"วุฒิสภา" เตรียมตั้งกมธ.งบฯ67 คู่ขนานกับสภาฯ หลังมีเวลาพิจารณาน้อย "เลิศรัตน์" มองงบดันประเทศพัฒนาไม่ได้ แนะให้ทบทวนแจกเงิน
ที่วุฒิสภา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สว. ให้สัมภาษณ์ว่าวุฒิสภา เตรียมตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 คู่ขนานไปกับการพิจารณาของกมธ.ฯ ของสภาฯ เนื่องจากสว.มีเวลาทำงานน้อย และวุฒิสภาต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 9-10 เม.ย. ก่อนนำร่างพ.ร.บ.ขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งนี้กมธ.ที่เตรียมตั้งนั้น จะมีตัวของสว. และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก รวม 46 คน และจะเริ่มประชุมตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. คือ ทำงานคู่ขนานไปกับสภาฯ
"กระบวนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ67 ช้ามาก แต่มีกำหนดว่าต้นเดือนเม.ย. จะต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นส่งให้วุฒิสภาพิจารณาให้เสร็จภายในวันที่ 9-10 เม.ย. เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประมาณวันที่ 17 เม.ย. ดังนั้นสว. ในการพิจารณามีน้อยมาก แค่ 6-7 วัน เท่านั้น" พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
- ขอ รัฐบาล ทบทวน กู้เงินแจกเงินดิจิทัล เหตุวิกฤตศก.ไม่เลวร้าย
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวถึงภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.งบฯ67 ด้วยว่า รัฐบาลจัดงบลงทุนเพียง 20% ถือว่าไม่มากพอที่จะผลักดันประเทศให้พ้นจากปัญหา ขณะที่การจัดสรรงบเป็นแบบกระจายตัว ทำให้การผลักดันนโยบายต่างๆ เช่นโครงการเติมเงินดิจิตอลวอลเล็ต ต้องใช้กลไกภายนอก เช่น พ.ร.บ.เงินกู้ ส่วนทิศทางดังกล่าวจะชัดเจนอย่างไร ตนรอให้รัฐบาลแถลงรายละเอียดในวันที่ 9 ม.ค. หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกาส่งความเห็นให้รัฐบาลแล้ว
"วันนี้วิกฤตของเศรษฐกิจก็ยังไม่เลวร้ายนัก เงินเฟ้อ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์โลกประมาณการไว้ ดังนั้นกรณีที่จะนำเงิน 500,000 ล้านบาทแจกประชาชน หากปีหน้าหรือปีถัดไปเกิดขึ้นมาก็จะเป็นปัญหา จึงอยากให้รัฐบาลคิดอีกครั้งว่าจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปหรือไม่"พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
- "สถิตย์" มอง งบฯ67 ไม่เอื้อให้ ปท.พัฒนาตามเป้า 5%ต่อปี
ขณะที่ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สว. กล่าวถึงภาพรวมของ ร่างพ.ร.บ.งบฯ 67 ว่า รัฐบาลไม่ได้นำนโยบายสำคัญบรรจุในงบประมาณแล้ว รวมถึงไม่ได้มองในระยะปานกลางหรือยาว ที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาขึ้นกว่าเดิม โดยตนมองว่าประเทศไทย จะต้องเติบโตพัฒนาอย่างน้อย 5% ต่อปี ถึงจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้ในปี 2580 แต่จากการคาดการณ์งบประมาณปานกลางของรัฐบาลปรากฏว่ายังไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวแม้ในรายจ่ายงบประมาณจะมีการกำหนดไว้ว่าจะทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องไปอีกประมาณร้อยละ 3.4 ต่อปีไปจนถึงปี 2570 ก็ตาม แต่ไม่ได้แสดงนัยยะอะไรที่ให้เห็นว่าการทำงบประมาณเหล่านั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้โตได้
- ติงงบท้องถิ่น ไปไม่ถึง พื้นที่ยากจน
นายสถิตย์ กล่าวต่อว่าตนข้อตั้งข้อสังเกตในงบการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ที่ควรให้งบประมาณกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ที่มีรายได้น้อยมากกว่าให้งบประมาณกับ อปท.ที่มีรายได้ดี เพื่อให้เกิดการพัฒนาเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกันควรให้ อปท.ที่มีรายได้ดีหาทางจัดเก็บรายได้ของตนเองให้มากขึ้น
"หากโครงสร้างของงบประมาณยังเป็นอย่างนี้ การปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่เต็มศักยภาพ การกระจายไปสู่ท้องถิ่นที่ยากจนก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นโครงสร้างจึงต้องรื้อกันขนานใหญ่ เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ" นายสถิตย์ กล่าว.





