วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คำนวณเก้าอี้ส.ส.พรรคร่วม “3ป.”ไปต่อมั่นใจเกิน 300 ส.ส.

“3ป.”ไปต่อมั่นใจเกิน 300 ส.ส. พปชร.คำนวณเก้าอี้ส.ส.พรรคร่วม มั่นใจผงาดรัฐบาลอีกรอบ “ภูมิใจไทย”ราคาขึ้น “ส.ส.งูเห่า” ไม่หวั่นแลนด์สไลด์

ข่าวปล่อย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเข้าไปนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยปรับให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไปนั่งเก้าอี้ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐวงในรู้ตัวว่าใครคือต้นตอ 

ทฤษฎี “ข่าวลือ” คนปล่อยมักจะต้องหวังผลประโยชน์ทางการเมือง และมักพุ่งเป้าโจมตีคู่ขัดแย้ง-คู่แข่งทางการเมือง โดยข่าวปล่อยดังกล่าว ว่ากันว่าเป็นฝีมือของ “รัฐมนตรี” ลูกรักของ “ประวิตร” และเป็นคนเดียวกับที่อาสาเป็นองครักษ์ให้กับ “ประยุทธ์” บอกกับลูกพรรคพลังประชารัฐ เพื่อห้ามเลือดไม่ให้ไหลออก โดยบอกว่า “อยู่ก่อนนะ อย่าเพิ่งไปไหน เดี๋ยวลุงตู่จะมา”

เมื่อแกะรอยข่าวลือจะพบว่า “รัฐมนตรี” คนดังกล่าวเป็นคนบัญชาการเกม โดยร่วมกับ “ทีมประยุทธ์” ที่อยู่รายล้อมตัว เนื่องจาก “ทีมมันสมอง” ของ “ประยุทธ์” มองว่าหากไม่รีแบรนด์พรรคพลังประชารัฐ ทุกคนมองเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไปต่อยาก”

ขณะเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2565 ซึ่งเป็นวันพิจารณางบประมาณ 2566  พี่น้อง “3 ป.” ได้หารือกันถึงทางออก-ทางรอดของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อวางยุทธศาสตร์ให้เดินกันต่อไปได้ ซึ่งเห็นตรงกันว่า “ประยุทธ์” จำเป็นจะต้องเข้าพรรค นอกจากนี้จะต้องจัดการพรรคเศรษฐกิจไทยให้นิ่งที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
 

ซึ่งหาก “ประยุทธ์” สามารถเข้าพรรคพลังประชารัฐได้ จะสามารถดึง “คีย์แมน” ที่ออกไปตั้งพรรคสำรอง อาทิ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยสร้างสรรค์ เป็นต้น กลับมายังพรรคพลังประชารัฐ
โดยอาจมีการขยับตัวในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ค. เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนให้พรรคพลังประชารัฐกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

จึงต้องจับตาความเคลื่อนไหวของ “ทีมกทม.” โดยเฉพาะ สกลธี ภัททิยกุล และณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ที่เคยมีผลงานในช่วงการเลือกตั้งครั้งก่อน รวมถึงทีมของ “แรมโบ้” เสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ออกไปตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ อาจต้องกลับรังเช่นกัน ส่วนพรรครวมพลังของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ยังวางบทบาทเป็นพรรคแนวร่วม

ดังนั้นโอกาสที่จะรวม “พรรคเครือข่าย” แล้วเทียบเชิญ “ประยุทธ์” เข้าสังกัดพรรคแทบจะปิดประตูตายไปได้เลย เพราะ “3 ป.” ต้องอยู่ร่วมด้วยช่วยกันที่พรรคพลังประชารัฐต่อไป เพื่อวางเกม-วางคนโกย ส.ส. เข้าสภา จัดตั้งรัฐบาลอีกคำรบหนึ่ง

จับอาการของ “ประยุทธ์” หลังการโหวต พ.ร.บ.งบประมาณดูมั่นใจมากขึ้น แตกต่างจากภายหลังการเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.” ที่ค่อนข้างไม่มีทรง และยังถูกเปรียบเทียบกับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯกทม. ที่สไตล์การทำงานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จนทำให้ “ประยุทธ์” ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรอง

ส่งผลให้ “ขั้วฝ่ายค้าน” ได้ทีขย้ำซ้ำ ด้วยแคมเปญโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ต่อด้วยการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในช่วงกลางเดือนมิ.ย. และจ่อคิวซักฟอกในช่วงต้นเดือน ก.ค.

