“ปริญญา”ชี้“ประยุทธ์”หากเป็นสมาชิกพรรครทสช.อาจขัดเจตนารมณ์รธน.

“ปริญญา”ชี้“ประยุทธ์”หากเป็นสมาชิกพรรครทสช.อาจขัดเจตนารมณ์รธน.

“ปริญญา”ชี้“ประยุทธ์”หากเป็นสมาชิกพรรครทสช.อาจขัดเจตนารมณ์รธน. แม้ไม่เขียนห้ามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเข้าสังกัดพรรคการเมืองอื่น แต่ผูกมัดการหาเสียงเลือกตั้ง

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซต์ไทยแลนด์ ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม หากจะเข้าสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ทั้งที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะสามารถกระทำได้หรือไม่ว่า ตนทราบว่ามันไม่ได้มีข้อห้าม ตามรัฐธรรมนูญ 2560 การจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ต้องให้พรรคการเมืองเสนอชื่อก่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตกรธ. ต้องการยกเลิกว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. หรือเราเรียกว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

“เมื่อนายมีชัยจะเอาตรงนี้ก็ต้องหาอะไรมาแทน จึงบอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็น ส.ส. ก็ได้ แต่อย่างน้อยประชาชนต้องได้รับทราบหรือเห็นชอบก่อน จึงให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เมื่อเป็นสิ่งที่เพิ่งมีขึ้นมา จึงมีความลักลั่นอยู่ ประการแรกไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรค ก็เสนอให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ แต่มันก็ขัดกับรัฐธรรมนูญอีกว่า พรรคการเมืองต้องไม่ให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคมาครอบงำ ถ้าหากพรรคใดอยู่ภายใต้การครอบงำ มันก็เป็นเหตุให้ยุบพรรค จึงเป็นความประหลาดในความสัมพันธ์ของนายกรัฐมนตรีจากพรรคนั้น เพราะไม่สามารถเข้าไปพรรคได้ หากถ้าเข้าไปก็จะเป็นเหตุให้ชี้นำยุบพรรคได้ และไม่ได้บังคับด้วยว่าเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะต้องเป็นสมาชิกพรรคนั้น”
 

นายปริญญา กล่าวต่อว่า คำถามคือแล้วพล.อ.ประยุทธ์จะไปอยู่พรรคอื่นได้หรือไม่ ความจริงมันก็แบบเดิม การเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค และจะเสนอชื่อก็ต่อเมื่อมีประกาศให้มีการเลือกตั้งแล้ว ที่สำคัญบทบัญญัติไม่มีตรงไหนห้ามเอาไว้ แต่ที่ต้องระวังคือ แม้ไม่ได้เขียนไว้ แต่จะทำได้หรือไม่สิ่งที่ต้องตีความ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่าง 2 กรณี 1.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย แต่ยังไปเป็นหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยได้ 2.บอกว่าสมัยก่อนรัฐมนตรี เมื่อใกล้จะเลือกตั้ง ยังไม่มีประกาศเลือกตั้ง ยังช่วยหาเสียงพรรคใหม่แล้ว

“ผมคิดว่าทั้ง 2 กรณีฟังดูเหมือนใช่ แต่มันไม่ใช่ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ ไม่ใช่แค่ว่าที่ มีความแตกต่างจากกรณีของคุณหญิงสุดารัตน์ ซึ่งม. 88 ไม่ได้เขียนวิธีการออกจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเอาไว้ ถ้าเป็นก็ต้องเป็นไปตลอด เขามีเขียนเอาไว้ว่า ถ้าจะถอนตัวต้องตาย หรือขาดคุณสมบัติ ซึ่งต้องถอนก่อนวันปิดรับสมัครการเลือกตั้ง ซึ่งเขียนไว้แปลกมาก ถ้าคุณสมบัติขาดและตายในภายหลัง เท่ากับถอนตัวไม่ได้ใช่ไหม เพราะภายหลังปิดรับสมัครเลือกตั้งไม่ได้เขียนเอาไว้”
 

นายปริญญา กล่าวต่อว่า ประเด็นของคุณหญิงสุดารัตน์ คือไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พล.อ.ประยุทธ์ถูกเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ประชาชนที่เขาเลือกพรรคพลังประชารัฐ เพราะจะเลือกพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี จะอธิบายประชาชนอย่างไร ถ้าหากพล.อ.ประยุทธ์ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอื่น ส่วนกรณีของรัฐมนตรี ก็เป็นรัฐมนตรีที่ไม่ได้ถูกเลือกโดย ส.ส. ของพรรค รัฐมนตรีไม่ได้ถูกเลือกโดยสภา

“ดังนั้นต่อให้รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ แต่พูดได้ว่าเข้าข่ายขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ถ้าคุณเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคนี้ก็ต้องอยู่ไปจนครบ จะไปเป็นสมาชิกพรรคได้ก็ต้องมีการเลือกตั้ง ถ้าหากจะไปเป็นสมาชิกพรรคก็เกรงจะไม่ทัน ฉะนั้นก็ต้องยุบสภา เพราะจะสังกัดพรรคการเมืองแค่ 30 วัน ก็มีคุณสมบัติลง ส.ส.”

“ผมมองว่าหากพล.อ.ประยุทธ์จะไปเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ไม่มีปัญหาทางกฎหมายเลย แต่มีปัญหาในแง่มารยาท เพราะการเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติได้ ก็ต่อเมื่อ กกต. เขาประกาศให้ไปยื่น ซึ่งจะไม่ประกาศจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ในแง่ของการเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งต้องเป็นสมาชิกพรรค อันนี้แม้ว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ แต่การไม่ห้ามจะทำได้หรือไม่ ก็จะตีความทันทีไม่ได้ ซึ่งโดยหลักแล้วก็ถือว่าทำไม่ได้ เพราะไม่ได้บอกว่าทำได้”

นายปริญญา กล่าวต่อว่า ตนมองว่าหากพล.อ.ประยุทธ์ ต้องการเป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งต้องเป็นสมาชิกพรรค เรื่องคงต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่ วิธีการเลี่ยงคือต้องยุบสภา ในช่วงใกล้ครบวาระเทอมแล้ว เพื่อสมัครสมาชิกพรรค และใช้เวลาเพียง 30 วันก็ไปทัน