background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่?

นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่?

โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ได้ข้อสรุปล่าสุดผ่านการแถลงข่าวโดยนายกฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญคือ “การกู้เงินมาแจกประชาชน” โดยแจกเงินให้กับผู้มีสิทธิอายุมากกว่า 16 ปี 50 ล้านคน ยกเว้นคนรวยประมาณ 4.8 ล้านคน

ทำให้ใช้งบประมาณ 5 แสนล้านบาท และมีการเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 1 แสนล้านบาท รวมเป็น 6 แสนล้านบาท

แหล่งที่มาของงบประมาณ รัฐบาลตัดสินใจเลือกใช้การออกกฎหมาย พ.ร.บ.เงินกู้ ซึ่งต้องผ่านการตีความโดยกฤษฎีกา และดำเนินการในกระบวนการรัฐสภา ตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มแจกเงินได้ในเดือนพ.ค.ปีหน้า

การออกกฎหมายเพื่อกู้เงินของรัฐบาลทำได้ตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มีเงื่อนไขสำคัญคือ เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน และอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศโดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน

จากความชัดเจนที่มีมากขึ้นพอสมควร แต่ยังมีความไม่แน่นอน (uncertainty) ของโครงการที่ผ่านกระบวนการออกกฎหมายเพื่อหาแหล่งเงิน ผู้เขียนเห็นว่ามี 2 ฉากทัศน์อนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้สำหรับโครงการนี้

ฉากทัศน์ที่ 1 พ.ร.บ.เงินกู้ไม่ผ่านในกระบวนการออกกฎหมาย ทำให้ไม่มีแหล่งเงินสำหรับโครงการ

ในฉากทัศน์แรกมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง โครงการอาจถูกยกเลิกด้วยกลไกใดกลไกหนึ่งในกระบวนการออกกฎหมาย เช่น จากการไม่เห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกาของคณะรัฐมนตรี หรือจากการไม่ได้เสียงข้างมากในรัฐสภา ซึ่งอาจทำให้ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ ตกไป ทำให้ขาดแหล่งเงินเพื่อใช้ในโครงการ

ในฉากทัศน์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ระมัดระวังของผู้เชี่ยวชาญ และผู้ร่างกฎหมาย ที่ให้ความสำคัญกับวินัย และความรับผิดชอบทางการคลัง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่าการลุ้นผลกระทบการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยใช้เงินกู้จำนวนมาก ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับการขาดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน

งานวิจัยส่วนใหญ่พบว่า ตัวคูณทวีทางการคลังในหลายกรณีที่ผ่านมาค่อนข้างต่ำ และในทางเทคนิคก็ไม่สามารถใช้ตัวแปรการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย (MPC) อย่างเดียวในการคำนวณตัวคูณทวีทางการคลังได้ 

เนื่องจากมีตัวรั่วไหล (leakage) อื่นๆ อีก ที่ทำให้เงินไม่หมุน โดยเฉพาะการออม การนำเข้า ภาษี และการทดแทนการบริโภคเดิมด้วยเงินใหม่

เช่น หากผู้รับเงินใช้วิธีประหยัดเงินเอาเงินใหม่มาแทนการบริโภคเดิม หาทางแลกเปลี่ยนกันนอกตลาด นำไปชำระหนี้นอกตลาด หรือใช้จ่ายในสินค้านำเข้าหรือสินค้าที่มีสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้าสูง (import content) ก็ทำให้เงินไม่หมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ เงื่อนไขของเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน กำลังฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด-19 ไม่ได้กำลังอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งอาจไม่เข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ

และในทางทฤษฎีก็ไม่เข้าตามเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของแนวทางเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียน ซึ่งเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่สนับสนุนนโยบายแจกเงินนี้แต่อย่างใด

เช่น เศรษฐกิจประเทศจะต้องตกต่ำ หรือมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ มีอัตราการว่างงานสูง มีอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อต่ำ เกิดภาวะกับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เข้าข่ายเงื่อนไขเหล่านี้

แม้เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เซียนจะสนับสนุนการแทรกแซงของรัฐบาล ซึ่งต่างจากเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิกที่ต้องการให้รัฐบาลแทรกแซงน้อยที่สุด แต่เคนส์เซียนก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของความยั่งยืน การพึ่งพาเงินกู้จำนวนมากของโครงการจึงทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะในระยะยาว และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 

การอัดฉีดเงินสามารถกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น แต่อาจไม่นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้ หากไม่แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เช่น ผลิตภาพ และความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นนโยบายด้านอุปทาน (supply side) และเห็นผลในระยะกลางถึงระยะยาว

หากหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตของประเทศ อันจะนำไปสู่ต้นทุนการกู้ยืมเงินของประเทศที่สูงตามมา การพิสูจน์ว่าโครงการนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤติของประเทศจนไม่อาจรอให้ตั้งงบประมาณประจำปีได้ทันจนต้องออก พ.ร.บ.กู้เงินนั้นมีความยากมาก จนอาจทำให้โครงการไม่ผ่านในกระบวนการออกกฎหมาย

ฉากทัศน์ที่ 2 พ.ร.บ.เงินกู้ ออกมาเป็นกฎหมายดำเนินโครงการได้ แต่อาจเปราะบางต่อการรับมือวิกฤติในอนาคต

ในฉากทัศน์นี้ รัฐบาลสามารถกู้เงินมาดำเนินโครงการได้ ทำให้ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมากจากปัจจุบันที่มีหนี้สาธารณะที่ผูกพันอยู่สูงแล้ว เมื่อดำเนินโครงการไปพบว่าให้ผลการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงว่าอาจไม่ได้ผลตามที่รัฐบาลต้องการ

โดยในช่วงแรก การใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถแปลงไปเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้ เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตที่แท้จริงจะต้องแก้ “ด้านอุปทาน” เพื่อปลดล็อกข้อจำกัด และศักยภาพให้กับแรงงาน ทุน เทคโนโลยี และกฎระเบียบต่างๆ 

งบประมาณที่กู้มาเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ประเทศจะลงทุนในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา ซึ่งมักจะใช้เวลาเกินกว่าอายุขัยของรัฐบาล

นอกจากนี้ ในอนาคตอาจเกิดเหตุการณ์ เช่น โรคระบาด สงคราม วิกฤติการเงิน รัฐบาลซึ่งมีภาระผูกพันจากเงินกู้จำนวนมากจะพบว่าประเทศมีพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) จำกัดหรือขาดบัฟเฟอร์ทางการคลังที่กันไว้เพื่อนำไปแก้ไขวิกฤติได้

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์