กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภา จัดสัมมนา แก้กม.กยศ. แก้ถูกที่หรือยัง พบเสียงสะท้อน นักวิชาการทีดีอาร์ไอ-ธปท.-สมาคมธนาคาร ค้านไม่เก็บดอกเบี้ย-ค่าปรับ ชี้เป็นจุดเสี่ยงทำกองทุนล่มสลาย มีผลกระทบสังคมระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่มีนายสมชาย หาญหิรัญ ส.ว. เป็นประธานกมธ. ได้จัดสัมมนา เรื่อง “หนี้ กยศ. : แก้กฎหมาย...แก้หนี้ แก้ถูกที่หรือยัง?” โดยมีนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
โดยนายขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.กยศ. ปัญหา อยู่ที่ค่าปรับที่มีราคาสูง ไม่ใช่การคิดดอกเบี้ย ทั้งนี้การคิดดอกเบี้ย กยศ. นั้นอยู่ในอัตราต่ำ เพราะกองทุนไม่ได้หวังผลกำไร ทั้งนี้การออกกฎหมายต้องมองให้ไกล เพราะมีผลบังคับใช้นาน ทั้งนี้การคิดดอกเบี้ยปกติ 7-8% พบว่าทำให้ศักยภาพของผู้กู้ไม่สามารถใช้หนี้ได้ ขณะที่การคิดเบี้ยปรับผิดนัดชำระหนี้ทำให้มีจำนวนคดีในศาลเพิ่มมากขึ้น แต่การกำหนดให้เป็นศูนย์นั้น จะมีผลกระทบกับสังคมจำนวนมาก ทั้งนี้การลงทุนเรื่องการศึกษาต้องคิดและฉลาดให้มาก ใช้เงินอย่างมีเป้าหมาย
“กฎหมาย กยศ. ไม่ผ่านไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดปัญหา อีกทั้งกฎหมายเดิมมีปัญหาเยอะ ต้องแก้ไข อยากให้ทุกฝ่ายเห็นใจคนที่เดือดร้อนไม่อยากให้เป็นประเด็นการเมือง ทั้งนี้การคิดดอกเบี้ย 1% ไม่ได้ช่วยให้กองทุนรวย แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ส่วนการไม่มีเบี้ยปรับมีผลย่างอื่นต้องคิดให้ดีๆ”นายขจร กล่าว
ขณะที่ นายวรุณ กาญจนภู รองเขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กรณีที่แก้ไขกฎหมายกยศ. ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีค่าปรับ ในระยะสั้นเห็นผลกระทบคือ การลังเล การประวิงเวลาไม่จ่ายหนี้ ดังนั้นต้องดูผลระยะยาวอีกครั้ง ส่วนกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรแก้ไขเนื้อหาให้ปลอดดอกเบี้ย ไม่มีผู้ค้ำประกัน ตอบยากว่าเป็นการหาเสียงหรือไม่ แต่ในช่วงที่ใกล้เลือกตั้งมักจะถูกโยงได้ แต่ในผลการพิจารณาของสภาฯ ตนมองว่าสภาฯ เห็นไม่ตรงกับโมเดลของ กยศ. ที่ตั้งเป็นกองทุนเพื่อให้ยืนและเลี้ยงตัวเองได้ เป็นภาระงบประมาณน้อยที่สุด ให้ทุนประเดิม เพื่อปล่อยกู้ และให้บริหารจัดการเอง ส่วนตัวมองว่า หนี้ กยศ. คือ สวัสดิการ คือการช่วยเหลือ ส่วนดอกเบี้ยที่คิดนั้นเพื่อให้เกิดความมีวินัย และสร้างวินัยตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้หนี้ครัวเรือน
"เป็นหนี้ ต้องใช้ หากบอกว่า ดอกเบี้ยศูนย์ ไม่มีค่าปรับเหมือนกับกู้ยืมเงินที่ไม่สร้างวินัยการคืนหนี้ ผมมองว่าในที่สุดกองทุน กยศ. อาจล้มหายตายจากไป เพราะรัฐไม่สามารถอุดหนุนเงินในปริมาณมากที่เพียงพอกับผู้เรียนทุกคนได้ ส่วนมาตรการทางกฎหมายกยศ.เดิมนั้น ผมมองว่าเพราะกฎหมายไม่ยืดหยุ่น มีข้อจำกัดให้กับ กยศ. ทำให้กยศ.ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายต้องสร้างความยืดหยุ่นให้มากที่สุด เพราะผู้กู้มีความหลากหลาย เช่น ไม่จำกัดเวลาใช้หนี้ 15 ปี ควรยืดหยุ่นระยะเวลาสัญญาหากมีการเกิดวิกฤต ผู้กู้ตกงาน ต้องปรับได้ตามสถานะของลูกหนี้ นอกจากนั้นต้องกำหนดให้เกิดความมีธรรมาภิบาล มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล อย่างไรก็ดี” นายวรุณ กล่าว
ขณะที่ นายพงษ์ทัศน์ วนิชานันท์ นักวิจัยด้านการศึกษา สถาบันทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการแก้ไข ร่างพ.ร.บ.กยศ. ในชั้นของสภาฯ ที่ไม่คิดดอกเบี้ย ไม่มีเบี้ยปรับ ตนมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูก และเป็นสิ่งที่เพิ่มความเสี่ยงในความยั่งยืนของกองทุน กยส. ที่ผ่านมากองทุนมีความสามารถดำเนินการ โดยไม่เพิ่มงบประมาณแผ่นดิน หากรายได้ ที่เป็นดอกเบี้ย เบี้ยปรับซึ่งปี2564 มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท หายจะทำให้กองทุนมีความเสี่ยงต่อความยั่งยืนและมั่นคง นอกจากนั้นร่างกฎหมายดังกล่าวมีส่วนที่แก้ไขถูก คือ ไม่มีคนค้ำประกัน เพื่อลดภาระกับสังคม
นายพงษ์ทัศน์ กล่าวถึงข้อเสนอต่อการแก้หนี้ที่ถูกต้อง ว่า เงินกู้ยืมควรคงดอกเบี้ยและค่าปรับ แต่ต้องไม่เป็นภาระมากเกินไป กำหนดนวัตกรรมใหม่เพื่อเข้าถึงผู้กู้ยืมเงินในการชำระหนี้ เช่น การแจ้งเตือน รวมถึงการสร้างกลไกรับผิดชอบของสถาบันการศึกษาผลิตบัณฑิตที่มีความรับผิดชอบและตอบโจทย์ตลาดแรงงานสามารถมีรายได้ รวมถึงสร้างหลักประกันผลสำเร็จของการศึกษาผูกติดกับการที่ผู้เรียนมีงานทำ





