วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยื้อประชามติ“แก้ รธน.” เกม“ส.ว.”สกัดการเมือง

เมื่อ "วุฒิสภา" ขยายเวลาให้ "กมธ." ศึกษาประเด็นประชามติแก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มเติม ทำให้ "ฝ่ายค้าน" ในสภาฯ​ตั้งคำถามว่า นี่คือ กลเกม ที่ "ขั้วอำนาจ" จงใจสกัด การแก้ไข-การเมือง หรือไม่

       เรื่องที่สภาฯ ขอให้ "คณะรัฐมนตรี” ทำประชามติถามประชาชนว่า จะเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามญัตติของ “พรรคฝ่ายค้าน” ที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ 324 เสียง เมื่อ 3 พฤศจิกายน ล่าสุด ยังไม่มีข้อสรุปว่า จะได้ดำเนินการต่อหรือไม่

 

       เรื่องนี้เมื่อผ่านสภาฯ ต้องเข้าสู่กระบวนการลงมติของ “วุฒิสภา” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาของคณะกรรมาธิการ วิสามัญ ที่มี “สมชาย แสวงการ” ส.ว. เป็นประธาน และล่าสุดได้รับความยินยอมจากที่ประชุมวุฒิสภา ให้เพิ่มเวลาศึกษาอีก 45 วัน จากเดิมครบกำหนด วันที่ 20 ธันวาคม

 

       ต่อเรื่องนี้ “ส.ว.สมชาย” ยืนยันเจตนาว่าการขยายเวลาออกไป ไม่ใช่ต้องการยื้อขั้นตอนการ “ลงมติ” ของ ส.ว. เพื่อรอเวลาให้เกิดอุบัติทางการเมือง คือ “นายกฯ” ใช้อำนาจ “ยุบสภา” ก่อนหมดสมัยประชุมสภาฯ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566

ยื้อประชามติ“แก้ รธน.”  เกม“ส.ว.”สกัดการเมือง

       แม้ตามกติกาของการพิจารณาเรื่องในฝ่ายนิติบัญญัติ หาก “สภาสิ้นสภาพ” ด้วยการยุบสภา หรือหมดอายุตามวาระ เรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา หรือรอในระเบียบวาระ ต้องถือว่า “ตกไปแบบถาวร” เพราะญัตติไม่ใช่ “ร่างกฎหมาย” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขให้ “ครม.ชุดใหม่” รื้อฟื้นขึ้นมาได้ เมื่อมีสภาฯ ชุดใหม่

 

       ทว่า ประเด็นนี้ ในฝั่งของ "ส.ส.” ที่เป็นเจ้าของญัตติ ตั้งประเด็นสงสัยว่า “ส.ว.เตะถ่วง" แบบไม่มีเหตุผลใดที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมไปจาก “การลงมติเห็นชอบ" เพื่อส่งให้ ครม.พิจารณาตามอำนาจใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ว่าจะดำเนินการออกเสียงประชามติ ตามเรื่องที่รัฐสภาเสนอหรือไม่

 

       โดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ส.ส.ก้าวไกล ฐานะ 1 ในเจ้าของญัตติ ย้ำว่าญัตติของสภาฯ ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีก และการเข้าชี้แจงกับ กมธ.ของส.ว. เมื่อ 6 ธันวาคมนั้น ย้ำชัดในข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้ ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติได้

 

       ข้อเท็จจริงที่ว่านั้นคือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กร ว่าหากจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนก่อน และการเสนอญัตติที่ถูกต้องตามข้อบังคับนั้น ไม่เกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาของ “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560”

ยื้อประชามติ“แก้ รธน.”  เกม“ส.ว.”สกัดการเมือง

       “ณัฐพงษ์” ยังมองสิ่งที่ กมธ.ของวุฒิสภา จำเป็นยื้อเวลาออกไป เพราะความหวาดระแวงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะล้ำไปแก้หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์

 

       ความปริวิตกเดียวกับที่ “ส.ว.” ไม่เห็นด้วยกับการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของ “พรรคเพื่อไทย-พรรคก้าวไกล” ที่แก้ไขหมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศ มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไร้กรอบชัดเจน

         อีกทั้ง ประวัติของ “พรรคก้าวไกล” ต่อเนื่องจากกับ “อดีตพรรคอนาคตใหม่” - คณะก้าวหน้า มีลักษณะที่ทำให้ “ส.ว.บางซีก” หวั่นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีผลทำให้เกิดการแบ่งแยกราชอาณาจักร และก้าวล่วงในพระราชอำนาจ

 

         แม้ ส.ว.สมชายแย้งว่าไม่ใช่ความวิตก และจงใจขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การ “จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ” ควรมีกรอบ พร้อมยกประวัติการจัดทำรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ยังมีการศึกษา เพื่อวางกรอบที่เหมาะสม

ยื้อประชามติ“แก้ รธน.”  เกม“ส.ว.”สกัดการเมือง

         ดังนั้นการศึกษาของ กมธ.จำเป็นต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ เพื่อเป็นเอกสารวิชาการ หากมีประเด็นเสนอญัตติให้ทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งในสมัยสภาฯ หน้า จะได้มีเอกสารวิชาการให้สภาฯ หรือ ครม.ใช้ประกอบการพิจารณา

 

         “หากญัตติฯ นี้ เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา จะเป็นเอกสารประกอบการตัดสินใจลงมติอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ ผมยืนยันว่า หากไม่ยุบสภา การศึกษาญัตตินี้จะเสร็จตามกรอบเวลาที่ขอขยายไปในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้แน่นอน” ส.ว.สมชาย ระบุ

 

         อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่รู้กันทั่วไปว่า ไม่อยากให้ “ญัตติฯ” ของฝ่ายค้าน ผ่านไปสู่ “รัฐบาล” เพื่อลดภาวะกดดันที่จะเกิดการทวงถามต่อความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกฯ เพราะถือเป็นผู้นำ ที่จะเคาะได้ว่าจะเดินหน้าทำประชามติหรือไม่

 

         ที่จะมีผลต่อเนื่องไปถึงเกมการเมืองช่วงเลือกตั้ง ที่ “ฝ่ายค้าน” จะใช้เป็นประเด็นสร้างแต้มต่อในการเลือกตั้ง เพราะกระแสของ “ฝั่งที่หนุนแก้รัฐธรรมนูญ 2560” ยอมรับและยินดีต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย “ประชาชน”

 

         ดังนั้น เมื่อมีด่านที่สามารถสกัดดาวรุ่ง ที่หวังผลทางการเมืองได้ “ฝั่งขั้วอำนาจ” ปัจจุบัน ย่อมเลือกใช้กลไกของเครือข่าย “ชะลอ” เรื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดที่ฝั่งตนจะได้รับ.