วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาเร่งลงทุนเพื่อสร้างความ “ยืดหยุ่น” ให้ประเทศไทย

ประเทศไทยเร่งลงทุนรับมือภัยพิบัติ ดัน Climate Adaptation เป็นโอกาสธุรกิจ ชูสินเชื่อและตราสารหนี้สีเขียวระดมทุนภาคเอกชน เสริมความยืดหยุ่นเศรษฐกิจระยะยาว

KEY POINTS

  • ประเทศไทยมีความเปราะบางสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล จึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและปกป้องทรัพย์สินในระยะยาว
  • ความท้าทายหลักในปัจจุบันไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นการขาดโครงการด้านการปรับตัว (Climate Adaptation) ที่ออกแบบมาอย่างดีและเป็นรูปธรรมพอที่จะดึงดูดการลงทุนจากภาคการเงินได้
  • การลงทุนด้าน Adaptation ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเติบโต เช่น การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อภัยพิบัติ (เช่น ระบบระบายน้ำ, การนำสายไฟลงดิน) และการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)
  • ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุน โดยสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ ผ่านเครื่องมือทางการเงินอย่างสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ดังที่ธนาคารกรุงศรีฯ ได้สนับสนุนการประปานครหลวงและการไฟฟ้านครหลวง
  • หัวใจสำคัญในการดึงดูดเงินทุนภาคเอกชนคือการออกแบบโครงการที่ดี มีกรอบการใช้เงินที่ชัดเจน และมีระบบติดตามผลที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถขยายผลไปยังภาคธุรกิจและ SME เพื่อรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้

สวัสดีครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในงาน GFANZ APAC Network: Financing Adaptation & Resilience – From Climate Risk to Investable Solutions ซึ่งเป็นเวทีที่รวมผู้แทนจากทั้งภาคการเงิน และภาคนโยบายมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการระดมทุนเพื่อรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในงานนี้ เราทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า ในปัจจุบัน โจทย์ใหญ่ที่สุดอาจจะไม่ได้อยู่แค่การ “ขาดเงินทุน” แต่เป็นการขาด โครงการด้าน Climate Adaptation หรือโครงการที่ช่วยเรื่องการปรับตัวต่อภาวะโลกร้อน ซึ่งมุ่งลดความเปราะบางและเพิ่มความยืดหยุ่นของเมือง ภาคธุรกิจ และชุมชน พร้อมทั้งสามารถพัฒนาเป็นโครงการที่ดึงดูดการสนับสนุนจากภาคการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม พูดง่ายๆ คือ เงินก็พอจะหาได้ แต่ไม่มี “ของ” ที่ตรงใจครับ

ความท้าทายดังกล่าวสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เราทราบดีว่าบ้านเราได้เผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์ที่คนไทยยังจำได้ไม่ลืมคือความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 คิดเป็นประมาณ 12.6% ของ GDP ประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น และเมื่อพิจารณาในแง่เม็ดเงินด้านการระดมทุนเพื่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Adaptation) ในช่วงปี 2561-2567 ประเทศไทยได้รับการจัดสรรเม็ดเงินสำหรับโครงการด้าน Adaptation ไม่ถึงร้อยละ 1 ของเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างด้านเงินทุนที่ยังมีอยู่มาก

เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนความสำคัญของการลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ โดยวิจัยกรุงศรีได้ประเมินว่าความเสียหายต่อทรัพย์สิน อาทิ เครื่องจักร และรถยนต์ อาจมีมูลค่าสูงถึง 1.7-2.3 แสนล้านบาท ถ้าเทียบต่อ GDP แม้จะได้รับผลกระทบอยู่เพียงประมาณร้อยละ 0.1-0.2 เท่านั้น แต่เป็นสัญญาณกระตุกเตือนว่า ผลจากโลกร้อนมันเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ และการลงทุนด้าน Adaptation เป็นการปกป้องทรัพย์สิน โครงสร้างพื้นฐาน และความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจในระยะยาวของเราเอง

นอกจากการลดความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว การลงทุนด้าน Climate Adaptation ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเติบโตทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น การใช้ระบบ Early Warning System ที่สามารถคาดการณ์และแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับน้ำท่วม เช่น ระบบระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และพื้นที่รับน้ำ การปรับปรุงระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคให้มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ เช่น การนำสายไฟลงดินและยกระดับอุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนการกำหนดแผนพัฒนาความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity Plan : BCP) เพื่อช่วยลดความเสียหายและการหยุดชะงักของธุรกิจจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น

ในบริบทดังกล่าว ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Climate Adaptation ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ประสบความสำเร็จในสองธุรกรรมสำคัญ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร และ Asian Development Bank (ADB) หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการประสานพลังในภาคการเงินในการเปลี่ยน “Climate Risk” ให้เป็น “Investable Solutions” ที่สามารถดึงดูดและระดมเงินทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริง

ธุรกรรมแรกคือสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) โดยการประปานครหลวง (กปน.) ภายใต้วงเงิน 3.2 พันล้านบาท โดยกรุงศรีได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันสนับสนุนโครงการพัฒนาระบบประปากรุงเทพฯ ระยะที่ 9 ซึ่งมุ่งเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ขยายกำลังการผลิต เสริมความแข็งแกร่งของระบบส่งและจ่ายน้ำ รวมถึงเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และน้ำทะเลหนุน

อีกตัวอย่างคือตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ในวงเงิน 2 พันล้านบาท ซึ่งกรุงศรีทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการเสนอขายหลักทรัพย์ (Bookrunner) โดยโครงการสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนคือการนำสายไฟฟ้าลงดิน เพื่อเพิ่มความทนทานของระบบไฟฟ้าต่อสภาพอากาศรุนแรง ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดับ และยกระดับความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยตราสารหนี้สีเขียวของ MEA นี้ ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม โดยมียอดจองซื้อสูงกว่ามูลค่าเสนอขายประมาณ 4 เท่า (4x oversubscription)

บทเรียนสำคัญจากเวที GFANZ และจากทั้งสองธุรกรรม คือ Adaptation ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่เสมอไป แต่ต้องอาศัยการออกแบบโครงการที่ดี มีกรอบการใช้เงินที่ชัดเจน และมีระบบติดตามผลที่น่าเชื่อถือ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน เงินทุนภาคเอกชนก็พร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและสังคมครับ โดยแนวทางด้าน Adaptation นี้อาจต่อยอดไปยังภาคธุรกิจและภาค SME โดยเฉพาะการจัดการน้ำ และยกระดับโรงงานเพื่อรองรับอุทกภัยในอนาคตอีกด้วย

แน่นอนว่าการบรรลุเป้าหมาย Net Zero คือการเดินหน้าควบคู่กันระหว่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวให้อยู่กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน (Adaptation) ซึ่งเราได้เห็นแล้วว่า “Climate Adaptation” กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญของภาคการเงิน เพราะแม้การลดการปล่อยก๊าซจะยังจำเป็น แต่การลงทุนเพื่อให้เมือง ระบบสาธารณูปโภค และภาคธุรกิจสามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพยังต้องเดินไปด้วยกัน จากทั้งสองกรณีที่กล่าวมา ผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพอีกมากในการขยายผลโครงการลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตครับ