การตัดสินใจทางการเมืองรอบนี้ของเจ้าของค่ายสีแดง เดิมพันจะสูงลิบกว่าทุกครั้ง เพราะมีโจทย์ใหญ่ คือการ “กลับบ้าน” ที่พอๆ กับชะตากรรมของพรรคที่เป็นอำนาจต่อรองของตระกูล
เวทีเปิดใจ ส.ส.พรรคเพื่อไทย กลางงานสัมมนา วันที่ 21 มิ.ย.66 ในช่วงถามตรงตอบตรงกับ “ผู้บริหารพรรค” ที่หลายกลุ่มเตรียมคำถามเรื่องตำแหน่งประธานสภาฯ มาซักถามแกนนำ
หลังระบายอารมณ์ค้างคากันเสร็จสรรพ แต่กลับไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับโควตา“ประธานสภาฯ” ว่าจะเป็นของ “เพื่อไทย” หรือ “ก้าวไกล” ที่จะได้ครองตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ
โดย ส.ส.ค่ายสีแดงร้อยละ 90 ไม่เห็นด้วยหากต้องประเคนเก้าอี้นี้ให้กับ “ขุนพลก้าวไกล” เนื่องจาก “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ก็ได้สิทธิเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” ในฐานะพรรคชนะที่การเลือกตั้งอยู่แล้ว
แม้จะมีการยกเหตุผลต่างๆ นานา โดยเฉพาะเรื่องการถ่วงดุลอำนาจการบริหารประเทศ แต่เนื้อในของ ส.ส.ค่ายสีแดง คือความเจ็บแค้นที่ต้องพ่ายการเลือกตั้งให้พรรคสีส้ม ที่ยังสุมอยู่เต็มอก
ความเห็นที่ไม่ลงรอยในพรรคเรื่องนี้ แม้ฉากหน้า “ผู้บริหารพรรค” จะเล่นบทยื่นไมตรีพรรคร่วมฯ พร้อมกับรอมชอมลูกพรรค แต่บรรดา “นักรบในพื้นที่” ที่เจ็บตัว-เจ็บใจ พร้อมจะแตกหัก
บรรยากาศในวงสัมมนาตัวแทน ส.ส.กว่า 10 คน ตั้งธงสอบถามความคืบหน้าการเจรจาของ “ทีมเจรจาเพื่อไทย” กับ “ทีมเจรจาก้าวไกล” โดย ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า ยังไม่ได้มีข้อสรุปใดๆ ออกมา ต้องเจรจากับ “ก้าวไกล” อีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อตกลงร่วมกัน
จากนั้นบรรยากาศที่ประชุม ได้เปิดฉากแบบไร้สคริปต์ ด้วยท่าทีแข็งกร้าว ยอมหักไม่ยอมงอ ยืนยันไม่ยกเก้าอี้ประธานสภาฯให้ “ก้าวไกล” เด็ดขาด เนื่องจากเกรงว่าอีกฝ่ายจะเล่นบท “พระเอก” ขี่คอจน “เพื่อไทย” กู่ไม่กลับ จึงยอมเสี่ยงที่จะหัก เพื่อรักษาการนำของพรรคเอาไว้
ที่สำคัญบรรดาส.ส.เพื่อไทย มองว่าหากพรรคได้แสดงฝีมือในการบริหารประเทศ และสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาได้ ประชาชนจะกลับมาศรัทธาเพื่อไทยอีกครั้ง ตรงกันข้ามหากยอมถอยให้ก้าวไกล โอกาสจะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง แทบมองไม่เห็นทาง
ขณะเดียวกันบรรดา ส.ส.ของพรรคมองว่า 10 ล้านเสียงที่เลือกเพื่อไทยเพราะต้องการให้พรรคเข้ามาบริหารประเทศ ไว้ใจในฝีมือ ที่พิสูจน์ผลงานมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย พลังประชาชน จนกระทั่งมาถึงเพื่อไทย ที่มีผลงานโดนใจประชาชนมาโดยตลอด ดังนั้นพรรคควรมีจุดยืน เพื่อรักษาการนำของตัวเองเอาไว้
ปฏิบัติการนี้ จึงถือเป็นการส่งสัญญาณถึง“ผู้มีอำนาจ”หลังฉากพรรค รวมทั้งทีมสายตรง ที่หวั่นเกรงว่าจะโดนกระแสถาโถมจนไม่กล้าตัดสินใจทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ท่าที “ผู้บริหารพรรค” ที่รับฟังความคิดเห็นของ ส.ส.โดยไม่ตอบโต้ เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม จนเกิดการตั้งกลุ่มต่อต้าน
ที่สำคัญสถานะของผู้บริหารพรรคเอง ก็ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ เพราะรู้กันอยู่ว่า เบื้องลึกเบื้องหลัง ต้องขึ้นอยู่กับผู้กำกับหลังฉาก แต่ที่ต้องออกมาเปิดเวทีทำความเข้าใจกับ ส.ส.ก็เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานหลังจากสถานการณ์อึมครึม เปิดรับฟังความเห็นแบบประชาธิปไตย ที่สามารถเห็นต่างกัน แต่อยู่ร่วมกันได้ให้เกิดขึ้น
หากย้อนประวัติศาสตร์ทางการเมืองจะพบว่า ผู้มีบารมีนอกพรรค ที่อยู่ฉากหลังในการชี้เป็นชี้ตาย “เพื่อไทย” ในทุกครั้ง ตั้งแต่การหัก “สมัคร สุนทรเวช” โดยส่ง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นั่งนายกรัฐมนตรี ฉากสนับสนุน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นั่งนายกรัฐมนตรี ฉากเขี่ย “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” พ้นพรรคเพื่อไทย
ดังนั้นเบื้องหลังการเจรจา ไม่ว่าเก้าอี้ “ประธานสภาฯ” หรือดีล “นายกรัฐมนตรี” ย่อมต้องผ่านการตัดสินใจของคนแดนไกลเป็นหลัก
ที่สำคัญการตัดสินใจทางการเมืองรอบนี้ของเจ้าของค่ายสีแดง เดิมพันจะสูงลิบกว่าทุกครั้ง เพราะมีโจทย์ใหญ่ คือการ “กลับบ้าน” ที่พอๆ กับชะตากรรมของพรรคที่เป็นอำนาจต่อรองของตระกูล





