วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสวนานักการเมืองรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศชี้โครงสร้างการเมืองทำเหลื่อมล้ำ

“เนชั่นทีวี” จัดงานครบรอบ 22 ปี เปิดเวทีเสวนาประเทศไทยเปลี่ยนอย่างไร “ไอติม” โชว์วิชั่นเปรียบงบเหมือนเค้ก ทรัพย์สินเกือบ 2 ใน 3 ถูกกินโดยคน 1% “ศิธา” ชี้ความเหลื่อมล้ำเกิดจากโครงสร้างการเมือง “พงศ์พรหม” ลุยสร้างอีโคซีสเตม “เพื่อไทย” นำอีโคซีสเตมแก้ปัญหา

วานนี้ (1 มิ.ย.) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค “เนชั่นทีวี 22” จัดงานครบรอบ 22 ปี โดยเปิดเวทีเสวนา “Thailand Big Change ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร” โดยมี ดร.ปรเมศวร์ กุมารบุญ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา น.ต.ศิธา  ทิวารี ประธานคณะกรรมการ อำนวยการและพัฒนา พรรคไทยสร้างไทย ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล  รองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศ์พรหม ยามะรัตน์  รองโฆษก พรรคสร้างอนาคตไทย และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ  ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล เป็นผู้ร่วมเสวนา

โดยนายพริษฐ์ กล่าวเป็นคนแรกถึงการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยว่า เปรียบเทียบประเทศไทยเหมือนเค้กก้อนหนึ่ง ประเทศนี้หรือเค้กก้อนนี้ดีขึ้นอย่างไร คิดว่ามี 3 โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้เค้กโตขึ้น หมายถึงเศรษฐกิจขยับตัว ต้องยอมรับว่าเค้กเราโต้ช้ากว่าหลายประเทศ พึ่งพาไม่กี่อุตสาหกรรม พอมีวิกฤติมาซ้ำเติมเค้กของเรา คนตกงาน หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น SMEs ปิดกิจการหลายราย เฉพาะหน้าอัดฉีดเม็ดเงินแม่นยำ ตรงจุด เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ไปดูการจัดสรรงบ 3.185 ล้านล้านบาท แต่งบพัฒนาเศรษฐกิจถูกปรับลดลง ทุกอย่างถูกใช้กับการสร้างถนนหนทางเป็นหลัก แม้ผ่านวิกฤติแล้ว แต่ภารกิจยังไม่จบ หากรับมือความท้าทายใหม่ ต้องเพิ่มขีดการแข่งขัน ต้องปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่เน้นอัดฉีดความรู้ แต่ต้องมีระบบแปรความขยันนักเรียนตอบโจทย์โลกอนาคต เรียนรู้ตลอดชีวิต
 

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า การปฏิรูประบบราชการ ไม่ให้ติดกับดักอะไรเดิม ๆ หรือกัดกินด้วยระบอบอุปถัมภ์ แต่ต้องมีระบอบราชการใช้เทคโนโลยีเป็น โปร่งใส คล่องตัว ว่องไว้ ประเมินจากผลของาน ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ได้มองว่าปัญหา หรือความท้าทายใหม่ ๆ แต่มองเป็นโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรม หรือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ECO เป็นต้น เพื่อสร้างงานสังคมสูงวัยได้ ทำไงให้เค้กถูกแบ่งยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในสังคม เค้กเปรียบเหมือนทรัพย์สิน โดยทรัพย์สินกว่า 2/3 ถูกทานโดยคน 1% ในประเทศ ขณะเดียวกันต้องเพิ่มสวัสดิการศึกษา เรียนฟรี ไม่ใช่การสร้างการยอมรับ ให้เด็กเรียนฟรีได้จริง แต่เป็นการลงทุนในศักยภาพของประเทศ สวัสดิการอินเทอร์เน็ตฟรี 

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า การลดความเหลื่อมล้ำต้องอาศัยการกระจายเจริญไปทุกจังหวัด จะไม่เกิดขึ้นหากไม่กระจายอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจเพียงพอ พัฒนาสาธารณูปโภคทุกรูปแบบให้แก่ประชาชนในพื้นที่ การกระจายความเจริญไม่เกิดขึ้น หากไม่มีผู้บริหารสูงสุดในจังหวัดมาจากการเลือกตั้งคนในพื้นที่

โจทย์สุดท้าย ทำไงเค้กอร่อย ประชาธิปไตยโอบรัดความฝันของทุกคน ต้องเป็นประชาธิปไตยเชิงระบบ ต้องมีรัฐธรรมนูญมีส่วนร่วมในการสร้าง ไม่เปิดช่องให้ ส.ว. แต่งตั้งขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญออกแบบ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกลาง องค์กรอิสระ เป็นกลาง สร้างประชาธิปไตยค่านิยมทำอย่างไรให้เสรีภาพ เสมอภาคถูกซึมซับ” นายพริษฐ์ กล่าว

เสวนานักการเมืองรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศชี้โครงสร้างการเมืองทำเหลื่อมล้ำ
 

น.ต.ศิธา ทิวารี กล่าวว่า ปัญหาไทยที่ต้องเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ๆ เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ทำให้คนไทยไม่อาจทำมาหากินได้ หนี้ครัวเรือนสูง เงินเฟ้อสูง ความรู้เทคโนโลยีการสนับสนุนจากภาครัฐน้อย สิ่งที่เกิดขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทยเป็นอันดับ 1 ของโลก คนไทย 10% ถือคอรงทรัพย์สิน 77% ของประเทศ ย่อยไปอีก คนไทย 1% ถือทรัพย์สิน 66.9% คนไม่กี่ตระกูลถือครองสินทรัพย์สูงสุดในประเทศ

น.ต.ศิธา กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำเกิดจากโครงสร้างการเมืองที่เกิดขึ้น คือประเทศเราเป็นระบบอำนาจนิยม เป็นรัฐราชการสมบูรณ์แบบ ของเดิมเราเคยได้ยินว่านักการเมืองมีการทุจริต เป็นการทุจริตตามน้ำบ้าง เป็นการทุจริตที่หากินกับงบประมาณในกระทรวง หลังจากนั้นกฎหมายเข้มงวดขึ้น 10 ปีหลังได้ยินการทุจริตเชิงนโยบาย นักการเมืองไปทำนโยบายเอื้อกับนายทุนใหญ่ มีการจ่ายใต้โต๊ะกลับคืนมา ไม่สามารถตรวจสอบได้ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้นายทุนใหญ่ของประเทศร่ำรวยหลายเท่า  

โดยการพัฒนาการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว นักการเมืองเอาเงินไปซุกนักธุรกิจรายใหญ่ กลายเป็นว่านักธุรกิจเหล่านั้น เข้ามาเป็นเจ้าของพรรคการเมือง เป็นนายทุน เข้ามาใช้เงินจำนวนมากสนับสนุนพรรคการเมืองเดินทางไปตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ กลุ่มทุนรายใหญ่เปลี่ยนธุรกิจตัวเอง กลายเป็นธุรกิจประมูลงานของรัฐ มีความชำนาญเทคโนโลยี ชำนาญขนส่งขึ้นมา ผิดฝาผิดตัวอย่างสิ้นเชิง

“ถ้านักการเมืองทำอย่างตรงไปตรงมา เราจะสนับสนุนนักธุรกิจรายใหญ่หากินนอกประเทศ แต่นักธุรกิจเหมือนเรือประมงลำใหญ่ มีแหอวนตาถี่ จับปลาเล็กน้อยไปหมด ความเหลื่อมล้ำทำให้ทั้งประเทศอยู่ไม่ได้ ในวันนี้ไทยจะมูฟไปอย่างไร เดินไปอย่างไร ถ้าไม่แก้ระบบราชการตรงนี้ก่อน ประเทศไทยอยู่ไม่ได้ คนตัวเล็กลืมตาอ้าปากไม่ได้” น.ต.ศิธา กล่าว

เสวนานักการเมืองรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศชี้โครงสร้างการเมืองทำเหลื่อมล้ำ

นายปรเมศวร์ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า โลกกำลังปฏิเสธทุกอย่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2-3 โลกกำลังปรับตัว ดังนั้นเราต้องตั้งคำถามว่าจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่ ทวงคืนสมดุลกลับมา กำลังนำเสนอการเผชิญวิกฤติอย่างมั่นคง แสวงหาโอกาสอย่างมั่นคง โดยการบริหารธุรกิจในภาวะวิกฤติสำคัญ ชุดความคิดนี้วางยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจไทย

เสวนานักการเมืองรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศชี้โครงสร้างการเมืองทำเหลื่อมล้ำ

ส่วนนายเผ่าภูมิ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยสร้าง ดิจิทัลอีโคโนมี่ ไม่ได้มองคริปโตมิติของการลงทุนหรือเก็งกำไร เรามองว่าดิจิทัลแอสเสทว่า จะทำเงินมหาศาลให้ไทย สร้างตลาดเงินลงทุน สร้างดิจิทัลอีโคโนมีเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค เราเคยสร้างบริษัทเล็ก จนปัจจุบันใหญ่โต เราสามารถทำได้ในดิจิทัลอีโคโนมี พรรคเพื่อไทยขอนำเสนอเปิดระดมทุนคู่ขนาน นี่คือวิธีคิดของเพื่อไทย นี่คือมุมมองของเพื่อไทย สร้างประเทศสร้างคนให้แน่น ไม่ว่าปลายทางอุตสาหกรรมใดจะเข้ามาก็ตาม

เสวนานักการเมืองรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศชี้โครงสร้างการเมืองทำเหลื่อมล้ำ

