ์สยาม เข้าไปยุ่งเกี่ยวการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคม วงเงินอนุมัติเป็นของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนายรัฐมนตรี ป.ป.ช.ตีความแบบนี้เป็นปัญหาแน่นอน

