วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สลับรมต.เขย่านโยบายรัฐ จับตาดีลใหม่พรรคร่วม ‘เพื่อไทย’ยอมถอย‘ภูมิใจไทย’

สลับ รัฐมนตรี เขย่านโยบายรัฐ จับตาดีลใหม่พรรคร่วม ‘เพื่อไทย’ยอมถอย‘ภูมิใจไทย’ แรงต่อรองค่ายสีน้ำเงินเพิ่ม โควตา รมต.-ร่างพ.ร.บ.สำคัญ

ชั่วโมงนี้ “พรรคการเมือง” ที่มีแรงต่อรอง ทรงพลังที่สุด ต้องยกให้ “ค่ายสีน้ำเงิน” เมื่อการวางเกม-วางหมากของ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ อยู่ในระดับเซียนเหยียบเมฆ จากอาการร่อแร่ในช่วงต้นปี กลับฟื้นคืนอำนาจภายในเวลา 6 เดือน

หากย้อนไปช่วงต้นปี สถานการณ์ของ “ค่ายสีน้ำเงิน” ไม่เข้มแข็งเหมือนเก่า ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 ฟัน “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรมว.คมนาคม สั่งให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง คดีคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตัคชั่น ทำให้คีย์แมนระดับนำของพรรคต้องถอยฉากออกไป 

 ผลพวงจากคดีดังกล่าวถูก “นักร้อง” ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ดำเนินคดียุบพรรคภูมิใจไทยทันที เนื่องจาก “ศาลรัฐธรรมนูญ” เห็นว่า “ศักดิ์สยาม” ให้นอมินีถือหุ้น หจก. บุรีเจริญคอนสตัคชั่น ก่อนจะบริจาคเงินให้กับ “ภูมิใจไทย” ส่งผลให้องคาพยพ “สีน้ำเงิน” ระส่ำอยู่พักใหญ่

จนมีกระแสข่าวออกมาว่า “สส.สีน้ำเงิน” หลายคน แอบปันใจให้ “ค่ายสีแดง” มีปฏิบัติการทาบทาม “บ้านใหญ่” ในหลายจังหวัดกับเข้าสังกัด “บ้านจันทร์ส่องหล้า”

ด้วยขั้นตอนการพิจารณาของ กกต. ที่การรวบรวมหลักฐานช้ากว่าคดียุบพรรคก้าวไกล จน “นักร้อง-ขุนพลสีส้ม” ออกมาตั้งแง่สงสัย หลังจากนี้ต้องรอลุ้นว่า กกต.จะมีความเห็นออกมาอย่างไร

แต่ที่ไม่ต้องลุ้นคือ “ขุมกำลังสีน้ำเงิน” ที่จะถูกนำมาใช้ต่อรองทางการเมือง จากเดิมมี 70 เสียงสภาล่าง มาผนึกกับอีกอย่างน้อย 159 เสียงสภาบน จะทำให้ “สีน้ำเงิน” มีเสียงในสภาฯอย่างน้อย 229 เสียง มากกว่าทุกพรรคการเมือง

แม้ 70 เสียงสภาล่าง จะน้อยกว่า “เพื่อไทย-ก้าวไกล” แต่ภูมิใจไทยย่อมเป็นพรรคที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนได้ตลอดเวลา หากผนึกกับพรรคใด ย่อมมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

ตามสไตล์ของ “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” มักจะพอใจกับการเป็น “พรรคร่วมรัฐบาลอันดับสอง” ยอมเป็น “พระรอง” เพื่ออยู่ในเซฟโซนที่จะสามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองอื่นได้

ขณะเดียวกันอย่างน้อย 159 เสียงสภาบน จะเป็นขุมกำลังคอยซับพอร์ตภารกิจของ “พรรคสีน้ำเงิน” ไม่ให้คู่แข่ง-คู่แค้น คิดเขี่ยทิ้ง 

อย่าลืมว่าอิทธิฤทธิ์ของ “สภาบน” สามารถสั่นสะเทือนเก้าอี้ “ฝ่ายบริหาร” ได้ เช่นเดียวกับที่ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกฯ โดน “อดีต 40 สว.” ยุครัฐบาลประยุทธ์  ยื่นศาลรัฐธรรมนูญฟันปมคุณสมบัติมาแล้ว

จึงน่าจับตาว่า หลังจากนี้ “ครูใหญ่-ขุนพลสีน้ำเงิน” จะซ่อนไพ ่ปฏิบัติการต่อรองอำนาจทางการเมืองในลักษณะใดบ้าง 

โดยเฉพาะการต่อรองกับ “เพื่อไทย” ที่ “ครูใหญ่” กับ “นายใหญ่” เคยมีปมแค้นในอดีต ชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ

เรื่องราวหนหลัง ผ่านมาถึงวันนี้ ผลประโยชน์ทางการเมือง ทำให้ "ครูใหญ่-นายใหญ่” ยังต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย แบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แต่จะพึ่งกันได้ ผลประโยชน์ต้องลงตัว

