“หัวหน้าอิ๊ง” ทำหน้าที่ “คุมพรรค” ดูแลทิศทาง เพื่อฟื้นกระแสเพื่อไทย และสร้างแบรนด์กับคนรุ่นใหม่ ยุทธศาสตร์นี้จะเป็นสูตรสำเร็จในทางการเมืองของสองพ่อลูกหรือไม่ สนาม อบจ.ต้นปี 68 จะเป็นบทพิสูจน์
KEY POINTS
- "เพื่อไทย" แยกกันเดินสองสาย "หัวหน้าอิ๊ง" ทำหน้าที่คุมพรรค ปรับทิศทางให้ทันสมัย ปลุกปั้น สส.รุ่นใหม่ ให้มีบทบาทในด้านต่างๆ เพื่อเก็บแต้มจากคนรุ่นใหม่
- อีกทางหนึ่ง "ทักษิณ" เดินเกมต้อน "บ้านใหญ่" เข้าร่วมพรรคเพื่อไทย จากที่กระจัดกระจายแตกย่อยออกไป รวบรวมมาเป็นขุมกำลังของพรรค
- ต้องติดตามดูในช่วงเลือกตั้ง นายก อบจ. พรรคเพื่อไทย จะสามารถกวาดเก้าอี้ท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางของคู่ "พ่อ-ลูก" ที่แยกกันเดิน ร่วมกันตี
ยิ่งเห็นผลสำรวจจาก “สวนดุสิตโพล” เรื่องประชาชนคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งนายกอบจ. โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,188 คน ตอบคำถามเมื่อวันที่ 9-12 ก.ค.2567 พบว่า ร้อยละ 62.21 ยังเชื่อว่า “บ้านใหญ่” มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นอยู่มาก
ขณะที่ร้อยละ 32.53 ยังนิยม “พรรคก้าวไกล” ระบุว่าเป็นพรรคที่คนให้ความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาท้องถิ่นมากกว่า “พรรคเพื่อไทย” ที่เชื่อมั่นร้อยละ 19.79
ในตอนท้าย ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยละ 77.44 เห็นว่า จะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งระดับชาติครั้งต่อไป
ความเห็นประชาชนในการสำรวจครั้งนี้ หากจับมาโยงกับยุทธศาสตร์การกู้คะแนนนิยมกลับมาของ “พรรคเพื่อไทย” ก็น่าเป็นห่วง
เพราะเป็นที่รับรู้กันภายในพรรคว่า เพื่อไทยยังคงใช้ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง แบบ“นายใหญ่”นำสร้างกระแส ตรึงกำลังบ้านใหญ่ในแต่ละจังหวัด ไล่เรียงมาแล้วตั้งแต่ จ.ปทุมธานี จ.นครราชสีมา จ.นนทบุรี
โดยเป็นการลงพื้นที่ในวาระต่างๆ ทั้งงานบุญ งานวันเกิดของบรรดานักเลือกตั้งบ้านใหญ่ที่มีอิทธิพลเรื่องคะแนนเสียงในพื้นที่
ยุทธศาสตร์การลงพื้นที่ของ“นายใหญ่”ก็เพื่อสร้างกระแส ฟื้นภาพจำให้กับฐานเสียงเดิม และหวังเพิ่มฐานเสียงใหม่ เพื่อพิสูจน์ว่า ยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่เคยขายได้ในช่วง “ไทยรักไทยฟีเวอร์” ยังเป็นสินค้าทางการเมือง ที่จำเป็นต้องงัดออกมาใช้ในการเลือกตั้ง
โดยมุ่งหวังส่งต่อมรดกทางการเมืองให้ อุ๊งอิ๊ง “แพทองธาร ชินวัตร” ทายาทการเมือง ที่นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน และวางอนาคตไว้เป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกครั้ง
ถัดมาคือการให้ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีเร่งปั้นผลงานรัฐบาลสร้างคะแนนนิยมเพื่อให้ประชาชนเห็นภาพว่า “รัฐบาลเพื่อไทย” ภายใต้การนำของเศรษฐา และมีกุนซือใหญ่อย่าง “ทักษิณ” จะทำผลงานให้เห็นเด่นชัด
โดยเฉพาะเดือน ส.ค.นี้ จะเริ่มเห็นภาพความคืบหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต โดยเริ่มเปิดลงทะเบียน
สอดรับกับจังหวะที่ "ทักษิณ" ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ เป็นประธานอุปถัมภ์โครงการบรรพชา-อุปสมบท ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ วัดสุวรรณวิจิตร ต.กังแอน อ.ปราสาท
