เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองต้องประเมินวันต่อวัน นาทีต่อนาที “ลุงป้อม” จึงต้องรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อดูแล “ลูกพรรคพลังประชารัฐ” ให้อยู่รอดปลอดภัยในสนามการเมือง
“ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ยอมลงจากหลังเสือ แม้การเจรจากับแกนนำขั้ว 188 เสียง แพ็กกันให้เหนียวแน่น เพื่อเพิ่มแรงต่อรองทางการเมือง
แต่เมื่อพรรคภูมิใจไทยนำ 71 เสียง แตกขั้วไปรวมกับ 141 เสียงของพรรคเพื่อไทย วางสารตั้งต้นจัดตั้งรัฐบาลเอาไว้ที่ 212 เสียง ก่อนจะเพิ่มจำนวนพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลบวกกันเป็น 9 พรรค รวม 238 เสียง ทำให้ความหวังของ “ลุงป้อม” ที่จะนั่งเก้าอี้นายกฯพังครืน
อีกทั้งเมื่อตัวของ “ลุงป้อม” ยังฝังรากอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ ส่งผลให้ “ลูกพรรค” ขยับเกมลำบากเช่นกัน เนื่องจากจะยกโขยงกันไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยทั้งพรรค ยังติดปมที่พรรคเพื่อไทยเคยประกาศไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ “พรรค 2 ลุง”
ทำให้กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพลังประชารัฐ แจ้งความจำนงกับ “ลุงป้อม” ต้องการหอบ 25 สส. ขอเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย แต่ “ลุงป้อม” ใช้ไม้แข็ง ห้ามกลุ่ม-ก๊วนการเมือง หอบ สส. พลังประชารัฐ ไปต่อรองทางการเมือง
โดยยื่นคำขาดว่า “หากจะร่วมรัฐบาล จะต้องไปกันทั้งพรรค” ทำให้ “เพื่อนผู้กอง” ต้องหยุดปฏิบัติการรวบรวมเสียง “สส.งูเห่า” เอาไว้ก่อน หลบร้อนไปรีเซ็ตเกมใหม่
จึงไม่แปลกที่บรรยากาศการประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ค่อนข้างตึงเครียด โดย ร.อ.ธรรมนัส จะออกตัวกลางวงประชุม “เรื่องตำแหน่งผู้ช่วย สส.ให้รอก่อน เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล การจะให้คนนั้นคนนี้มาเป็นอาจจะเกิดประเด็นบาดหมางในบรรดา สส. และผู้สมัคร สส. ของพรรค”
ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวว่า บรรยากาศวงอาหารเช้าในมูลนิธิป่ารอยต่อในระยะหลัง ไม่ค่อยครึกครื้น เพราะสถานการณ์ทางการเมืองตึงเครียด เมื่อต้องลุ้นการตัดสินใจ“ลุงป้อม” ที่กุมชะตาลูกพรรคพลังประชารัฐเอาไว้ในมือ
ที่สำคัญ “น้อง ป. 4” ที่แต่งตัวนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี แม้จะออกแรงช่วยเกลี้ยกล่อม “ลุงป้อม” ให้ยอมหลบฉาก เพื่อลดเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย แต่เจ้าตัวยังเสียงแข็ง โดยอ้างว่าห่วงใยลูกพรรคอีกหลายคนที่อาจไม่มีทางเลือกมากมายนัก
“กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส มีโอกาสกลับพรรคเพื่อไทย บางกลุ่มที่ความสัมพันธ์ที่ดีกันอยู่ เขาก็มีทางไป แต่มีหลายกลุ่ม หลายคน หากต้องแยกย้ายกันก็ไม่มีทางไป พล.อ.ประวิตรเป็นห่วงลูกพรรคทุกคน หากต้องแยกกันจะไปอยู่กันที่ไหน ท่านจึงไม่ต้องการให้ใครแยกไปเป็นรัฐบาล เพราะจะทำให้คนที่ไม่ได้ไปด้วยอยู่ลำบาก” แหล่งข่าวอ้างคำพูด พล.อ.ประวิตร
อย่างไรก็ตาม “ลุงป้อม” รู้ดีว่าหากพรรคพลังประชารัฐ ต้องมานั่งอยู่ใน “ฝ่ายค้าน” จะทำให้ สส.-ลูกพรรค อยู่ลำบากเช่นกัน เนื่องจากทุกคนต้องมี “ปัจจัยยังชีพ” ที่แตกต่างกันออกไป
ทางเลือกของ “ลุงป้อม-พลังประชารัฐ” คือการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่จะใช้สูตรไหน มีข้ออ้างใด ที่จะพอเปิดช่องให้พรรคเพื่อไทยอธิบายสังคมได้ ในเมื่อ “ลุงป้อม” นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
ว่ากันว่า อีกกระแสหนึ่ง “ลุงป้อม” อาจยอมถอยครึ่งก้าว โดยไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่จะส่ง “น้อง ป.4” นั่งเก้าอี้เสนาบดีแทน ส่วนตัวเองยังคุมบังเหียนพรรคพลังประชารัฐต่อ
ขณะเดียวกันการตัดสินใจของ “ลุงป้อม” หากต้องร่ำลาพรรคพลังประชารัฐ อาจจะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 วันสุดท้าย ก่อนถึงวันโหวตนายกฯ เนื่องจากต้องประเมินสถานการณ์ทางการเมืองต่างๆ ควบคู่ไปด้วย
เพราะหากพรรคเพื่อไทย ยังตั้งแง่ไม่มี “พรรค 2 ลุง” เหมือนเดิม ไม่ยอมวางการันตีด้วยการตั้งโต๊ะแถลงดึง “พลังประชารัฐ” หรือ “รวมไทยสร้างชาติ” มาร่วมรัฐบาล เกมการเมืองอาจจะแปรเปลี่ยนตามไปด้วย
เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองต้องประเมินวันต่อวัน นาทีต่อนาที “ลุงป้อม” จึงต้องรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อดูแล “ลูกพรรคพลังประชารัฐ” ให้อยู่รอดปลอดภัยในสนามการเมือง