โฟกัสหลักไปที่เก้าอี้ ครม. เมื่อ“ค่ายสีน้ำเงิน”มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ย่อมมีโอกาสขอแลกกระทรวง จากโควตาเดิมในขณะนี้ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงคมนาคม ที่ “ครูใหญ่” หมายมั่นจะกลับไปคุม“คมนาคม”เช่นเดิม

เนื่องจากในช่วง 4 ปีที่ร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แค่กระทรวงเดียว ภูมิใจไทยก็สามารถต่อยอด จนผลิดอกออกผลเพิ่มจำนวน สส. มาได้ ทั้งที่แทบไม่มีกระแส

แตกต่างกับ “มหาดไทย” แม้ในเชิงกลไกอำนาจจะให้คุณให้โทษ และใช้บริการ“ข้าราชการท้องถิ่น”ได้ แต่ในเชิง“กระสุน”แล้ว แทบไม่ตอบโจทย์ ตามที่ “ครูใหญ่” คาดหวัง แถมยังเป็นดินแดนสนธยาที่แทบจะเข้าไปบริหารจัดการไม่ได้ เพราะ“บิ๊กฝั่งข้าราชการ” จัดอยู่ในประเภทสายแข็ง

ส่วนกระทรวงอื่นก็น่าจับตาว่า “ครูใหญ่” จะวางกลเกมอย่างไร เพื่อทำให้ “ขุมกำลังสีน้ำเงิน” แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น

ที่สำคัญนโยบายหาเสียงภูมิใจไทยที่ถูกเพื่อไทยสกัดไว้หลายด้าน แต่ล่าสุดได้มีปรากฎการณ์ เอานโยบาย“กัญชา” กลับคืนมาได้  จากที่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.สาธารณสุข เดินเกมให้กลับไปบรรจุอยู่ในบัญชี “ยาเสพติด” แต่เมื่อ “ค่ายสีน้ำเงิน” ปีกกล้าขาแข็ง แกนนำรัฐบาลอย่างเพื่อไทยก็ต้องยอมถอย โดยกลับไปออก พ.ร.บ.ควบคุมแทน

ถัดจากนี้ ก็ต้องจับตานโยบายขึ้นค่าแรง 700 บาทต่อวันภายในปี 2570 ของ “เพื่อไทย” แต่กลับเป็นภูมิใจไทยที่คุมกระทรวงแรงงาน

หากยังจำกันได้การขึ้นค่าแรงเมื่อช่วงปลายปี 2566 ต่อเนื่องต้นปี 2567 กระทรวงแรงงานเสนอ ครม. มีมติให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ วันละ 2 - 16 บาท ทำให้มีการขึ้นสูงสุดรวม 370 บาทต่อวัน (จ.ภูเก็ต) ทั้งที่เป้าหมายของ “เพื่อไทย” ต้องการขึ้นให้ถึง 400 บาทต่อวัน

ส่งผลให้ “นายกฯเศรษฐา-เพื่อไทย” ไม่พอใจ เพราะหากการขึ้นแบบขั้นบันไดทำได้ไม่มากพอ จะไม่สามารถดันให้ถึง 700 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 ได้

ดังนั้นนโยบายค่าแรงตามความเห็นของ “เจ้ากระทรวงแรงงาน” จากค่ายสีน้ำเงิน ซึ่งไม่ตอบโจทย์ “เพื่อไทย” แต่เมื่อแรงต่อรองทางการเมืองมีเพิ่มขึ้น หลังจากนี้ต้องติดตามว่า ใครจะถอยให้ใคร

นอกจากนี้ ต้องติดตามการออกกฎหมายสำคัญในสภาฯ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หากเพื่อไทยลุยไฟด้วยการบรรจุความผิด ม.112 รวมไปใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมด้วย แม้จะผลักดันจนผ่านการโหวตของ สส. แต่อาจจะติดขัดในขั้นตอนของ สว.ได้ หาก “สว.สีน้ำเงิน” ไม่ปล่อยผ่าน

เช่นเดียวกับกฎหมายสำคัญของรัฐบาล อาทิ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ร.บ.เกี่ยวกับกฎหมายการเงิน และกฎหมายสำคัญๆ ที่ต้องอาศัยเสียงของ สว. ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ค่ายสีน้ำเงิน” สามารถชี้เป็นชี้ตายกฎหมายได้ทุกฉบับ

การผงาดกลับมาของ“ค่ายสีน้ำเงิน” ที่กุมอำนาจสภาบน-สภาล่าง ต้องจับตา“ดีลใหม่”พรรคร่วมอย่างภูมิใจไทย ไม่เช่นนั้น อาจส่งผลให้“นายใหญ่-นายหญิง-นายกฯ”เดินเกมการเมืองลำบากมากขึ้น ที่สำคัญ ลืมไปได้เลย หากคิดจะเขี่ยพ้นพรรคร่วมรัฐบาล