ขณะที่นายพงศ์พรหม กล่าวว่า มุมมองตนในฐานะประชาชน เราเคยคิดถึงประชาชนเหล่านี้บ้างหรือไม่ว่า ประชาชนเหล่านี้อยู่ตรงไหนใน อีโคซีสเต็มของเรา โดยการเมืองใหม่ต้องมองให้ออกว่า คนเหล่านี้คือทรัพย์สินของประเทศ ไม่ใช่แค่เด็กหนึ่งคนที่เดินอยู่ อาจเป็นคนทำบล็อกเชน หรือวิจัยดีเอ็นเอ หรือเป็นศิลปิน นี่คือทรัพย์สินของพวกเรา นโยบายพวกเรา ทำอะไรกับเขาได้หรือไม่ ไม่มี คำถามคือ นี่คือตัวสร้างมูลค่า GDP ใหม่ เพียงแต่ต้องไม่ให้เป็นเศรษฐกิจรวมศูนย์เหมือนที่ผ่านมา 

“ระบอบการปกครองใดก็แล้วแต่เหมือนกันคือ มีเวทีให้ทุกคนแสดงความสามารถได้ ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน รัฐบาลมีหน้าที่สร้างคนตัวเล็กให้เติบโต ใครโตแล้วออกไปสู้ข้างนอก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยากเห็นในการเมืองใหม่ นักการเมืองที่ไม่ได้ลอยตัวอยู่เหนือประชาชน เรามีปัญหาในการคิดนโยบาย เราไม่ได้ขาดนโยบาย เราขาดวิธีคิดนโยบายที่ การขับเคลื่อนนวัตกรรม สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่คนรวยอยู่เหนือกฎหมาย ต้องเริ่มสร้างคนรุ่นใหม่ และร่วมกันสร้างการเมืองใหม่กับทุก ๆ คน” นายพงศ์พรหม กล่าว

เสวนานักการเมืองรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศชี้โครงสร้างการเมืองทำเหลื่อมล้ำ

นายอิสสระ กล่าวว่า เวลาพูดถึงคำว่าเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนได้ 2 แบบ คือดีขึ้น หรือแย่ลง จะเปลี่ยนหรือแย่ด้วยปัญหารุมเร้า ปัญหาทุกวันนี้เกิดจาก โควิด สงครามระหว่างประเทศ โควิดแม้จะเป็นปลาย ๆ แล้ว แต่สิ่งที่ทิ้งเอาไว้เป็นปัญหามาก มหาอำนาจ ผลิตเงินเยียวยาเรื่องนี้ พอผลิตมากเกิดเป็นเงินเฟ้อ ลำพังไม่มีสงครามน้ำมันขึ้นราคา พอมีสงคราม น้ำมันขึ้น ของทุกอย่างขึ้น กลายเป็นเงินเฟ้อ สิ่งที่เกิดตามเศรษฐกิจถดถอย ทำอย่างไรไม่แย่ตามเศรษฐกิจ ทำอย่างไรปรับตัวได้

“สิ่งที่เรียกว่ามหภาค อีกอย่างคือภาคประชาชน ภาพใหญ่ขอสรุปแบบนี้ว่า GDP ขึ้นอยู่กับการลงทุนต่างประเทศ แรงงาน และผลิตภาพ โดยการลงทุนต่างประเทศการเงินไม่นิ่ง เราไม่ใช่สวรรค์นักลงทุน แรงงาน 3 ปีแทบไม่ได้เข้า คนเกิดน้อย กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ ผลิตภาพเพิ่มได้อย่างไร เรียกว่า 3 เหลี่ยมแห่งความหวัง การศึกษา ระยะยาวถ้าไม่ทำซักที ทำอย่างไรให้ กทม. และต่างจังหวัด มีคุณภาพการศึกษาเท่ากัน ส่วนการลงทุนภาครัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจำเป็น งบประมาณฉบับนี้ ปีนี้ ลงทุนเยอะ แต่สิ่งไม่ดีต้องตัดออกคือ งบซ่อนแอบ งบหลังกำแพง งบเงินทอนต่าง ๆ ต้องตัดออก แล้วเหลือเงินมาทำ เศรษฐกิจจีน การเกษตร ท่องเที่ยว SMEs ที่ได้ต้องรับการพัฒนา” นายอิสสระ กล่าว

นายอิสสระ กล่าวอีกว่า ส่วนภาคประชาชน มีอีก 3 เหลี่ยมคือ 3 เหลี่ยมวอดวาย คือ คนไทยจมอยู่กับกองหนี้ หนี้ครัวเรือน ทำอย่างไรกำจัดหนี้ออกไป การเข้าไม่ถึงทุน ทำอย่างไรตาสีตาสายายมียายมา ไม่ใช่ลูกค้าเกรดเอ แต่จะเข้าถึงแหล่งทุนยุติธรรม ตัวสุดท้ายทำอย่างไรเราถึงมีวัคซีนทางเศรษฐกิจ เราจะไม่ตายเป็นคนแรก 

เสวนานักการเมืองรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศชี้โครงสร้างการเมืองทำเหลื่อมล้ำ