ภาพการทำบุญใหญ่ครั้งนี้ มีผู้ร่วมพิธีอุปสมบทเป็นพระกว่า 300 คน โดยอดีตนายกฯยังร่วมทำบุญคนละ 10,000 บาท พร้อมทั้งถวายผ้าไตรให้ด้วย
การลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ครั้งนี้เป็นงานบุญที่ส่งสัญญาณให้คนบุรีรัมย์รู้ว่า ศึกเลือกตั้งในอนาคต ไม่ใช่งานหมูสำหรับ กระแส “ภูมิใจไทย” ในพื้นที่ จ.สุรินทร์
ต้องยอมรับว่าแม้ จ.สุรินทร์จะมี สส.8 คน แต่ “ภูมิใจไทย” ก็ยึดเอาไว้ได้ 5 คน โดย“เพื่อไทย”แบ่งมาได้ 3 คน แม้จะมีตระกูลใหญ่อย่าง “มุ่งเจริญพร” และ “รุ่งธนเกียรติ”
ทว่า สองตระกูลนี้ก็ไม่ใช่บ้านใหญ่ที่มีพลังทางการเมืองในพื้นที่ จ.สุรินทร์ มากนัก สส.สุรินทร์ เพื่อไทย ชนะเลือกตั้งมาได้เพียง 3 คน ถือว่าเป็นงานหินสำหรับพรรค
อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ของทักษิณ แม้จะถูกมองเป็นงานบุญ แต่อีกเป้าหมายคืออีเวนต์การเมือง และต้องการมาพบปะ สส.ในพื้นที่ด้วย
การประกาศตัวว่า จะขอทำงานในเดือน ส.ค. สำหรับ สส.ในพื้นที่ มองว่า ไม่ได้หมายความว่า"นายใหญ่"จะลงมาลุยทำงานเอง แต่เป็นท่าทีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนการทำงานให้เห็นเป็นรูปธรรมเท่านั้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือยุทธศาสตร์ที่ต้องการตรึงกำลัง สส.เพื่อไทยในพื้นที่ ให้มีโอกาสได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง แม้คู่แข่งสำคัญอย่างพรรคก้าวไกลจะพยายาม เจาะอีสานใต้อย่าง จ.สุรินทร์ แต่ก็ยังยากลำบาก
จ.สุรินทร์ จึงยังคงเป็นเวทีเดือดอีกจังหวัด ในการต่อสู้แย่งชิง สส.กันระหว่าง ค่ายสีแดงและค่ายสีน้ำเงิน โดยเฉพาะในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งหน้า
แม้ “ทักษิณ” จะไม่ต้องการให้มีการสร้างมุ้งต่อรองทางการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย แต่เวลานี้ยังจำเป็นต้องพึ่งพานักเลือกตั้ง “บ้านใหญ่” ในการคว้าชัยชนะ
ขณะเดียวกัน การเมืองคู่ขนานในพรรค ที่มีลูกสาว “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร เป็นผู้นำพรรค ก็วางแนวทางสร้างคน“เพื่อไทยรุ่นใหม่” ผ่านโครงการ เพื่อไทยอคาเดมี "Pheu Thai Party Academy" เน้นอบรมเพิ่มศักยภาพให้ สส.เพื่อไทย ทั้งรุ่นใหม่-รุ่นใหญ่
แม้จะเป็นแนวคิดที่ “บิ๊กเนม” หลายคนขานรับแนวทางนี้ แต่เมื่อส่องลึกในรายละเอียด จะพบว่า สส.เพื่อไทย ที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในทีมอคาเดมี ส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็น “คนใกล้ชิด”ผู้บริหารพรรค
ทำให้ความสัมพันธ์ของ “แพทองธาร-บิ๊กเพื่อไทย” กับบรรดา สส.นอกทีมอคาเดมี มีระยะห่างออกไปอีก
แม้แรงต้านยังเป็นเพียงคลื่นลม แต่หากข้อเสนอหลายอย่าง ถูกปัดตกเรื่อยๆ คลื่นลม อาจจะก่อตัวเป็นพายุได้
จึงเริ่มมีปรากฏการณ์ให้เห็นว่า มีการแบ่งบทกันเล่น ระหว่าง“พ่อ-ลูก” โดย“นายใหญ่” โดดเข้ามาทำหน้าที่“คุมคน” กำกับดูแล สส.รุ่นเก๋า และผนึก สส.บ้านใหญ่ เพื่อทุกบ้านให้มาอยู่ภายใต้ชายคาของ“เพื่อไทย”
ส่วน“หัวหน้าอิ๊ง” ทำหน้าที่ “คุมพรรค” ดูแลทิศทาง เพื่อฟื้นกระแส และสร้างแบรนด์กับคนรุ่นใหม่ ยุทธศาสตร์นี้จะเป็นสูตรสำเร็จในทางการเมืองของสองพ่อลูกหรือไม่ สนาม อบจ.ต้นปี 68 จะเป็นบทพิสูจน์