ทว่า เมื่อมองเสียงโหวต พ.ร.บ.งบประมาณที่ “ขั้วรัฐบาล” ชนะขาดลอย “พรรคร่วมรัฐบาล” จึงมัดใจอยู่ร่วมกันอย่างเหนียวแน่น โดยมี “ผู้กองมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย รวมอยู่ด้วย

แม้การโหวตจะมีการต่อรองเก้าอี้กรรมาธิการ แต่ไม่มีการแตกแยกเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง แสดงว่าอุดมการณ์ทางการเมืองไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมือง หากผลประโยชน์ลงตัวสามารถไปด้วยกันได้ ฉะนั้นการที่มั่นใจว่ารัฐบาลไปต่อได้ ต้องมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

ที่สำคัญในช่วงปลายเทอมรัฐบาล “แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล” มักจะมีการพูดคุยกันว่าจะต้องไปต่อด้วยกันในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า โดยมีการคำนวณ ส.ส. ว่าแต่ละพรรคจะได้เท่าไร โดยประเมินว่าพรรคพลังประชารัฐ จะได้ ส.ส. 125 เสียง พรรคภูมิใจไทย จะได้ ส.ส. 100 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส. ไม่ต่ำกว่าเดิม 60 เสียง รวมกับพรรคในเครือข่ายอีก อาจทำให้ “ขั้วรัฐบาล” จะมี ส.ส. กว่า 300 เสียง ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อมีสูตรคำนวณดังกล่าว จึงถอดโจทย์ออกมา เพื่อให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเดินไปให้ถึงจุดหมายที่วางเอาไว้ ทำให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐ มีจุดอ่อนอยู่มากพอสมควร ส่วนพรรคใหม่ก็ยากที่จะเซ็ตอัพมาใหม่ทัน จึงต้องใช้พรรคพลังประชารัฐที่มีฐานเสียงอยู่แล้วเดินหน้าต่อ

สถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ “3 ป.” จึงมองข้ามชอต การอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้แล้ว เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นแล้วว่า “ของจริง” มีเสียง “ส.ส. งูเห่า” จากพรรคฝ่ายค้านที่คอยยกมือโหวตให้ “ขั้วรัฐบาล”

ตามจังหวะการเมืองพรรคภูมิใจไทยราคาขึ้น “ส.ส. งูเห่า” ไม่กลัวน้ำร้อน ไม่กลัวกระแส “ทักษิณ-อุ๊งอิ๊ง-เพื่อไทย” ที่พยายามปั่นกระแสแลนด์สไลด์ เพื่อรั้งตัว ส.ส.ไม่ให้เดินออกจากพรรค แต่ดูจากปรากฎการณ์ “7 ส.ส.งูเห่า” ฟันธงได้เลยว่าชั่วโมงนี้ไม่มีใครกลัวกระแสแลนด์สไลด์ เพราะหากมั่นใจว่ามีฐานเสียงในพื้นที่แข็งแรง ก็จะสามารถเอาชนะการเลือกตั้งด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งพากระแส “ทักษิณ-อุ๊งอิ๊ง-แลนด์สไลด์”

ฉะนั้น หากพรรคภูมิใจไทยเลือกชอปปิง ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย-พรรคก้าวไกล ก็จะคัดเลือกจากฐานเสียงในพื้นที่ของ ส.ส.เป็นหลักเช่นกัน เพราะหากดึงตัวมาอยู่ด้วยแล้ว ต้องมีค่าใช้จ่าย จึงจำเป็นต้องคัดเลือก ส.ส.พื้นที่แข็งไม่พึ่งพากระแสเช่นกัน

หลังจากนี้ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของ “3 ป.” และพลพรรค พรรคร่วมรัฐบาล อย่ากระพริบตา เพราะทุกย่างก้าว คือการวางเกมเพื่อ “อยู่ต่อ” มุ่งหวังจะรวมเสียงพรรคร่วม เพื่อจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง แม้จะ “แพ้” การเลือกตั้งก็ตาม