“พปชร.” อัด “ดิจิทัลวอลเล็ต” เปลี่ยนตลอด เย้ย แค่ฝนหลงฤดู ไม่ใช่พายุหมุน ข้องใจ อีกกว่า30ล้านคนที่ลงทะเบียน เอาไงต่อ ไม่อยากเห็นนโยบายเรือธงล่มปากอ่าว
ที่พรรคพลังประชารัฐ ทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าศูนย์นโยบายและวิชาการ นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ร่วมกันแถลงข่าวตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภา ทั้งการแก้ปัญหาหนี้ ดิจิทัลวอลเล็ต และกองทุนวายุภักษ์
นายอุตตม กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับรัฐบาลที่กำหนดการแก้หนี้เป็นนโยบายเร่งด่วนลำดับแรกของคณะรัฐมนตรี แต่มีข้อเสนอแนะว่า การแก้หนี้ให้บรรลุผลนั้น ต้องทำครบวงจร เช่น รัฐบาลต้องผนึกธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงินเอกชน/รัฐ เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างยืนในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือนร้อน เติมกำลังให้ประชาชนและเศรษฐกิจ สร้างอนาคตประเทศ ทั้งนี้ โครงการที่ทำต้องเข้าถึงประชาชนฐานรากทั่วทั้งประเทศ บริการเสมอภาคเป็นธรรม พร้อมทั้งมีการนำเทคโนโลยีมาร่วมขับเคลื่อน
นายอุตตม กล่าวว่า รมว.คลัง ควรหารือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางการลดเงินที่เก็บเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) เหลือ 0.23% ต่อ 6 เดือน ชั่วคราว 5 ปี เพื่อนำเงินที่ประหยัดได้ไปลด ยอดหนี้ (haircut) สำหรับลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน และต้องเจรจาให้ธนาคารต้องนำกำไรสะสมมาร่วมด้วยไม่น้อยกว่า 25% ของหนี้ที่ลดให้แก่ลูกหนี้ อันเป็นการร่วมมือกันแก้ปัญหาระหว่างรัฐกับเอกชน
ด้านนายสนธิรัตน์ กล่าวถึง 3 ประเด็น ที่อยากให้รัฐบาลได้รับทราบถึงทำงานของของพรรค พปชร. ว่า 1.ดิจิทัลวอลเล็ต ถือว่าเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาล และเป็นโครงการที่รัฐบาลใช้หาเสียง พรรคพปชร.ไม่สบายใจ เพราะโครงการนี้เดินบนความไม่แน่นอนตลอดเวลากว่าหนึ่งปีของรัฐบาล ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ การเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระของโครงการคือสิ่งที่เราตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอด ตั้งแต่รูปแบบเงินดิจิทัลที่หลายฝ่ายตั้งคำถามมากมาย รวมทั้งทีมวิชาการของพรรคได้ตั้งคำถามว่า เงินดิจิทัลจะใช้สกุลอะไร ไทม์ไลน์ กลุ่มเป้าหมาย วิธีการใช้จ่ายก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้ข้อยุติเป็นครั้งแรกว่า จะใช้เงินสดเป็นตัวดำเนินนโยบาย จึงได้ตั้งข้อสังเกตว่า การใช้เงินสดจากการหาเสียงมีความตรงกันหรือไม่ แต่พรรคพปชร. ดีใจที่รัฐบาลจะนำเงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจตามความตั้งใจตั้ง เอาเงินมาช่วยประชาชนกลุ่มเปราะบางที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล กลุ่มที่จะได้รับ 14.5 ล้านคน เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ ซึ่งชัดว่าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลายเป็นโครงสร้างหลักของการดำเนินการนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าแจกเงินสดผูกกับบัตรประชาชน และใช้กลไกพร้อมเพย์ หวังว่าจะยังให้ความสำคัญกับร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งเป็นกลไกที่อุ้มให้ร้านค้าของประชาชน
2.ผลกระทบที่รัฐบาลหวังว่าจะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ ที่คาดว่าจะทำให้เกิดการกระตุ้นต่อจีดีพี เราจะติดตามผลกระทบของพายุหมุนเศรษฐกิจครั้งนี้ จะเป็นพายุหมุนสมกับเม็ดเงินงบประมาณที่รัฐบาลใช้ หรือเป็นเพียงแค่ฝนหลงฤดูของรัฐบาล
3.งบประมาณ 140,000 ล้านบาท เราจะตรวจสอบว่ากระทบต่อ GDP ถึง 0.35% หรือไม่ และงบดังกล่าวนำมาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตลดการเติบโตด้านอื่นหรือไม่ ทำให้เกิดผลกระทบการที่รัฐบาลจะจะใช้เงินก้อนนี้ ในการทำโครงสร้างพื้นฐาน หรือประโยชน์สาธารณะอย่างไร ซึ่งการดึงงบประมาณเหล่านี้ จะมีผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เราจะต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด
นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ลงทะเบียนดิจิตัลวอลเล็ต จำนวน 36 ล้านคน รัฐบาลได้แถลงว่าจะดำเนินการแน่นอนในส่วนของผู้ที่ลงทะเบียน แต่ก็มีคำถามว่า จะทำเมื่อไหร่ จะทำอย่างไร จะทำวิธีไหน งบประมาณจะมาจากไหน นี่คือจุดใหญ่ที่ทางพรรคพปชร. อยากเห็นโครงการเรือธงของรัฐบาล เป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ไม่อยากเห็นโครงการเรือธงกลายเป็นโครงการเรือร่ม ออกสตาร์ทแค่ปากอ่าวแล้วไปได้ไม่ไกล
ด้านนายธีระชัย กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐที่นำเอากองทุนวายุภักษ์ เพื่อระดมทุนนั้น เป็นการใช้นโยบายอุ้มคนมีเงิน สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคมและมีความเสี่ยงผิดกฎหมาย ตนขอเตือนว่าการระดมเงินแล้วไปเก็งกำไร ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ และนอกตลาดหลักทรัพย์ ทั้งทองคำ น้ำมันดิบ สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นกู้เครดิตต่ำ (junk bond) ฯลฯ ที่ไม่ใช่กิจหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและเสี่ยงผิดกฎหมาย
“ตนเองได้มีหนังสือ 4 ฉบับเสนอแนะให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ทบทวน เพราะมีปัญหา 2 ด้าน คือก่อปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม เป็นการรอนสิทธิของประชาชนทั้งประเทศ สิทธิของข้าราชการ และสิทธิของผู้ใช้แรงงานไปให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย และยังอาจมีปัญหาคนต่างชาติใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินีเพื่อแสวงหาประโยชน์อีกด้วย นอกจากนี้ มีความเสี่ยงผิดกฎหมาย กรณีหากมีผู้ใดฟ้องศาลให้ระงับเงื่อนไข ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนรายใหม่ได้รับความเสียหาย รัฐมนตรีคลังอาจเข้าข่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง“ นายธีรชัย กล่าว





