วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

สส.ปชน.จี้รัฐบาลยันร่าง กม.แข่งขันการค้า ก่อนสอบตกมาตรฐาน OECD

'สิทธิพล' ขนขุนพลพรรคส้ม แถลงจี้รัฐบาลให้มีมติ ยันร่างกฎหมายแข่งขันการค้าฯ เตือนเหลือ 14 วันสุดท้าย ก่อนสอบตกมาตรฐาน OECD

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า แถลงข่าวจี้รัฐบาลให้มีมติยืนยันต่อสภาฯ ให้พิจารณากฎหมายแข่งขันทางการค้าต่อ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการและประชาชน พร้อมย้ำหากปล่อยร่างกฎหมายตกไป จะดับฝันรัฐบาลในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571

นายสิทธิพล กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาในสภาฯ ชุดที่ 26 โดยทุกพรรคการเมืองเห็นชอบในหลักการให้ปรับปรุงแก้ไขในวาระ 1  และผ่านการพิจารณาจากกรรมาธิการของทุกพรรค ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีส่วนได้เสีย จนได้ร่างใหม่ที่สมบูรณ์ ซึ่งการแก้ไขกฎหมายนี้มีความสำคัญ 3 ประการคือ

1.ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการและประชาชน คุ้มครองตลาดให้มีการแข่งขัน แก้ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ที่ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อนจากปัญหาการผูกขาด การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งต้องบอกว่าหนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากกฎหมายฉบับนี้

2.อุดช่องโหว่ทางกฎหมายและยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้ กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พยายามแก้ไขปัญหาใน 2 มิติ คือ เนื้อหาของกฎหมายเดิมที่เขียนไว้ไม่ครอบคลุม กำกวม ต้องตีความ ขณะที่ในส่วนการบังคับใช้ก็หย่อนประสิทธิภาพ ดูได้จากตัวอย่าง เช่น  ระดับการผูกขาดของธุรกิจในไทยที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง หรือภายใต้ระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่กฎหมายฉบับปัจจุบันบังคับใช้ มีการเอาผิดหรือลงโทษผู้ประกอบการที่กระทำพฤติกรรมเเข่งขันไม่เป็นธรรมได้น้อยมาก 

3.ช่วยให้ไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD การปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้เป็นกุญแจสำคัญของไทยในเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่ง OECD ระบุว่ามาตรฐานด้านนี้ของไทยยังมีความบกพร่อง ต้องปรับปรุง ซึ่งร่างกฎหมายฉบับกรรมาธิการวิสามัญสภาชุดที่แล้ว ได้รวบรวมและแก้ไขข้อกังวลเกือบทั้งหมดของ OECD 

นายสิทธิพล กล่าวย้ำว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ยกร่างโดยความร่วมมือจากทุกพรรคการเมืองรวมถึงกรรมาธิการสัดส่วนพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยที่ปัจจบุันเป็นรัฐบาล การยืนยันร่างกฎหมายนี้กลับมาพิจารณาจึงเป็นการสานต่อเจตนารมณ์เดิมของทุกพรรคการเมือง 

ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงจุดเด่นของร่างฉบับกรรมาธิการที่มุ่งปิดช่องโหว่ที่ทุนใหญ่ใช้หลบเลี่ยงกฎหมาย ได้แก่

1.การปฏิรูปนิยามทางธุรกิจเพื่อปิดช่องโหว่การเอาเปรียบ ร่างกฎหมายนี้ขยายขอบเขตการกำกับดูแลให้ครอบคลุมธุรกิจสมัยใหม่ เช่น Holding Company, กองทุนรวม และ Venture Capital ที่มักถูกใช้เป็นกลไกครอบงำตลาด พร้อมยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการแข่งกับเอกชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันอย่างเสมอภาค

2.การยกระดับเกณฑ์การควบรวมกิจการเพื่อคุ้มครองรายย่อย มีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการควบรวมเพื่อป้องกันการกระจุกตัวของตลาด โดยให้อำนาจ กขค. กำกับดูแลได้ชัดเจนในทุกอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดมาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมสำหรับรายย่อย เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดข้ามธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อทางเลือกของผู้บริโภคและ SMEs

3.การปฏิรูปองค์ประกอบคณะกรรมการสู่ความเป็นมืออาชีพ เสนอปรับคุณสมบัติกรรมการ กขค. ให้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการแข่งขันจริง ๆ แทนการใช้ตัวแทนจากภาคราชการเพียงอย่างเดียว โดยกระบวนการสรรหาต้องมีความโปร่งใสและยึดโยงกับประชาชนผ่านสภา เพื่อให้เป็นหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล

ส่วน น.ส.รัชนก ศรีนอก และนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนและผู้ประกอบการจากกฎหมายที่หละหลวม เช่น ผลกระทบจากกรณีการควบรวมค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ที่ทำให้ทางเลือกของผู้บริโภคลดลง โปรโมชั่นดีๆ หายไป ค่าใช้จ่ายของประชาชนที่สูงขึ้น หรือปัญหาจากแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ต่างชาติ ที่ใช้อำนาจเหนือตลาด ขึ้นค่าธรรมเนียม (GP) อย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ 1-2% จนวันนี้เกือบ 30% ผู้ประกอบการไทยวันนี้ค้าขายแทบไม่มีกำไร ซึ่งสุดท้ายภาระเหล่านี้ก็ตกกับพี่น้องประชาชนด้วย

นายสิทธิพล กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลไม่มีมติยืนยันร่างกฎหมายนี้ต่อสภาฯ ภายในวันที่ 12 พ.ค.นี้ ความมุ่งหวังของนายกรัฐมนตรีที่จะนำประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 จะไม่มีทางเป็นจริงได้